
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (CAB-KU) คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดกิจกรรมคู่ขนานการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ในหัวข้อ “การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทย: เสริมพลังเกษตรกร สร้างภูมิคุ้มกันด้วยนวัตกรรม” ณ สำนักงานใหญ่ ธ.ก.ส. และถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ โดยมุ่งเป้าเร่งแก้โจทย์วิกฤตการชะลอตัวของผลิตภาพภาคเกษตรไทย พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
หนุนภาพลักษณ์ประเทศไทยบนเวทีระดับโลก (IMF – World Bank Group 2026)
การจัดสัมมนาในครั้งนี้มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับกรอบแนวคิดหลักของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนและเกษตรกรฐานรากให้มีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นคง
สาระสำคัญจากการประชุมระบุว่า ในช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา การเกษตรทั่วโลกได้เปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่พึ่งพาการใช้ทรัพยากร (Resource-led Growth) สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity-led Growth) โดยในสองทศวรรษหลังนี้ กว่า 2 ใน 3 ของการเติบโตในภาคเกษตรโลกมาจากการเพิ่มผลิตภาพมวลรวม (Total Factor Productivity: TFP) หรือการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อประหยัดทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรและอาหารของไทยกำลังประสบปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรงจากการติดอยู่ในกระบวนทัศน์แบบเก่า ส่งผลให้อัตราการเติบโตของ TFP ในภาคเกษตรไทยชะลอตัวลงเหลือเพียง 0.5% – 0.6% ต่อปี ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงปี 2534–2544 ที่เคยขยายตัวได้สูงถึง 2.7% ต่อปี สาเหตุสำคัญมาจาก งบประมาณการวิจัยทางการเกษตรของภาครัฐที่ลดลงอย่างน่าตกใจ จากระดับ 0.9% ของ GDP ภาคเกษตร ในช่วงกลางทศวรรษ 2530 เหลือเพียง 0.2% – 0.25% ในปี 2566–2568
นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาขาดแคลนนักปรับปรุงพันธุ์พืช ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบการนำเข้าเชื้อพันธุกรรมเพื่อการวิจัย และการจัดสรรทุนวิจัยในลักษณะลักษณะกระจัดกระจาย ทำให้พันธุ์พืชไทยไม่สามารถตอบโจทย์เกษตรกรได้อย่างทันท่วงที เช่น ชาวนาในภาคกลางต้องหันไปใช้พันธุ์ข้าวจากเวียดนามที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าและมีอายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่า หรือการระบาดของโรคใบด่างในมันสำปะหลังที่บั่นทอนผลผลิตของเกษตรกรอย่างหนัก ผสมผสานกับความท้าทายจากสภาวะภูมิอากาศผันผวน ทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญ ภัยแล้ง และศัตรูพืชระบาด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ ความยากจน และความยั่งยืนของเกษตรกรไทย
ธ.ก.ส. พร้อมเป็นธนาคารเพื่อพัฒนาชนบท พร้อมยกระดับเกษตรกรตามแนวทางการเป็นแกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture) ให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคง

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ มีความภาคภูมิใจและพร้อมสนับสนุนภารกิจของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026) และมีความมุ่งมั่นในการเป็นสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาชนบท ที่พร้อมอยู่เคียงข้างเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพร้อมเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยง “เงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรม” ตามแนวทางการเป็นแกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน การแปรรูป เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งร่วมสร้างระบบนิเวศการเกษตรที่ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ซึ่งการจัดงานเสวนาในครั้งนี้จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคการเงิน เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคประชาชน ได้ร่วมกันระดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ ตลอดจนร่วมกันมองไปข้างหน้า เพื่อแสวงหาแนวทางการพัฒนาระบบวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมด้านเกษตรและอาหารของประเทศไทยให้สามารถตอบโจทย์ความท้าทายและความต้องการของภาคการเกษตรได้อย่างแท้จริง โดย ธ.ก.ส. เดินหน้าสร้างความยั่งยืนผ่านแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้ ESG Model เพื่อนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งมีกลไกในการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. การสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง: ธ.ก.ส. มุ่งเน้นการสนับสนุนแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำที่เหมาะสม ควบคู่กับการเติมองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาทักษะในการสร้างแผนธุรกิจ บัญชี การบริหารจัดการเงิน และการตลาดออนไลน์ พร้อมทั้งส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ยกระดับสู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่ชุมชน (Community Service Providers) เช่น บริการเครื่องจักรกลเกษตร การจัดการแปลงด้วยข้อมูลดิจิทัล การรวบรวมผลผลิต และการตลาดออนไลน์ เพื่อช่วยให้เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่เข้าถึงเทคโนโลยีในราคาย่อมเยา
2. การยกระดับผลิตภาพด้วยสินเชื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรม: ธนาคารมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่รองรับการลงทุนเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ระบบการบริหารจัดการน้ำที่แม่นยำ เทคโนโลยีลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยพิจารณาจากแผนธุรกิจ อัตราผลตอบแทน ระยะเวลาคืนทุน และรายได้ของเกษตรกร พร้อมสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน และสร้างความแข็งแรง เพื่อเป็นการสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย
3. การสร้างภูมิคุ้มกันและสนับสนุนกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนผ่านสินเชื่อสีเขียว (Green Credit): สนับสนุนการทำเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ (Climate-Smart Agriculture) เพื่อให้เกษตรกรสามารถรับมือกับความผันผวนทางธรรมชาติ โดยเน้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและลดการสูญเสีย เช่น
การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปุ๋ย การบำรุงรักษาดิน เป็นต้น
โดย ธ.ก.ส. มุ่งหวังว่า การจัดเวทีเสวนาในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งทุกภาคส่วน และนำไปสู่การสร้างระบบเกษตรและอาหารของประเทศไทยที่มีผลิตภาพสูง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน มีความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยง และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ธ.ก.ส. พร้อมอยู่เคียงข้างเกษตรกรไทยในการสร้างโอกาส สร้างคุณค่า สร้างนวัตกรรม และสร้างความยั่งยืนไปด้วยกัน
ข้อเสนอเชิงนโยบายต้องปฏิรูประบบวิจัย ปรับโครงสร้างห่วงโซ่คุณค่า สู่เกษตรมูลค่าสูง
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทางการเกษตรให้ผลตอบแทนคุ้มค่าสูงเกินกว่า 40% ต่อปี โดยเสนอแนวทางปฏิรูประบบนวัตกรรมเกษตรและอาหารของประเทศไทยใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย: เพิ่มความเป็นอิสระของสถาบันวิจัยภาครัฐ จัดสรรและจัดหาแหล่งทุนวิจัยที่มั่นคงหลากหลาย พร้อมสร้างแรงจูงใจแก่นักวิจัย เช่น ตำแหน่ง “ศาสตราจารย์นวัตกรรม” ในมหาวิทยาลัย และส่งเสริมการทำวิจัยร่วมในแปลงเกษตรกรจริง
การสนับสนุนภาคเอกชนและการเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า (Farm to Fork): สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมลงทุน R&D และพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ตอบรับเทรนด์โลกยุคใหม่ เช่น อาหารสุขภาพ สินค้าเกษตรปลอดภัย ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Rice) และโปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) รวมทั้งการทำสัญญาข้อตกลงซื้อขายผลผลิตที่น่าเชื่อถือ (Credible Interlinked Contracts) ระหว่างเอกชนและเกษตรกร และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Big Data: ส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Sharing) และเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิทัล เพื่อลดต้นทุนสารสนเทศ และส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแม่นยำ
ในงานยังมีปาฐกถาพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก ในหัวข้อการปฏิรูปภาคเกษตรในเอเชีย: กรณีศึกษาประเทศไทย โดย Ashesh Prasann นักเศรษฐศาสตร์การเกษตรอาวุโส ธนาคารโลก
และเวทีเสวนา 3 หัวข้อ ประกอบด้วย 1. เสวนา“การฟื้นฟูผลิตภาพทางการเกษตรในฐานะรากฐานของระบบความมั่นคงทางอาหารที่มีภูมิคุ้มกัน (นโยบายด้านวิจัย) โดยศ.ดร.กมล เลิศรัตน์ อดีตข้าราชการคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดร.พรรณี ชื่นนคร อาจารย์ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
2. เสวนา “นโยบายเสริมสร้างศักยภาพการเพิ่มผลิตภาพและการปรับตัวแบบยืดหยุ่นของเกษตรกร” โดยคุณพรปวีณ์ คชภูติ ประธานเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer : YSF) จ.ฉะเชิงเทรา คุณเปรม ณ สงขลา เกษตรกรมะพร้าวน้ำหอม ปทุมธานี และคุณอภิสิทธิ์ มะพันธ์ เกษตรกรรุ่นใหม่ จังหวัดขอนแก่น
และ 3. เสวนา “นโยบายการใช้ศักยภาพของภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรอย่างยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกัน” โดยคุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล ประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณคมกริช นาคะลักษณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารองค์กรเพื่อความยั่งยืน กลุ่มมิตรผล คุณพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และคุณนานา คึนเคล ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการด้านการเกษตรและอาหาร GIZ Thailand จากนั้นได้มีการสรุปประเด็นสำคัญและข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยดร.นิพนธ์ ดร.ภูมิพัฒน์ ทองอยู่ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร และดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
ข่าวเด่น