เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
SCB EIC วิเคราะห์ "อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยยังมีแนวโน้มขยายตัว จากแรงหนุนของ AI-related products ขณะที่สินค้าทั่วไปชะลอตัวท่ามกลางความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ และอุปทานชิปที่เริ่มตึงตัว"


มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวอยู่ที่ 7.8%YOY จากแรงหนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขยายตัวต่อเนื่อง แต่ชะลอลงจากฐานที่สูงเมื่อเทียบกับในปี 2569 ที่ขยายตัว 45.5%YOY ในปี 2570 คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวในทุกกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ, HDD ความจุสูง, อุปกรณ์สื่อสาร และ Power Electronics ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่แผ่วลง อย่างไรก็ดี สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีในกลุ่มสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนในระยะข้างหน้า

สำหรับในระยะกลาง คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตามแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Digital และ Data center
 
ในระยะกลาง (2571-2573) คาดว่ามูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากแนวโน้มการขยายการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่ม Data Storage รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น
 
 
 
อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวไม่เท่ากันในทุกหมวดสินค้า โดยคาดว่าการส่งออกชิปต้นน้ำยังเติบโตจำกัดจากการลงทุนที่น้อยกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียน ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์กลางน้ำและปลายน้ำยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีจากการขยายการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น PCB, IC, HDD ความจุสูง, อุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ 

อย่างไรก็ตาม AI ยังเป็นปัจจัยหนุนหลักของการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ความเสี่ยงด้านการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และอุปทานชิปที่ตึงตัว เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า

 
อย่างไรก็ตาม AI ยังเป็นปัจจัยหนุนหลักของการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ความเสี่ยงด้านการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และอุปทานชิปที่ตึงตัว เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า 

1) AI Infrastructure Boom ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม E&E โลก โดยเฉพาะการเร่งลงทุนของ Hyperscalers ใน Data center, AI Server ซึ่งจะช่วยหนุนความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง 

2) สินค้า E&E ไทยบางกลุ่มยังได้อานิสงส์จากการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ โดยสินค้าสำคัญ เช่น คอมพิวเตอร์ HDD IC/ชิป และอุปกรณ์สื่อสารบางประเภท ยังได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีบางส่วน 

3) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น 

4) ภาวะอุปทานชิปและ Memory ที่ตึงตัว จากการที่กำลังผลิตถูกจัดสรรไปยังชิปขั้นสูงและ Memory สำหรับ AI มากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนชิ้นส่วนสูงขึ้นและอาจกดดันราคาขายปลายทาง 

5) ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ทั้งการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ภาษีเจาะจงรายสินค้า และมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงหรือสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า

 
SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ดังนี้ 
 
• การบริหารความเสี่ยงและการส่งเสริมวัตถุดิบในประเทศ/กระจายตลาดส่งออก จัดทำแผนประเมินผลกระทบในกลุ่มสินค้าเสี่ยงจากการปรับขึ้นภาษีและมาตรการสวมสิทธิ์ของสหรัฐฯ พร้อมทบทวนต้นทุนการผลิตและเร่งหาพันธมิตรทางการค้า/วัตถุดิบใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และจีน 
 
• เร่ง R&D และนวัตกรรม ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทย และเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ AI, EV และ Data center  
 
• ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและดิจิทัล โดยเฉพาะไฟฟ้า น้ำ และโครงข่ายสื่อสาร เพื่อรองรับ Data center และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 
 
• พัฒนากำลังคนทักษะสูง ผ่านการ Reskill/Upskill และความร่วมมือกับภาคการศึกษา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 
อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม... https://www.scbeic.com/th/detail/product/EE-091026
 
1) AI Infrastructure Boom ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม E&E โลก โดยเฉพาะการเร่งลงทุนของ Hyperscalers ใน Data center, AI Server ซึ่งจะช่วยหนุนความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง 

2) สินค้า E&E ไทยบางกลุ่มยังได้อานิสงส์จากการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ โดยสินค้าสำคัญ เช่น คอมพิวเตอร์ HDD IC/ชิป และอุปกรณ์สื่อสารบางประเภท ยังได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีบางส่วน 

3) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น 

4) ภาวะอุปทานชิปและ Memory ที่ตึงตัว จากการที่กำลังผลิตถูกจัดสรรไปยังชิปขั้นสูงและ Memory สำหรับ AI มากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนชิ้นส่วนสูงขึ้นและอาจกดดันราคาขายปลายทาง 

5) ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ทั้งการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ภาษีเจาะจงรายสินค้า และมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงหรือสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า

 
SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ดังนี้ 
 
• การบริหารความเสี่ยงและการส่งเสริมวัตถุดิบในประเทศ/กระจายตลาดส่งออก จัดทำแผนประเมินผลกระทบในกลุ่มสินค้าเสี่ยงจากการปรับขึ้นภาษีและมาตรการสวมสิทธิ์ของสหรัฐฯ พร้อมทบทวนต้นทุนการผลิตและเร่งหาพันธมิตรทางการค้า/วัตถุดิบใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และจีน 
 
• เร่ง R&D และนวัตกรรม ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทย และเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ AI, EV และ Data center  
 
• ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและดิจิทัล โดยเฉพาะไฟฟ้า น้ำ และโครงข่ายสื่อสาร เพื่อรองรับ Data center และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 
 
• พัฒนากำลังคนทักษะสูง ผ่านการ Reskill/Upskill และความร่วมมือกับภาคการศึกษา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

อ่านต่อบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม... https://www.scbeic.com/th/detail/product/EE-091026 
 
 
ผู้เขียนบทวิเคราะห์ :  จิรภา บุญพาสุข (jirapa.boonpasuk@scb.co.th) นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) SCB EIC Online : www.scbeic.com Line : @scbeic
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 12 ต.ค. 2569 เวลา : 15:24:15
14-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 14, 2026, 11:47 pm