แบงก์-นอนแบงก์
ไอแบงก์เชื่อมมุมมองการเงินอิสลามระดับนานาชาติ ชู "Resilience -Transition Finance" สู่โอกาสใหม่ของไทยและอาเซียน


 

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เปิดเวทีเชื่อมโยงผู้นำ ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินอิสลามจากประเทศไทยและต่างประเทศ ร่วมขยายมุมมองจากแนวคิด "Thailand's New Horizons: Empowering People, Building Resilience" ของประเทศไทย สู่บทบาทของการเงินอิสลามในการสร้างความเข้มแข็งและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน ผ่านงานเสวนาระดับนานาชาติ “Islamic Finance: From Crisis Resilience to Transition Finance” หรือ “การเงินอิสลาม: จากความเข้มแข็งในยามวิกฤต สู่การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจากประธานกลุ่มธนาคารพัฒนาอิสลาม (IsDB Group) ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านธรรมาภิบาลและอนาคตการเงินอิสลาม

 
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ร่วมกับ International Islamic Economics and Finance Conference for Sustainable Development (IFESDC) จัดงานเสวนาระดับนานาชาติ “Islamic Finance: From Crisis Resilience to Transition Finance” หรือ “การเงินอิสลาม: จากความเข้มแข็งในยามวิกฤต สู่การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน” ในฐานะกิจกรรมคู่ขนาน (Affiliated Program) ของการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมีผู้แทนระดับสูง คณะทูต ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักวิชาการ และผู้สนใจจากประเทศไทยและต่างประเทศลงทะเบียนเข้าร่วมกว่า 100 คน เวทีดังกล่าวสอดรับกับแนวคิดการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทย “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” โดยมุ่งเชื่อมโยงบทบาทของการเงินอิสลามกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ การขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน การระดมทุนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและการลงทุนระหว่างอาเซียนกับประชาคมการเงินอิสลามโลก

 
ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับและสะท้อนวิสัยทัศน์ว่า “การเงินอิสลามมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้มีความเข้มแข็ง สามารถรับมือกับวิกฤต มีความครอบคลุม และเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยหลักการที่เชื่อมโยงภาคการเงินเข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริง และส่งเสริมการแบ่งปันความเสี่ยงและความรับผิดชอบร่วมกัน การเงินอิสลามจึงไม่เพียงเป็นกลไกช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในยามวิกฤต แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการเติบโตที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับโลกการเงินอิสลาม ด้วยความได้เปรียบด้านที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมฮาลาล และโอกาสในการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไอแบงก์จึงมุ่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กร เพื่อก้าวสู่การเป็นประตูเชื่อมประเทศไทยสู่ระบบการเงินอิสลามระดับโลก (Thailand’s Gateway to Islamic Finance) โดยเชื่อมโยงพันธมิตรทางการเงินระหว่างประเทศ สนับสนุนการระดมทุนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs และภาคธุรกิจไทย” 

 
จากนั้น นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำว่า การเงินอิสลามมิใช่เพียงระบบบริการทางการเงิน แต่เป็นแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของคุณธรรมและความรับผิดชอบ ภายใต้หลัก Maqasid al-Shariah ที่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรม ความเสมอภาค การแบ่งปันความเสี่ยงอย่างเป็นธรรม และประโยชน์สุขของสังคม พร้อมชื่นชมการสนับสนุนของรัฐบาลไทยและกระทรวงการคลังที่มีต่อไอแบงก์ ซึ่งมีบทบาทเชื่อมโยงประเทศไทยกับระบบเศรษฐกิจอิสลามโลก และให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนทุกกลุ่มโดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือศาสนา

 
ไฮไลต์สำคัญของงานคือปาฐกถาพิเศษโดย H.E. Dr. Muhammad Sulaiman Al Jasser ประธานกลุ่มธนาคารพัฒนาอิสลาม (IsDB Group Chairman) ซึ่งกล่าวถึงพัฒนาการของการเงินอิสลามจากระบบการเงินเฉพาะกลุ่มสู่ตลาดระดับโลกที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และบทบาทในการระดมทุนระยะยาวเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการเติบโตอย่างทั่วถึง

 
Dr. Al Jasser กล่าวว่า “การเงินอิสลามได้พัฒนาจากระบบการเงินเฉพาะกลุ่มสู่การเป็นอุตสาหกรรมการเงินระดับโลกที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็ง สามารถรับมือกับวิกฤต เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงประโยชน์จากการเติบโต และก้าวไปสู่ความยั่งยืน ด้วยหลักการสำคัญที่ยึดมั่นในความเป็นธรรม ความรับผิดชอบร่วมกัน การแบ่งปันความเสี่ยง และการเชื่อมโยงภาคการเงินเข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริง การเงินอิสลามจึงสามารถเป็นกลไกสำคัญในการระดมเงินทุนระยะยาวเพื่อสนับสนุนการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

 
อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกศักยภาพดังกล่าวไม่อาจอาศัยเพียงนวัตกรรมทางการเงินหรือเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่เท่านั้น อนาคตของการเงินอิสลามไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าเราจะสามารถระดมเงินทุนได้มากเพียงใด แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพ ความซื่อสัตย์สุจริต และประสิทธิผลของสถาบันที่ทำหน้าที่บริหารจัดการและนำเงินทุนเหล่านั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ การกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใส ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ จึงเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงิน และเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของระบบการเงินอิสลามในระยะยาว

 
ธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลาม (Islamic Development Bank: IsDB) มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานและพัฒนาระบบนิเวศการเงินอิสลามระดับโลก รวมถึงการส่งเสริมตลาดศุกูก (Sukuk) หรือตราสารทางการเงินอิสลาม โดยนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ IsDB ได้ออกศุกูกแล้วรวมมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเงินทุนไปสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของประเทศไทยในการพัฒนาระบบการเงินอิสลาม รวมถึงการเติบโตและพัฒนาการของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสสำคัญที่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นได้รับการสนับสนุนจากรากฐานสถาบันที่เข้มแข็ง
 

 
ในขณะที่การเงินอิสลามกำลังขยายบทบาทมากขึ้นทั้งในภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก สิ่งสำคัญที่เราต้องร่วมกันผลักดัน คือการสร้างสถาบันการเงินที่ได้รับความไว้วางใจจากทุกภาคส่วน สามารถระดมและบริหารจัดการเงินทุนอย่างมีความรับผิดชอบ และเปลี่ยนนวัตกรรมทางการเงินให้เป็นผลลัพธ์ด้านการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลามยังคงมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ร่วมกันนี้ให้เกิดผลสำเร็จ”

 
อีกหนึ่งช่วงสำคัญคือการเสวนา “Islamic Finance — From Resilience to Transition: Evidence, Instruments, and ASEAN’s Opportunity” โดย ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์, Mr. Arga M. Nugraha, Deputy President Director, Bank Syariah Nasional (BSN) ประเทศอินโดนีเซีย และ Professor Emeritus Dato’ Dr. Mohd Azmi Omar, President and Chief Executive Officer of INCEIF University ประเทศมาเลเซีย ดำเนินรายการโดย Prof. Dr. Murniati Mukhlisin ผู้แทน IFESDC การเสวนาครอบคลุมสามประเด็นหลัก ได้แก่ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันการเงินควบคู่กับการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะ SMEs และกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน การใช้เครื่องมือการเงินอิสลาม เช่น ศุกูก การเงินแบบแบ่งปันความเสี่ยง และการเงินเพื่อสังคม เพื่อระดมทุนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รวมถึง การยกระดับความร่วมมือของอาเซียน ผ่านมาตรฐานทางการเงินที่เชื่อมโยงกัน กรอบการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance Taxonomy) และการวัดผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม สาระสำคัญของการเสวนาสะท้อนว่า ความสำเร็จของการเงินอิสลามไม่ควรวัดเพียงการเติบโตของสินทรัพย์ แต่ต้องพิจารณาจากคุณค่าที่สร้างให้แก่ประชาชน ความเข้มแข็งของชุมชน และผลลัพธ์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยอาเซียนมีโอกาสพัฒนาความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล ตลาดทุน และองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุนและขยายการลงทุนข้ามพรมแดน

 
ในช่วงปิดงาน ดร.ทวีลาภ เน้นย้ำว่า เวทีครั้งนี้มิใช่เพียงการแลกเปลี่ยนมุมมอง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศไทย อาเซียน ตะวันออกกลาง และเครือข่ายการเงินอิสลามระดับโลก เพื่อร่วมกันต่อยอดองค์ความรู้ พัฒนาแนวทางความร่วมมือ และผลักดันแนวคิดด้านการเงินอิสลามสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 14 ต.ค. 2569 เวลา : 20:44:50
15-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 15, 2026, 5:09 am