กว่าหนึ่งศตวรรษของกิจการรถไฟไทย การพัฒนาระบบรางไม่ได้เกิดขึ้นจากการก่อสร้างเส้นทางเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรากฐานสำคัญจากการวางมาตรฐาน การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งเป็นแนวทางที่สะท้อนพระวิสัยทัศน์ของ พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน พระบิดาแห่งกิจการรถไฟไทย ผู้ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ระหว่าง พ.ศ. 2460–2469 และทรงมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานกิจการรถไฟไทยให้เจริญก้าวหน้า
ในช่วงเวลาที่การบริหารกิจการรถไฟยังต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์จากชาวต่างชาติ พระองค์ทรงนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและการบริหารมาประยุกต์ใช้ ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรไทยให้สามารถรับผิดชอบงานสำคัญได้ด้วยตนเอง พระกรณียกิจดังกล่าวจึงไม่ได้สร้างเพียงความก้าวหน้าของกิจการรถไฟในยุคนั้น แต่ยังเป็นรากฐานที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สามารถนำมาต่อยอด เพื่อพัฒนาระบบรางให้ตอบโจทย์การเดินทางและการขนส่งของประเทศในปัจจุบัน
รากฐานที่ 1 จากมาตรฐานราง สู่โครงข่ายที่เชื่อมโยงการเดินทาง
หนึ่งในพระกรณียกิจสำคัญคือการผลักดันให้กิจการรถไฟมีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน ในระยะแรก เส้นทางรถไฟไทยมีขนาดรางแตกต่างกัน โดยสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือใช้รางขนาด 1.435 เมตร ขณะที่สายใต้ใช้รางขนาด 1 เมตร ทำให้การใช้ขบวนรถและทรัพยากรร่วมกันมีข้อจำกัด พระองค์จึงทรงมีบทบาทสำคัญในการปรับขนาดรางสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นขนาด 1 เมตรเช่นเดียวกับสายใต้ โดยเริ่มดำเนินการในช่วง พ.ศ. 2463 และทยอยปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีบทบาทในการจัดระบบบริหารกิจการรถไฟให้เป็นเอกภาพ ทั้งการรวมการบริหารงานรถไฟสายเหนือและสายใต้ ตลอดจนการวางหลักเกณฑ์กำกับดูแลกิจการรถไฟและทางหลวง
เพื่อให้การดำเนินงานมีระเบียบและเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น
แนวคิดเรื่องการสร้างมาตรฐานดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายรถไฟไทย ซึ่งปัจจุบันมีเส้นทางรถไฟระหว่างเมืองเปิดให้บริการมากกว่า 4,044 กิโลเมตร ผ่าน 446 สถานี ครอบคลุม 47 จังหวัดช่วยเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจเข้าด้วยกัน
ในยุคปัจจุบัน การเชื่อมโยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟ แต่ยังครอบคลุมการประสานงานระหว่างสถานี ขบวนรถ ระบบอาณัติสัญญาณ ข้อมูลการเดินทาง ระบบจำหน่ายตั๋ว และระบบขนส่งประเภทอื่น เพื่อมุ่งสู่โครงข่ายการเดินทางที่ไร้รอยต่อ (Seamless Network) เพิ่มความสะดวกให้ประชาชน และช่วยให้การบริหารจัดการระบบรางมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
รากฐานที่ 2 จากองค์ความรู้ทางวิศวกรรม สู่การยกระดับเทคโนโลยีระบบราง
พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการนำความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับกิจการรถไฟ โดยคำนึงถึงข้อจำกัดของภูมิประเทศและความเหมาะสมกับสภาพการทำงานจริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินรถ
พระกรณียกิจสำคัญครอบคลุมการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณ ประแจกล และโทรคมนาคมของกรมรถไฟหลวง รวมถึงการนำระบบโทรศัพท์และเครื่องตรวจทางสะดวกมาใช้สนับสนุนการเดินรถ ตลอดจนการวางแผนพัฒนาเทคโนโลยีหัวรถจักรให้ก้าวหน้าตามวิทยาการในยุคนั้น
ผลงานด้านวิศวกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ อุโมงค์ขุนตาน ซึ่งมีความยาวประมาณ 1,352 เมตร และสะพานทาชมภู อันเป็นส่วนสำคัญของการก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ โดยพระองค์ทรงมีบทบาทในการควบคุมงานก่อสร้างและขยายเส้นทางรถไฟไปจนถึงจังหวัดเชียงใหม่ ช่วยเชื่อมโยงพื้นที่ภาคเหนือกับภูมิภาคอื่น และสนับสนุนการเดินทางและขนส่งสินค้า
อีกหนึ่งผลงานสำคัญคือ สะพานพระราม 6 สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีบทบาทในการเชื่อมเส้นทางรถไฟสายเหนือและสายใต้เข้าด้วยกัน ผลงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิศวกรรมเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ และวางรากฐานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
สำหรับระบบรางในปัจจุบัน เทคโนโลยีมีบทบาทตั้งแต่การควบคุมการเดินรถ ระบบอาณัติสัญญาณ การบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงระบบข้อมูลและบริการดิจิทัล การต่อยอดองค์ความรู้ทางวิศวกรรมควบคู่กับเทคโนโลยีที่เหมาะสม จึงเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับความปลอดภัย และรองรับความต้องการเดินทางและขนส่งที่เปลี่ยนแปลงไป
รากฐานที่ 3 จากการสร้างบุคลากรไทย สู่พลังของ “คนรถไฟ”
นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีแล้ว พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรไทยให้มีความรู้ความสามารถ โดยทรงส่งเสริมให้คนไทยไปศึกษาวิชาการรถไฟ วิศวกรรม และการพาณิชย์ในต่างประเทศ ก่อนกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในการรถไฟหลวง รับผิดชอบงานสำคัญ และนำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนากิจการรถไฟของประเทศ นับเป็นการวางรากฐานให้คนไทยสามารถดูแลและพัฒนากิจการรถไฟได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งทรงฝึกฝน แนะนำ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบุคลากร เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้มีความรู้ไปสู่บุคลากรรุ่นต่อไป
แนวทางดังกล่าวเป็นรากฐานของการสืบทอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญจากรุ่นสู่รุ่น จนถึงปัจจุบัน คนรถไฟยังคงเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการรถไฟ ตั้งแต่การเดินรถ การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการพัฒนาระบบและบริการ โดยต้องพัฒนาทักษะควบคู่กับการถ่ายทอดประสบการณ์ เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง และร่วมกันยกระดับระบบรางไทยสู่อนาคต
จากรากฐานในอดีต สู่ระบบรางแห่งอนาคต
พระวิสัยทัศน์ของพระบิดาแห่งกิจการรถไฟไทยสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาระบบรางให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยทั้งมาตรฐานที่เป็นระบบ เทคโนโลยีที่เหมาะสม และบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ รากฐานทั้งสามด้านยังคงมีความสำคัญต่อการดำเนินงานของ รฟท. ตั้งแต่การพัฒนาโครงข่ายและยกระดับความปลอดภัย ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพบริการและเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร
การน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและพระกรณียกิจของพระองค์จึงไม่ใช่เพียงการย้อนมองประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นการตระหนักถึงคุณค่าของรากฐานที่ได้รับการสืบสานจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบรางไทยให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของประชาชน
จากรากฐานที่วางไว้ในอดีต สู่การพัฒนาระบบรางในวันนี้ และการเชื่อมโยงผู้คน เมือง และโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
ข่าวเด่น