แบงก์-นอนแบงก์
กลุ่มบริษัทเคทีซีแจ้งกำไร 7,782 ล้านบาท เดินหน้าตลาดบัตรเครดิต-สินเชื่อด้วยกลยุทธ์ดิจิทัล


 

เคทีซีและกลุ่มบริษัทเผยผลประกอบการปี 2568 กำไรสุทธิ 7,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% จากปี 2567 สะท้อนความแข็งแกร่งของกลยุทธ์บริหารสินเชื่อและการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล รายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง พร้อมรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อรวม 1.12 แสนล้านบาท และอัตราหนี้เสีย (NPL) อยู่ในกรอบเป้าหมาย ท่ามกลางการเติบโตของการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ยังคงเหนือกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม เดินหน้ากลยุทธ์ดิจิทัล สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับลูกค้า คุมคุณภาพสินทรัพย์ และขยายฐานสมาชิกท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
 
 
นางพิทยา วรปัญญาสกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แม้ภาพรวมของอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคจะหดตัว จากความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจและผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น การดำเนินธุรกิจของเคทีซีในช่วง 11 เดือน (มกราคม-พฤศจิกายน 2568) ยังครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยสัดส่วนปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรอยู่ที่ 13.6% เพิ่มขึ้นจาก 13.1% ในขณะที่สัดส่วนลูกหนี้บัตรเครดิตเทียบกับอุตสาหกรรมอยู่ที่ 14.9% จาก 14.3% และสัดส่วนของลูกหนี้สินเชื่อบุคคล (ไม่รวมสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน) เทียบกับอุตสาหกรรมอยู่ที่ 4.2% จาก 4.1%”  
 
“ปี 2568 เป็นอีกหนึ่งปีที่มีความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง แต่กลุ่มบริษัทเคทีซียังคงสร้างผลกำไรสุทธิสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งในการดำเนินงาน การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้เป็นอย่างดี และในปี 2569 เราพร้อมจะเดินหน้ารักษาความแข็งแกร่งของพอร์ตลูกหนี้ เพิ่มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างมีคุณค่าและสมเหตุสมผลให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเริ่มใช้ระบบงานหลักใหม่ (Core System) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า สนับสนุนการเติบโตของสองธุรกิจหลัก คือบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจนายหน้าประกันภัยเพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน”
 
“กลุ่มบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารความเสี่ยงรอบด้านอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ข้อมูลและระบบวิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อรักษาคุณภาพหนี้และความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว โดยคาดว่าในปี 2569 บริษัทฯ จะมีกำไรสุทธิมากกว่าปี 2568 พอร์ตสินเชื่อรวมเติบโตประมาณ 1-2% และคุม NPL ไม่เกิน 2% ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโต 5% และพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคลเติบโต 2% อย่างไรก็ตาม หากในปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง เคทีซีเชื่อว่าธุรกิจจะสามารถเติบโตได้ดีกว่าที่ประมาณการไว้”
 
ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เคทีซีมีสมาชิกรวม 3,673,244 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวม 111,585 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% NPL Ratio อยู่ที่ 1.79% โดยสมาชิกบัตรเครดิตมีจำนวน 2,964,426 บัตร เพิ่มขึ้น 5.9% เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวมมีมูลค่า 73,876 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.1% อัตราการขยายตัวของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2568 อยู่ที่ 3.6% NPL Ratio บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.09% สมาชิกสินเชื่อบุคคล 708,818 บัญชี เพิ่มขึ้น 2.9% คิดเป็นเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคลและดอกเบี้ยค้างรับรวม 36,202 ล้านบาท ขยายตัว 3.2% (รวมเงินให้สินเชื่อเคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน) NPL Ratio สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.55% สำหรับสินเชื่อลูกหนี้ตามสัญญาเช่ามูลค่า 1,507 ล้านบาท ลดลง 28.6% ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ได้หยุดการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้ และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่เท่านั้น
 
ในปี 2568 กลุ่มบริษัทเคทีซีมีรายได้รวมอยู่ที่ 27,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.9% (YoY)  ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวม เท่ากับ 17,239 ล้านบาท ลดลง 5.23% (YoY) จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง เป็นผลมาจากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี รวมถึงค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงจากเงินกู้ยืมที่ลดลง โดยมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดสำหรับกิจกรรมส่งเสริมการขายที่กระตุ้นปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต และจัดหาสมาชิกใหม่ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้รวมอยู่ที่ 34.8% ปรับลงเล็กน้อยจาก 35.0% ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ กลุ่มบริษัทยังคงความสามารถในการบริหารจัดการได้ดี รักษาระดับเงินสำรองที่แข็งแกร่งและเพียงพอ โดยมี Credit Cost สำหรับปี 2568 อยู่ที่ 5.3% ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 6.1%
 
ด้านสภาพคล่อง กลุ่มบริษัทเคทีซีมีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ยังไม่เบิกใช้คงเหลือ (Available Credit Line) ทั้งสิ้น 20,470 ล้านบาท และมีภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในปี 2569 ทั้งสิ้น 15,830 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีสภาพคล่องที่สูงกว่าภาระหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด และมีสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ในระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำมาก
 
นางพิทยากล่าวถึงความคืบหน้าในการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัย (ประกันวินาศภัยและประกันชีวิต) “ปัจจุบันบริษัทเริ่มดำเนินงาน ด้วยการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทประกัน เพื่อจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลายผ่านช่องทางต่างๆ ของเคทีซี ให้กับสมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลของบริษัทฯ โดยเน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกให้ตรงจุด และยกระดับการให้คำแนะนำและการจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างปลอดภัยโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียม การนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย โดยมีเป้าหมายการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นขยายตัวอย่างรอบคอบ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าการบริการให้แก่ลูกค้าและช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่บริษัท”
 
เคทีซียังคงดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางประกาศของ ธปท. ที่ 3/2568 เรื่อง การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) โดยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ลูกหนี้แต่ละรายให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และไม่ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากภาระหนี้เดิมเกินสมควร คลิกดูรายละเอียดการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ได้ที่ลิงก์ https://www.ktc.co.th/about/news/measure อีกทั้งในฐานะที่เคทีซีเป็น Non-Bank ในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ทั้งระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เพื่อสนับสนุนลูกหนี้กลุ่มเปราะบางให้สามารถฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยเมื่อรายได้ฟื้นตัว ก็สามารถปิดจบหนี้ได้ โดยได้ปิดรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568
 
นอกจากนี้ เมื่อมีสถานการณ์ที่ลูกหนี้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยต่างๆ เช่น อุทกภัยในภาคใต้ เป็นต้น เคทีซีได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำหรือการปรับลดค่างวดลง โดยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการดังกล่าว เพื่อช่วยบรรเทาภาระและช่วยให้สามารถฟื้นตัวกลับมาได้โดยเร็ว ล่าสุดบริษัทฯ เข้าร่วมโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งเป็นกรณีที่เคทีซีขายหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของลูกหนี้รายย่อยที่ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน (NPL) นับแต่วันครบกำหนดชำระ ซึ่งลูกหนี้ดังกล่าวมีภาระหนี้ NPL รวมทุกผู้ให้บริการทางการเงินและทุกประเภทสินเชื่อไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เพื่อทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนและลดภาระหนี้ให้ลูกหนี้ โดยโครงการฯ เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านช่องทางของธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
 
ทั้งนี้ บริษัทฯ ประเมินว่า การดำเนินตามโครงการฯ ดังกล่าว หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งหมดข้างต้น จะไม่ส่งผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อภาพรวมผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท รวมถึงบริษัทฯ ได้มีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้ไว้ครบถ้วนแล้ว

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 14 ม.ค. 2569 เวลา : 20:08:18
15-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นปิด (14 ม.ค.69) บวก 9.00 จุด ดัชนี 1,244.30 จุด

2. ประกาศ กปน.: 16 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล โรงงานผลิตน้ำสามเสน 2

3. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (14 ม.ค.69) บวก 9.62 จุด ดัชนี 1,244.92 จุด

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่ือคืน (13 ม.ค.69) ลดลง 15.60 ดอลลาร์ หลังพุ่งแรงรับ CPI ต่ำกว่าคาด

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่ือคืน (13 ม.ค.69) ลดลง 15.60 ดอลลาร์ หลังพุ่งแรงรับ CPI ต่ำกว่าคาด

6. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงทำจุดสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มขาขึ้น ประเมินแนวรับไว้ที่บริเวณ 4,590-4,570 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,640-4,660 เหรียญ

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.40-31.65 บาท/ดอลลาร์

8. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (13 ม.ค.69) ลบ 398.21 จุด หุ้นการเงินร่วงฉุดตลาด เหตุทรัมป์จ่อกำหนดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต

9. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (14 ม.ค.69) บวก 4.35 จุด ดัชนี 1,239.65 จุด

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (14 ม.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 31.54 บาทต่อดอลลาร์

11. ทองเปิดตลาดวันนี้ (14 ม.ค. 69) พุ่งขึ้นแรง 650 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,650 บาท

12. พยากรณ์อากาศวันนี้ (14 ม.ค.69) ประเทศไทยอุณหภูมิสูงขึ้น 1 - 3 องศา แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวบริเวณประเทศไทยตอนบน "ยอดดอย - ยอกภู" 5 องศา

13. ตลาดหุ้นปิด (13 ม.ค.2569) ลบ 6.90 จุด ดัชนี 1,235.30 จุด

14. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (13 ม.ค.69) ลบ 5.63 จุด ดัชนี 1,236.57 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) ประเมินแนวรับไว้ที่บริเวณ 4,550-4,530 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,630-4,650 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 15, 2026, 6:18 am