หุ้นทอง
บทบาทผู้นำยุคใหม่ : บูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพในกลยุทธ์องค์กร


การให้ความสำคัญกับ "ความหลากหลายทางชีวภาพ" หรือ Biodiversity ไม่ได้เพียงเพื่อลดความเสี่ยงด้านธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ หรือสิทธิมนุษยชน เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจ ทั้งการเข้าถึงตลาดทุนและแหล่งเงินทุน การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ การสร้างความน่าเชื่อถือแก่องค์กร ตลอดจนการสนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา มีการผลักดันให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น ทั้งจากนโยบายระดับโลก เช่น กรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก  (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: KM-GBF) นโยบายระดับประเทศ เช่น การที่ประเทศไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับประเทศ (National Biodiversity Strategies and Action Plans: NBSAPs) และเป้าหมายระดับชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงมาตรฐานการรายงานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น European Sustainability Reporting Standards (ESRS E4) และ Global Reporting Initiative (GRI 101 Biodiversity 2024) และมาตรฐานที่เชื่อมโยงกับรายงานทางการเงินอย่าง International Sustainability Standards Board (ISSB) ซึ่งปัจจุบันมีแผนพัฒนามาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติ โดยใช้กรอบของ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) เป็นกรอบอ้างอิง  ด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ความคาดหวังจากฝั่งผู้ลงทุนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่าง ๆ ที่มุ่งให้บริษัทดำเนินการด้านธรรมชาติและแก้ไขปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น “Nature Action 100” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างผู้ลงทุนกว่า 200 รายที่บริหารจัดการมูลค่าสินทรัพย์ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการสูญเสียธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของบริษัทและ “PRI’s Spring” โครงการของกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันกว่า 200 แห่ง มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ณ เดือนกรกฎาคม 2568) ที่มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านธรรมชาติและรับมือกับความเสี่ยงเชิงระบบจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ 

นอกจากนี้ ผู้ประเมิน ESG หลายแห่งได้ผนวกความหลากหลายทางชีวภาพเข้าเป็นองค์ประกอบหลักในการประเมิน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมายเชิงปริมาณ การประเมินการพึ่งพา ผลกระทบ และความเสี่ยง ตลอดจนการจัดทำแผนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ

ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจกำลังเผชิญแรงผลักดันทั้งทางตรงและทางอ้อมในการยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และมุ่งสู่การดำเนินงานที่สนับสนุนเป้าหมายธรรมชาติเชิงบวก (Nature-positive)  ซึ่งกำลังเป็นความคาดหวังใหม่ของผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย

เพื่อตอบสนองต่อพัฒนาการและแนวโน้มข้างต้น ภาคธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ โดยการดำเนินงานควรเริ่มจากคณะกรรมการและผู้บริหารในฐานะผู้กำหนดทิศทาง (Tone from the Top) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่กลยุทธ์องค์กร เพื่อช่วยให้สามารถประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสม

ในรายงานสถานะ TNFD 2025 (TNFD 2025 Status Report) (https://tnfd.global/wp-content/uploads/2025/09/250918_TNFD-Status-Report_DIGITAL.pdf?v=1758808860) พบว่า 65% ของผู้ตอบแบบสอบถาม (ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในตลาดทุน จำนวน 168 ราย) ระบุว่า คณะกรรมการหรือผู้บริหารขององค์กรได้ตระหนักถึงประเด็นธรรมชาติและกำลังพิจารณาจัดการความเสี่ยงดังกล่าว

และเพื่อช่วยให้คณะกรรมการสามารถกำกับดูแลและบูรณาการประเด็นธรรมชาติเข้าสู่กลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง การรายงาน และการจัดสรรเงินทุนขององค์กรอย่างเหมาะสม TNFD ได้เผยแพร่คู่มือ Asking Better Questions on Nature for Board Directors (https://tnfd.global/wp-content/uploads/2025/05/TNFD_-Asking-Better-Questions-Design-V3_amended.pdf?v=1746361550) โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

(1) การทำความเข้าใจความสำคัญของธรรมชาติต่อธุรกิจ – การระบุตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีการพึ่งพาและผลกระทบต่อธรรมชาติ (Location-specificity) การประเมินความเสี่ยงทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงิน และความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ

(2) การบูรณาการธรรมชาติเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ – การประเมินและวัดการพึ่งพา ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ การใช้ข้อมูลและตัวชี้วัดที่เหมาะสม การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย และการบูรณาการเรื่องธรรมชาติในการตัดสินใจระยะสั้นและระยะยาว

(3) การทำความเข้าใจบริบทภายนอก – การติดตามแนวโน้มด้านตลาด มาตรฐาน กฎระเบียบ และความคาดหวังของผู้ลงทุน รวมถึงการเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในประเด็นข้างต้น

(4) ความสามารถและความพร้อมขององค์กรต่อประเด็นธรรมชาติ – การพิจารณาความพร้อมของคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงด้านทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ การออกแบบกระบวนการให้ความรู้ต่อเนื่อง และการสร้างขีดความสามารถขององค์กรในระยะยาว

(5) การทบทวนของคณะกรรมการ (Board Reflection) – การประเมินการปฏิบัติตามหน้าที่ทางกฎหมายของคณะกรรมการเกี่ยวกับประเด็นธรรมชาติ การประเมินระบบการกำกับดูแลในองค์กร และการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ แนวทางเหล่านี้สอดคล้องกับ “หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียน” หรือ CG Code (https://www.sec.or.th/cgthailand/TH/Documents/Regulation/CGCode.pdf) ซึ่ง ก.ล.ต. ออกในปี 2560 เพื่อเป็นหลักปฏิบัติให้คณะกรรมการบริษัทจดทะเบียน โดยในหลักปฏิบัติ 5.2 ระบุไว้ว่า คณะกรรมการควรติดตามดูแลให้ฝ่ายจัดการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมการดูแลและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบธุรกิจ CG Code จึงเป็นพื้นฐานที่บริษัทจดทะเบียนไทยคุ้นเคยและสามารถต่อยอดร่วมกับข้อแนะนำของ TNFD เพื่อบูรณาการประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพสู่การกำกับดูแลกลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยงขององค์กรให้ครอบคลุมและมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

ท่ามกลางบริบทที่ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของธุรกิจ ทำให้ประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายงานที่ดูแลเรื่องความยั่งยืนเท่านั้น แต่เป็นวาระร่วมของคณะกรรมการและผู้บริหารทุกระดับที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนทิศทางโดยรวม และเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรในการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน คณะกรรมการและผู้บริหารจึงควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการประเด็นดังกล่าวเข้ากับการกำกับดูแลและกลยุทธ์องค์กร เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่ง ก.ล.ต. พร้อมสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนผ่านการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ การให้ข้อมูลและแนวทางที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการส่งเสริมการรายงานที่โปร่งใสสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 16 ม.ค. 2569 เวลา : 12:24:59
16-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นปิด (16 ม.ค.69) บวก 14.21 จุด ดัชนี 1,275.60 จุด

2. ตลาดหุ้นปิด (16 ม.ค.69) บวก 14.21 จุด ดัชนี 1,275.60 จุด

3. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (16 ม.ค.69) บวก 3.38 จุด ดัชนี 1,264.77 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการปรับฐานในระยะสั้น ในรูปแบบ "Sideways" ประเมินกรอบระยะสั้น แนวรับที่บริเวณ 4,580 - 4,550 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,620 - 4,650 เหรียญ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (15 ม.ค.69) ลบ 12 ดอลลาร์ นักลงทุนขายสินทรัพย์ปลอดภัย คลายกังวลอิหร่าน

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (16 ม.ค.69) ประเทศไทยอุณหภูมิสูงขึ้น 1-2 องศา แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวในภาคเหนือและภาคอีสาน "ยอดดอย" 6 องศา

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (15 ม.ค.69) บวก 292.81 จุด รับแรงซื้อหุ้นแบงก์ ผลประกอบการ แกร่งเกินคาด

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (16 ม.ค. 69) ลดลง 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,250 บาท

9. ตลาดหุ้นไทยเปิด (16 ม.ค. 69) ลบ 1.26 จุด ดัชนี 1,260.13 จุด

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.35-31.60 บาท/ดอลลาร์

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (16 ม.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 31.40 บาทต่อดอลลาร์

12. ประกาศ กปน.: 20 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสุขุมวิทสายเก่า

13. ตลาดหุ้นปิด (15 ม.ค.69) บวก 17.09 จุด ดัชนี 1,261.39 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบ "Sideway Up" ประเมินแนวรับไว้ที่บริเวณ 4,590-4,570 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,645-4,665 เหรียญ

15. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (15 ม.ค.69) บวก 7.70 จุด ดัชนี 1,252.00 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 16, 2026, 6:50 pm