แบงก์-นอนแบงก์
"มีที่ มีเงิน" เดินเกมปี 2569 อัดสินเชื่อ 5,000 ล้าน ปิดช่องว่างธนาคาร - หนี้นอกระบบ ดันขายฝากเป็นอาวุธหลักพยุง SME


จากโปรดักต์ช่วยโควิดของออมสิน สู่ Non-bank เชิงพาณิชย์ที่วางตัวเป็นสะพานเชื่อมระบบการเงิน ปี 2569 "มีที่ มีเงิน" เร่งขยายพอร์ตทะลุ 1 หมื่นล้านบาท เจาะ SME ที่ธนาคารไม่รับ ดันขายฝาก–อสังหาริมทรัพย์เป็น Growth Engine ท่ามกลางโจทย์คุมความเสี่ยงลูกค้าเปราะบาง

จาก Spin-off ภาครัฐ สู่ผู้เล่น Non-bank เต็มรูปแบบ ใช้ทรัพย์สินเป็นฐาน เพิ่มบทบาทในตลาดสินเชื่อที่ธนาคารเข้มงวด

ตลาด Non-bank ของไทย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เติบโตจากปัจจัยเชิงโครงสร้างมากกว่าวัฏจักรเศรษฐกิจ กล่าวคือไม่ได้ขยายตัวเพราะเศรษฐกิจฟื้น แต่เติบโตจากข้อจำกัดของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงเข้มงวดด้านสินเชื่อ โดยเฉพาะต่อกลุ่ม SME รายเล็ก–กลาง ธุรกิจครอบครัว และผู้ประกอบการภูมิภาคที่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน แต่ขาดเอกสารรายได้หรือประวัติเครดิตตามเกณฑ์ธนาคาร ส่งผลให้ Non-bank เข้ามาทำหน้าที่ “เติมช่องว่าง” ระหว่างสินเชื่อธนาคารกับหนี้นอกระบบอย่างชัดเจน

หนึ่งในผู้เล่นที่สะท้อนบทบาทดังกล่าว คือ บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด ซึ่งพัฒนามาจากผลิตภัณฑ์สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการของธนาคารออมสินในช่วงวิกฤตโควิด-19 ก่อนถูกแยกออกมาตั้งเป็นบริษัท (Spin-off) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานหลังวิกฤตคลี่คลาย โครงสร้างผู้ถือหุ้น ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน 49% ทิพยประกันภัย 31% และบางจาก 20% ทำให้บริษัทมีฐานเงินทุนมั่นคง แต่สามารถดำเนินธุรกิจในฐานะ Non-bank เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ไม่อยู่ภายใต้กรอบรัฐวิสาหกิจ และยังคงยึดมั่นหลักธรรมาภิบาลตามนโยบายของผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งหมด

 
นายอภิชาติ อรรฆย์ฐากูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า จุดตั้งต้นของ “มีที่ มีเงิน” คือการปิดช่องว่างระหว่างธนาคารกับหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่มีทรัพย์สินแต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ และมีความเสี่ยงต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงถึง 20–30% ต่อปี
นับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการภายใต้ออมสินจนถึงการดำเนินงานในรูปบริษัท “มีที่ มีเงิน” มียอดปล่อยสินเชื่อสะสมแล้วกว่า 30,000 ล้านบาท โดยคาดว่าปลายปี 2568 พอร์ตสินเชื่อคงค้างจะอยู่ที่ประมาณ 7,500 ล้านบาท จากฐานลูกค้า 2,000–3,000 ราย วงเงินปล่อยสินเชื่อตั้งแต่ 1-50 ล้านบาทต่อราย กลุ่มลูกค้าครอบคลุมตั้งแต่ร้านค้ารายย่อย ที่มีวงเงินสินเชื่อเฉลี่ย 3 ล้านบาทต่อราย ไปจนถึงผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ  โดยโครงสร้างพอร์ตหลักมาจากกลุ่มซื้อมาขายไปประมาณ 50% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 30% และกลุ่มขายฝาก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 
สำหรับในปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายเชิงรุก โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 5,000 ล้านบาท โดยมีพอร์ตสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท จากสิ้นปีนี้ ที่มียอดปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 3,000 ล้านบาท ของพอร์ตสินเชื่อรวมกว่า 7,000 ล้านบาท โดยมีกลยุทธ์หลักคือการขยายสินเชื่อในกลุ่มที่ธนาคารพาณิชย์ยังไม่สามารถรองรับได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายกลาง–เล็ก กลุ่มหอพักและอพาร์ตเมนต์เก่า รวมถึงโรงแรมที่ต้องใช้เงินลงทุนเพื่อปรับปรุงทรัพย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนรวมกันราว 60% ของพอร์ตใหม่

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของปี 2569 คือ การผลักดันสินเชื่อขายฝาก ให้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการเติบโต โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนจากปัจจุบันราว 5% เป็น 10–20% ของพอร์ตสินเชื่อรวม โดยมองว่าขายฝากเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ในระบบการเงินไทย เนื่องจากผู้กู้จำนวนมากยังคงอยู่ในตลาดนอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ “มีที่ มีเงิน” อุดช่องว่าง เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยการเข้าไปทำหน้าที่รับรีไฟแนนซ์ขายฝาก ด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียง 9.99% ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามีความสามารถในการชำระหนี้ได้มากขึ้น สามารถลดเงินต้น และลดความเสี่ยงการสูญเสียทรัพย์สินของผู้ประกอบการ

 
ในเชิงการแข่งขัน จุดต่างสำคัญของ “มีที่ มีเงิน” เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ คือ ความยืดหยุ่นและความเร็ว โดยลูกค้าไม่ต้องจัดทำแผนธุรกิจ ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการเบิกเงินกู้ สามารถเลือกตรวจหรือไม่ตรวจเครดิตบูโรก็ได้ และสามารถชำระเงินค่างวดสูงกว่าที่กำหนดได้โดยไม่มีค่าปรับ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สถานประกอบการเป็นหลักประกัน แต่สามารถใช้ที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่ไม่ได้ใช้งานเป็นหลักประกันได้ และใช้ราคาประเมินราชการเพื่อเร่งการอนุมัติ ซึ่งใช้เวลาเพียง 3–7 วัน ช่วยให้ SME เข้าถึงเงินทุนโดยไม่สะดุดต่อการดำเนินธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของตลาด Non-bank และของ “มีที่ มีเงิน” คือการบริหารความเสี่ยงของฐานลูกค้า Unbanked และ Near-bank ภายใต้เพดานดอกเบี้ยที่จำกัด บริษัทตั้งเป้าควบคุมอัตรา NPL ให้อยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ ผ่านการติดตามเชิงรุก การปรับโครงสร้างหนี้ และการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติ ควบคู่กับการสร้างการรับรู้ในตลาด เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่ทราบว่ามี Non-bank ที่เป็นทางเลือกนอกเหนือจากหนี้นอกระบบ

นอกจากนี้ ในปี 2569 บริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้า โดยมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าโดยตรงผ่านเครือข่ายพันธมิตรภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทย และ หอการค้าประจำจังหวัด สมาคมธุรกิจทั่วประเทศ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์จาก “โครงการช่วยเหลือ” สู่ Non-bank เชิงธุรกิจเต็มรูปแบบ

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและสินเชื่อธนาคารที่เข้มงวดขึ้น “มีที่ มีเงิน” กำลังวางตำแหน่งตนเองเป็น สะพานทางการเงิน ระหว่างระบบธนาคารกับภาคธุรกิจจริง สำหรับผู้ประกอบการที่มีทรัพย์สิน มีที่ดิน แต่ขาดสภาพคล่อง การเข้าถึงเงินทุนที่รวดเร็วและเข้าใจธุรกิจ อาจเป็นปัจจัยชี้ขาดของการ “ไปต่อ” ในปี 2569

ธุรกิจไปต่อได้ แค่มีที่ก็มีเงิน

LastUpdate 16/01/2569 17:55:31 โดย : Admin
17-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 29 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสรงประภาตัดถนนเชิดวุฒากาศ

2. ตลาดหุ้นปิด (16 ม.ค.69) บวก 14.21 จุด ดัชนี 1,275.60 จุด

3. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (16 ม.ค.69) บวก 3.38 จุด ดัชนี 1,264.77 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการปรับฐานในระยะสั้น ในรูปแบบ "Sideways" ประเมินกรอบระยะสั้น แนวรับที่บริเวณ 4,580 - 4,550 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,620 - 4,650 เหรียญ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (15 ม.ค.69) ลบ 12 ดอลลาร์ นักลงทุนขายสินทรัพย์ปลอดภัย คลายกังวลอิหร่าน

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (16 ม.ค.69) ประเทศไทยอุณหภูมิสูงขึ้น 1-2 องศา แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวในภาคเหนือและภาคอีสาน "ยอดดอย" 6 องศา

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (15 ม.ค.69) บวก 292.81 จุด รับแรงซื้อหุ้นแบงก์ ผลประกอบการ แกร่งเกินคาด

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (16 ม.ค. 69) ลดลง 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,250 บาท

9. ตลาดหุ้นไทยเปิด (16 ม.ค. 69) ลบ 1.26 จุด ดัชนี 1,260.13 จุด

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.35-31.60 บาท/ดอลลาร์

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (16 ม.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 31.40 บาทต่อดอลลาร์

12. ประกาศ กปน.: 20 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสุขุมวิทสายเก่า

13. ตลาดหุ้นปิด (15 ม.ค.69) บวก 17.09 จุด ดัชนี 1,261.39 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบ "Sideway Up" ประเมินแนวรับไว้ที่บริเวณ 4,590-4,570 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,645-4,665 เหรียญ

15. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (15 ม.ค.69) บวก 7.70 จุด ดัชนี 1,252.00 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 17, 2026, 12:04 pm