
ศาลสูงสหรัฐเลื่อนการตัดสินคดีภาษีทรัมป์ออกไปยังเดือน มิ.ย. 2569 จากเดิม 14 ม.ค. 2569 ที่จะรู้แล้วว่า มาตรการขึ้นภาษีที่ทรัมป์เรียกเก็บกับบรรดาประเทศคู่ค้านั้น ถือว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ การขยายเวลาตัดสินออกไป ทำให้มาตรการภาษีก่อนหน้านี้ยังมีผลบังคับใช้ต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าทิศทางการค้าโลกจะเป็นอย่างไรต่อไปจนกว่าการตัดสินคดีจะมาถึง
การที่ศาลสูงสุดสหรัฐ (U.S. Supreme Court) เลื่อนการตัดสินคดี “ภาษีทรัมป์” โดยเฉพาะกรณีคำร้องว่าทรัมป์เก็บภาษีนำเข้า (Tariffs) เกินอำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) หรือกฎหมายที่ให้ประธานาธิบดีใช้อำนาจทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งคดีดังกล่าว ยังไม่ได้ข้อสรุปถึงขอบเขตอำนาจระหว่างประธานาธิบดี กับอำนาจของทางรัฐสภา แม้ว่าศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ได้เคยตัดสินแล้วว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการเก็บภาษีผ่าน IEEPA แล้วก็ตาม
โดยหากพูดถึงสิ่งที่ตามมาจากการตัดสินคดีดังกล่าวนั้น ที่ถ้าเกิดว่าศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินว่าการใช้ IEEPA ของทรัมป์ผิดกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐจะต้องมีการคืนเงินภาษีที่เรียกเก็บก่อนหน้านี้ให้กับเหล่ากับประเทศคู่ค้า ซึ่งแน่นอนว่าภาษีนำเข้าที่เคยเรียกเก็บในปีที่แล้วนั้น ได้มีการเก็บเข้าไปในระบบคลัง ที่อาจมีการเอาออกไปใช้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงมีโอกาสที่เงินบางส่วนอาจจะหายออกไป ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนให้กับทางรัฐบาลทรัมป์อย่างแน่นอน ดังนั้นการเลื่อนตัดสินคดีดังกล่าว ทำให้มาตรการ Tariffs ยังมีผลบังคับใช้ต่อไปอย่างไม่ต้องถอนกลับทันที ซึ่งช่วยลดความวุ่นวายทางเศรษฐกิจสหรัฐและการจัดการคืนเงินภาษีที่อาจเข้าขั้นยุ่งยาก
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแนวโน้มว่าศาลสูงสุดสหรัฐ อาจตัดสินคล้อยตามกับศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ แต่ที่ไม่สามารถประกาศได้ทันทีและเลื่อนเวลาออกไป เนื่องจากอาจอยู่ระหว่างการวางแนวทางกฎหมายที่ซับซ้อน เช่น การกำหนดขอบเขตหรือเงื่อนไขที่แม้จะตัดสินว่าการใช้อำนาจของทรัมป์นั้นผิด แต่จะไม่มีการคืนเงินย้อนหลังเต็มสัดส่วน โดยอ้างอิงข้อกฎหมายอื่น ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีที่สามารถเลือกปฏิบัติการขึ้นภาษีกับสินค้าตัวใดตัวหนึ่งได้
ดังนั้น หลายฝ่ายจึงมองว่า หากศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินว่าการใช้ IEEPA ของทรัมป์ผิดกฎหมาย แนวทางการค้ากับสหรัฐ ก็ยังอาจจะต้องโดนเก็บภาษีในรูปแบบอื่น สอดคล้องกับทาง นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ที่เปิดเผยว่า หากเกิดกรณีการเก็บภาษีในมาตราอื่นอาจจะมีอัตราที่สูงขึ้นกว่าเดิม แต่จะเป็นการเก็บเฉพาะหมวดหรือเฉพาะกลุ่มสินค้า ที่คาดว่ารัฐบาลสหรัฐจะมีการพิจารณาไว้แล้วว่าจะจัดเก็บภาษีสินค้าหมวดไหนบ้าง
เพราะเมื่อ IEEPA ใช้ไม่ได้ ผิดกฎหมายเพราะข้ามอำนาจสภา คองเกรส สหรัฐก็ยังมีทางลงที่กลับไปใช้อาวุธทางภาษีที่ถูกกฎหมาย เช่นมาตรา 301 ที่เรียกเก็บได้เป็นรายประเทศ หรือรายพฤติกรรม ในขอบเขตที่สามารถอ้างว่าอีกประเทศละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มีการบิดเบือนตลาด ซึ่งจีนเข้าข่ายโดนเยอะเป็นพิเศษ หรือตามมาตรา 232 ที่ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งจะสร้างความชอบธรรมให้สหรัฐสามารถเก็บภาษีจากสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ อย่าง เหล็ก,อลูมิเนียม, แบตเตอรี่ หรือชิปประมวลผล ได้
ดังนั้น การค้าโลกมีโอกาสที่จะกลับสู่ความไม่แน่นอนอีกครั้ง เพราะบริบทการเก็บภาษีนั้น ประเทศส่งออกที่โดนเรียกเก็บจะคาดเดาได้ยากขึ้น สินค้าบางหมวดอาจโดนภาษีในอัตราที่สูงกว่าเดิม เช่น ประเทศไทย อาจโดนกล่าวหาว่าเป็นฐานหลบภาษีจีน (Transshipment Risk) ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในสินค้าประเภทแผงโซลาร์เซลล์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, แบตเตอรี่ EV หรือ อลูมิเนียมแปรรูป เป็นต้น
ข่าวเด่น