.jpg)
"สหรัฐจำเป็นต้องได้ครอบครองกรีนแลนด์ เพราะถ้าสหรัฐไม่ทำ รัสเซียหรือจีนจะยึดครองดินแดนนี้เสียเองในอนาคต" คำประกาศิตนี้ของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ผู้นำสหรัฐ ที่แม้จะอ้างว่าทำไปเพื่อความมั่นคงของชาติ แต่นัยสำคัญนั้นสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนที่จะเอากรีนแลนด์มาอยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐให้จงได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม ดังเช่นล่าสุดที่ทรัมป์ได้ใช้ท่าไม้ตายเดิม ด้วยการเตรียมขึ้นภาษีกับประเทศที่คัดค้านไม่ให้สหรัฐเข้าครองดินแดนดังกล่าว โดยเริ่มเก็บประเทศในสหภาพยุโรปก่อน 10% เริ่มวันที่ 1 ก.พ. นี้
บทบาทความเป็นพี่ใหญ่ที่คุมระเบียบโลกมากว่าหลายทศวรรษของสหรัฐอเมริกา ยังคงขับเคลื่อนต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดขั้วอำนาจใหม่ที่สามารถทัดเทียมสูสีกับสหรัฐได้อย่างรัสเซียและจีน ที่จำเป็นต้องมีการช่วงชิงอำนาจกันในด้านต่าง ๆ เฉกเช่นในกรณีของกรีนแลนด์ เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งเต็มไปด้วยทรัพยากรพลังงาน เช่น น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ และแร่หายาก (Rare Earth) ขนาดใหญ่ของโลก รวมถึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหารอีกด้วย โดยหากว่าใครสามารถเป็นเจ้าของเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ได้ ก็เท่ากับสามารถคุมสมดุลอำนาจในครึ่งโลกเหนือได้เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงเวลาที่ทรัมป์ เป็นผู้นำสหรัฐ ด้วยแนวคิดอนุรักษ์นิยมสุดโต่งที่เห็นความสำคัญของอเมริกามาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่มีทางที่จะยอมให้ทั้งรัสเซียและจีนแตะต้องดินแดนแห่งนี้ได้ จึงเป็นที่มาของการประกาศตนอย่างชัดเจนว่า สหรัฐจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับกรีนแลนด์ ไม่ว่าประเทศเดนมาร์กจะชอบหรือไม่ก็ตาม
โดยแม้ว่าทรัมป์จะมีการประกาศว่าจะใช้วิธีเข้าซื้อโดยพร้อมเปิดการเจรจาทันทีกับเดนมาร์ก แต่ท่าทีของเดนมาร์ก ประเทศผู้ปกครองกรีนแลนด์มีความชัดเจนอย่างยิ่งในการปฏิเสธข้อเสนอของทรัมป์พร้อมแสดงจุดยืนว่า
"กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย” แต่นั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถหยุดยั้งความตั้งใจของทรัมป์ได้ เพราะถึงแม้ทรัมป์ตั้งใจจะผนวกกรีนแลนด์เข้ากับสหรัฐ ด้วยวิธีการเข้าซื้อ แต่ก็ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทางการทหารเข้ายึด โดยอ้างประเด็นความมั่นคงของชาติ ที่เดนมาร์กไม่มีกำลังพอที่จะจัดการได้ มีแต่สหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เท่านั้น ที่จะสามารถพิทักษ์กรีนแลนด์ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัสเซียหรือจีนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจทางการทหารในเวลานี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างทำได้ยาก เพราะต้องผ่านสภาครองเกรส ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติสูงสุดของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่ทรัมป์สามารถทำได้ในเวลานี้ คือ การกดดันเดนมาร์ก รวมถึงบรรดาประเทศที่คัดค้านสหรัฐในการเข้ายึดครองกรีนแลนด์ ด้วยการ เตรียมมาตรการขึ้นภาษีเป็นระลอกต่อบรรดาประเทศพันธมิตรในยุโรป จนกว่าสหรัฐอเมริกาจะได้รับอนุญาตให้ซื้อเกาะกรีนแลนด์ โดยจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าในอัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2569 ต่อ 8 ประเทศของยุโรปที่คัดค้าน ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ จากนั้นจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เป็น 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ซึ่งจะบังคับใช้ต่อจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงให้สหรัฐซื้อกรีนแลนด์ได้ โดยคำประกาศของทรัมป์นี้ เกิดขึ้นหลังจากสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ของหลายประเทศ มีการคัดค้านความพยายามของสหรัฐที่จะครอบครองเกาะกรีนแลนด์ โดยได้ส่งกองกำลังทางทหารและเจ้าหน้าที่ทางการทูตไปยังกรีนแลนด์ในสัปดาห์นี้
โดยการประกาศเตรียมเก็บภาษีดังกล่าวกับเหล่าประเทศที่คัดค้านนั้น มีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นคำขู่ ที่ทรัมป์ใช้กดดันให้ประเทศเหล่านั้นยอมจำนน เพราะแม้ว่าทรัมป์มีอำนาจเบื้องต้นในการขึ้นภาษีได้เอง เช่น IEEPA กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศที่ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีโดยไม่ต้องผ่านอำนาจเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ข้อกฎหมายนี้ เกี่ยวข้องกับคดีที่ทรัมป์ใช้มาตรการภาษีตอบโต้ในปี 2568 ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงพิจารณาในชั้นศาลอยู่ และทางสหภาพยุโรปเองคงไม่อยู่เฉยแน่นอน ตามที่ “อันโตนิโอ คอสตา”ประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (President of the European Council) ออกแถลงถึงประเด็นดังกล่าวว่า สหภาพยุโรปหรือ EU มีจุดยืนที่หนักแน่นอย่างยิ่ง ในการปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมระบุว่าเขากำลังประสานงานร่วมกันในสหภาพยุโรป เพื่อสร้างแนวทางตอบโต้ต่อการเตรียมขึ้นภาษีของสหรัฐดังกล่าว
ข่าวเด่น