เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ttb analytics มองตลาดรถกระบะไทยปี 2569 ยังน่าห่วง คาดยอดขายในประเทศต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ ชี้ผู้ผลิตต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาตลาดในฐานะ Product Champion ของประเทศ


ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินยอดขายตลาดรถกระบะบรรทุก 1 ตันในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.71 แสนคัน หรือ หดตัว 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 24 ปี จากรายได้ครัวเรือนระดับปานกลาง-น้อย ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อสภาวะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้าและไม่ทั่วถึง ท่ามกลางการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เป็นไปอย่างระมัดระวัง รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามกลไกการแข่งขันในตลาดที่มีความรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ มองว่าผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ที่เน้นการเข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาโครงสร้างห่วงโซ่การผลิตของรถกระบะไทยในฐานะ Product Champion 

ttb analytics คาดยอดขายตลาดรถกระบะบรรทุก 1 ตันในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.71 แสนคัน หรือ หดตัว 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 24 ปี โดยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากยอดขายรถกระบะในอดีตที่เคยสูงถึงราว 4-5 แสนคันต่อปี แต่ในระยะหลังเหลือเพียง 2-3 แสนคันต่อปี ขณะที่ในมิติของรายพื้นที่ ก็พบว่า ยอดจดทะเบียนรถกระบะป้ายแดงหดตัวติดต่อกันหลายปีในเกือบทุกจังหวัด โดยเฉพาะตลาดภูมิภาคหรือต่างจังหวัดซึ่งคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 60-70% ของยอดรถกระบะทั่วประเทศ นอกจากนี้ สัดส่วนยอดจดทะเบียนรถกระบะเซกเมนต์กลาง-บนก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากยอดจดทะเบียนรถกระบะป้ายแดงในระดับราคา 8 แสนบาท ถึง 9.99 แสนบาท ซึ่งส่วนมากเป็นกระบะสองตอน (Double Cab) ลดลงจาก 39% ของยอดจดรถกระบะป้ายแดงในปี 2565 เหลือเพียง 33.5% ในปี 2568 สวนทางกับส่วนแบ่งตลาดรถกระบะตอนเดียวหรือกระบะแคปบางรุ่น (Single Cab/Extended Cab) ช่วงราคา 6 แสนบาท ถึง 7.99 แสนบาท เพิ่มขึ้นจาก 58% ในปี 2565 เป็น 62% ในปี 2568 แต่ในทางกลับกัน ความนิยมรถกระบะพรีเมียมหรือราคาตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปกลับเพิ่มสูงขึ้น แต่โดยรวมตลาดยังค่อนข้างเล็กและมากกว่า 60% กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 

ttb analytics มองว่า ความเปราะบางของกำลังซื้อครัวเรือนยังคงเป็นปัจจัยกดดันยอดขายรถกระบะ จากสองประเด็นหลัก อย่างแรกคือ รายได้ของครัวเรือนกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและฟื้นตัวไม่ทั่วถึง เนื่องจากรถกระบะมักเป็นสินทรัพย์เพื่อใช้ในการผลิตและการประกอบอาชีพของครัวเรือน ภาคเกษตรกรรม รวมถึงธุรกิจ SMEs และอีกประเด็นคือ รายจ่ายและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับคุณภาพหนี้ของสินเชื่อรายย่อยที่มีแนวโน้มย่ำแย่ลง ส่งผลให้สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และกลายเป็นข้อจำกัดความสามารถในการก่อหนี้ใหม่ของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของตลาดรถกระบะและส่วนใหญ่พึ่งพาสินเชื่อไฟแนนซ์ 

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องภาวะการเงินของครัวเรือนแล้ว ttb analytics มองว่าราคารถกระบะที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะหลัง รวมถึงทัศนคติของผู้ที่ใช้รถเพื่อการพาณิชย์บางส่วนเปลี่ยนไป มีส่วนทำให้ความนิยมรถกระบะของผู้บริโภคในประเทศลดลง โดยที่ผ่านมา ผู้ผลิตหันมาพัฒนาตลาดรถกระบะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว (Lifestyle Pickup) มากขึ้น ประกอบกับการเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีในระบบรถกระบะไฟฟ้า ส่งผลให้ราคารถกระบะปรับตัวสูงขึ้น แต่ด้วยภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น ขณะที่กลุ่มผู้ซื้อรถกระบะส่วนใหญ่ยังคงเป็นการซื้อเพื่อประกอบอาชีพหรือเชิงพาณิชย์ (Commercial Pickup) ซึ่งให้ความสำคัญกับสมรรถนะด้านการบรรทุกและราคาที่เข้าถึงได้ จึงเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อราคาค่อนข้างสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคบางกลุ่มที่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องบรรทุกหนักเป็นประจำหันมาพิจารณาทางเลือกใหม่อย่างรถยนต์อเนกประสงค์ยกสูงหรือรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ระดับราคาจับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังที่ผู้ผลิตรถค่ายจีนรุกเข้ามาในเซกเมนต์นี้อย่างเข้มข้น ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อความนิยมของรถกระบะในรุ่นที่พัฒนาสเปกเพื่อรองรับการใช้งานแบบก้ำกึ่งระหว่าง Commercial Pickup และ Lifestyle Pickup ซึ่งเน้นทั้งความอเนกประสงค์และภาพลักษณ์อีกด้วย  

นอกจากนี้ ภาษีสรรพสามิตที่บังคับใช้ใหม่ในปี 2569 ยังกดดันยอดขายรถกระบะและรถอเนกประสงค์ที่ดัดแปลงมาจากรถกระบะ (PPV) ในกลุ่มสมรรถนะสูง โดยการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งได้มีการปรับเกณฑ์จากการจัดเก็บโดยอ้างอิงจากประเภทเครื่องยนต์และความจุกระบอกสูบไปสู่การอ้างอิงถึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และเทคโนโลยีขับเคลื่อนเป็นหลัก จะทำให้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และไฮบริดที่ปล่อยก๊าซ CO2 สูงจะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น แน่นอนว่า การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนและราคาขายรถกระบะ ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นเครื่องยนต์ดีเซล โดยรถกระบะจะถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นจาก 2-10% เป็น 2-13% และรถ PPV ที่จะเพิ่มขึ้นจาก 10-40% เป็น 10-50% ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายรถใหม่เพิ่มขึ้นราว 2-10% จากราคาขายเดิม

อย่างไรก็ดี แม้ตลาดส่งออกรถกระบะมีแนวโน้มเติบโตดีในปีที่ผ่านมา แต่ส่วนหนึ่งเพื่อชดเชยความต้องการในประเทศที่ชะลอตัว เห็นได้จากยอดผลิตเพื่อส่งออกรถกระบะ 1 ตัน (Completely Built Up : CBU) ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่ายอดขายในประเทศเกินกว่า 3 เท่า เทียบกับเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่ยอดผลิตเพื่อส่งออกและยอดขายในประเทศมักจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน (ราว 1-1.5 เท่า) นอกจากนี้ ในระยะข้างหน้า ความต้องการรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะรถกระบะดีเซลในตลาดโลกอาจมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากการออกมาตรฐานเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซ CO2 รวมถึงมาตรฐานการปล่อยมลพิษ Euro6 ของประเทศคู่ค้าที่เข้มงวดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ออสเตรเลีย ซึ่งได้ปรับมาตรฐาน CO2 และระบบเบรกเพื่อจำกัดการนำเข้ารถที่ปล่อยมลพิษสูง ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อต้นปี 2568 ที่ผ่านมา โดยจำกัดให้รถเชิงพาณิชย์ที่บรรทุกไม่เกิน 4.5 ตัน (Light Commercial Vehicle : LCV) สามารถปล่อยก๊าซ CO2 ได้ไม่เกิน 210 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกิโลเมตรในปี 2568 และลดลงต่อเนื่องเหลือไม่เกิน 110 กรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกิโลเมตรในปี 2571 ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตรถกระบะไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซล 

โดยสรุป ท่ามกลางตลาดรถกระบะในประเทศที่มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง ผู้ผลิตรถยนต์ควรกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่เน้นความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคที่มีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ ซึ่งควรพิจารณาพัฒนารุ่นที่มีราคาจับต้องได้ ควบคู่กับการออกแบบเงื่อนไขสินเชื่อที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อรองรับภาระทางการเงินแก่ครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกัน ควรรักษาตลาดระดับพรีเมียมผ่านการสร้างความแตกต่างด้านดีไซน์ สมรรถนะ และภาพลักษณ์ ตลอดจนเสริมศักยภาพบริการหลังการขายเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและมูลค่าให้แก่ลูกค้าในตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อราคาอย่างสูง นอกจากนี้ ผู้ผลิตจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมต่อการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่มีการปล่อยก๊าซ CO2 ต่ำ เพื่อรักษาโครงสร้างห่วงโซ่การผลิตของรถกระบะไทยในฐานะ Product Champion ที่มีมาอย่างยาวนาน
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 22 ม.ค. 2569 เวลา : 14:10:21
25-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 26 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ะถนนพระรามที่ 4

2. ประกาศ กปน.: 26 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระรามที่ 2

3. ตลาดหุ้นไทยปิด (23 ม.ค.69) บวก 2.75 จุด ดัชนี 1,314.39 จุด

4. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (23 ม.ค.69) บวก 8.00 จุด ดัชนี 1,319.64 จุด

5. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.25 บาท/ดอลลาร์

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (22 ม.ค.69) พุ่ง 75.90 ดอลลาร์ ยืนเหนือ 4,900 ดอลลาร์ นักลงทุนยังเดินหน้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (22 ม.ค.69) บวก 306.78 จุด นักลงทุนคลายกังวลกรีนแลนด์-ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐยังแกร่ง

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (23 ม.ค.69) ทั่วไทยอุณหภูมิลดลง 1-2 องศา กับมีลมแรง / ฝุ่นละออง กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง ค่อนข้างมาก

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (23 ม.ค.69) แข็งค่าขึ้นมาก ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (23 ม.ค. 69) พุ่งขึ้นแรง 1,450 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,800 บาท

11. ตลาดหุ้นไทยเปิด (23 ม.ค.69) บวก 1.37 จุด ดัชนี 1,313.00 จุด

12. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Bullish) อย่างชัดเจน ประเมินกรอบระยะสั้น แนวรับที่บริเวณ 4,890-4,840 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 5,000-5,030 เหรียญ

13. ตลาดหุ้นปิด (22 ม.ค.69) ลบ 5.92 จุด ดัชนี 1,311.64 จุด

14. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (22 ม.ค.69) บวก 4.38 จุด ดัชนี 1,321.94 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกปิดบวกต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ประเมินกรอบระยะสั้นแนวรับ 4,750-4,710 เหรียญแนวต้าน 4,835-4,890 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 25, 2026, 5:51 pm