เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
กรุงไทยชี้มาตรการ NTMs กดดันการส่งออกเกษตรและอาหารไทย กระทบมูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท


ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) กำลังเป็นอุปสรรคสำคัญในการค้าโลก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งคาดว่าจะกระทบตลาดส่งออกไทยกว่า 6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นราว 33% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารทั้งหมดของไทย แนะผู้ประกอบการ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารทะเลแปรรูป และผักและผลไม้ เร่งยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัย เช่น การปนเปื้อนสารเคมีและสารตกค้าง อย่างจริงจัง และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

 
ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ ผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า มาตรการ NTMs ที่เข้มข้นขึ้น ทำให้ภาคเกษตรและอาหารต้องแบกรับต้นทุนแฝงในระดับเทียบเท่าภาษีนำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ 17.6% ซึ่งสูงกว่าภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ราว 6% อย่างไรก็ดี กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของโครงการ Reinvent Thailand ที่มีศักยภาพสามารถต่อยอดเป็น S-Curve และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ Supply Chain ในประเทศ ซึ่งหากสามารถยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐานในระดับสากลจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

 
 
“มาตรการ NTMs ซึ่งเป็นกฎระเบียบและเงื่อนไขที่มิใช่ภาษีที่ประเทศผู้นำเข้ากำหนดเพื่อควบคุมสินค้านำเข้า เช่น มาตรการด้านสุขอนามัย (SPS) และมาตรการทางเทคนิคและคุณภาพสินค้า (TBT) ได้สร้างต้นทุนให้การค้าโลกสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7% ของมูลค่าส่งออกโลก ทั้งนี้ ในตลาดคู่ค้าสำคัญอย่างสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และอาเซียน มีการบังคับใช้มาตรการ NTMs ในสัดส่วนสูงเกินกว่า 90% ของจำนวนรายการสินค้านำเข้าในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารทั้งหมด นับเป็นเครื่องชี้สำคัญว่ากําแพงการค้าในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ภาษีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มาตรฐานและกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น”

 
 
นายปราโมทย์ วัฒนานุสาร นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวเสริมว่า ธุรกิจเกษตรและอาหารไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว เนื่องจากความตระหนักด้านสุขอนามัยของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น เป็นแรงกดดันให้คู่ค้าเข้มงวดมาตรการ NTMs มากขึ้น ประกอบกับภาครัฐให้การสนับสนุนภาคเกษตรและอาหารแปรรูปที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตและพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างจริงจัง นอกจากนี้ การยกระดับ NTMs ทำให้ทิศทางธุรกิจสอดคล้องกับความยั่งยืนโลก โดยมาตรการ NTMs เชื่อมโยงกับการบรรลุเป้าหมาย SDGs โดยเฉพาะในด้านการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (SDG 3) และการผลิตและบริโภคที่ยั่งยื่น (SDG 12) ซึ่งจะกลายเป็นกรอบสำคัญที่ผู้ประกอบการเกษตรและอาหารไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะต่อไป
 

 
 
“สินค้าเกษตรและอาหารที่อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานเพื่อให้สอดคล้องกับ NTMs ของประเทศคู่ค้า ได้แก่ สินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารทะเลแปรรูป และผักและผลไม้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงจากการแจ้งเตือนมาตรการ NTMs ทั่วโลกในสัดส่วนสูง และมีผู้ประกอบการ SMEs อยู่เป็นจำนวนมาก โดยสินค้าในกลุ่มที่กล่าวมาข้างต้น มีมูลค่าการส่งออกไปตลาดโลกรวมกันถึง 6 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นราว 33% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรวมของไทย ซึ่งอยู่ที่กว่า 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี”

 
 
 
นายกฤชนนท์ จินดาวงศ์ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวเสริมว่า ธุรกิจเกษตรและอาหารจะต้องเร่งยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพและความยั่งยืน และนำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) โดยใช้เทคโนโลยี IoT หรือ Blockchain มาใช้เก็บข้อมูลคุณภาพวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการใช้ใบรับรองสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์ (ePhyto) ทดแทนการจดบันทึกและการออกเอกสารแบบกระดาษ เพื่อช่วยจัดเก็บ วิเคราะห์ และเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศผู้นำเข้า ที่มีแนวโน้มยกระดับกฎระเบียบให้เข้มงวดมากขึ้น
 

 
 
 
“ผู้ประกอบการควรสร้างความร่วมมือใน Ecosystem ตั้งแต่เกษตรกร โรงงานแปรรูป หน่วยงานรับรองมาตรฐาน ห้องปฏิบัติการทดสอบ ไปจนถึงภาครัฐ เพื่อยกระดับการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากล และใช้ประโยชน์จากมาตรการรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Reinvent Thailand เช่น  สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันสินเชื่อ และมาตรการส่งเสริมด้าน R&D การปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมสีเขียว ขณะเดียวกัน มาตรฐานภายในประเทศจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้เทียบเท่ามาตรฐานคู่ค้า และมี One Stop Service ด้านมาตรฐานและใบอนุญาต เพื่อลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยผู้ประกอบการต้องติดตามมาตรการ NTMs ผ่านระบบแจ้งเตือน เช่น EU RASFF และ FDA Import Alert เพื่อปรับตัวได้ทันท่วงทีและลดความเสี่ยงการถูกปฏิเสธการนำเข้า”
 
 
 
 
 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 23 ม.ค. 2569 เวลา : 13:16:54
25-01-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 26 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ะถนนพระรามที่ 4

2. ประกาศ กปน.: 26 ม.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระรามที่ 2

3. ตลาดหุ้นไทยปิด (23 ม.ค.69) บวก 2.75 จุด ดัชนี 1,314.39 จุด

4. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (23 ม.ค.69) บวก 8.00 จุด ดัชนี 1,319.64 จุด

5. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.25 บาท/ดอลลาร์

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (22 ม.ค.69) พุ่ง 75.90 ดอลลาร์ ยืนเหนือ 4,900 ดอลลาร์ นักลงทุนยังเดินหน้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (22 ม.ค.69) บวก 306.78 จุด นักลงทุนคลายกังวลกรีนแลนด์-ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐยังแกร่ง

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (23 ม.ค.69) ทั่วไทยอุณหภูมิลดลง 1-2 องศา กับมีลมแรง / ฝุ่นละออง กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง ค่อนข้างมาก

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (23 ม.ค.69) แข็งค่าขึ้นมาก ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (23 ม.ค. 69) พุ่งขึ้นแรง 1,450 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,800 บาท

11. ตลาดหุ้นไทยเปิด (23 ม.ค.69) บวก 1.37 จุด ดัชนี 1,313.00 จุด

12. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Bullish) อย่างชัดเจน ประเมินกรอบระยะสั้น แนวรับที่บริเวณ 4,890-4,840 เหรียญ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 5,000-5,030 เหรียญ

13. ตลาดหุ้นปิด (22 ม.ค.69) ลบ 5.92 จุด ดัชนี 1,311.64 จุด

14. ตลาดหุ้นปิดภาคเช้า (22 ม.ค.69) บวก 4.38 จุด ดัชนี 1,321.94 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกปิดบวกต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ประเมินกรอบระยะสั้นแนวรับ 4,750-4,710 เหรียญแนวต้าน 4,835-4,890 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 25, 2026, 5:51 pm