
"เช่าบ้านดีกว่าซื้อบ้าน" หรือ "ซื้อบ้านดีกว่าเช่าบ้าน" เป็นข้อถกเถียงที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงทศวรรษนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านทางบริบทสังคมและเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนโครงสร้างเชิงพฤติกรรมของคนไทย จากการมองบ้านเป็นหลักประกันความมั่นคง เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงการประสบความสำเร็จในชีวิต สู่การเห็นต่างที่ในความจริง บ้านอาจเป็นทั้งเกราะ และโซ่ตรวนไม่ให้ชีวิตได้เติบโตอย่างที่ใจเราอยากจะเป็นได้เช่นกัน
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ตาม แต่อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และ “ที่อยู่อาศัย” ก็ยังเป็นปัจจัย 4 พื้นฐานของชีวิตมนุษย์ทุกคน เปรียบเสมือนกับฐานดินที่ทำชีวิตเจริญงอกงามได้ ยิ่งดินดี ก็ยิ่งทำให้เม็ดพันธุ์มนุษย์สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น แต่การให้ความหมายของ “คุณภาพชีวิตที่ดี” ของแต่ละบุคคลอาจมีความแตกต่างออกไป โดยเฉพาะในมิติของที่อยู่อาศัยอย่างบ้าน ที่ในสังคมผู้ใหญ่ ในช่วง 30-40 ปีที่แล้ว เป็นยุคเริ่มต้นของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ค่าแรงขึ้น ราคาที่ดินขึ้น เศรษฐกิจพื้นฐานขยาย ทำให้วิถีของการซื้อบ้านนั้น เป็นมิติการลงทุนที่ให้ “เวลาทำงานแทน” แล้วราคาจะขึ้นเองในภายภาคหน้า อีกทั้งบ้าน สามารถเป็นทั้งหลักประกัน ใช้กู้ใช้ค้ำได้ ที่สำคัญยังเป็นความสำเร็จที่จับต้องได้ว่าเรามีทรัพย์สินที่จับต้องได้ ใช้สร้างฐานะได้จริง
แต่พอข้ามมาในบริบทปัจจุบัน สมการทางเศรษฐกิจมันเปลี่ยนแปลงไป ด้วยสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่มั่นคง ราคาบ้านที่วิ่งเร็วกว่ารายได้ ดอกเบี้ยกินเวลา 30–40 ปี หรือเกือบครึ่งชีวิตค่าใช้จ่ายแฝง (ซ่อม ภาษี ค่าส่วนกลางของโครงการอสังหาริมทรัพย์) และรูปแบบการทำงานที่ไม่มั่นคงแบบเดิม แต่ภาระหนี้ “มั่นคงมาก” ตามความซับซ้อนของพลวัตสังคมในปัจจุบัน ผลก็คือ บ้านอาจไม่ได้เป็นการประกันชีวิตหลักแหล่งของชีวิต แต่บ้านในตอนนี้ กำลังรับประกันว่าเราต้องทำงานไปอีก 30 ปี จากภาระก้อนโตดังกล่าว
ซึ่งด้วยรูปแบบสังคม ที่มีการวิวัฒนาการไปจากเดิมมาก จากความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม รูปแบบการทำงานมีการเปลี่ยนแปลง มีการเกิดขึ้นของงานฟรีแลนซ์ การทำงานแบบ Work from Anywhere การย้ายที่ทำงาน ซึ่งการมีบ้านเป็นหลักแหล่งในตอนนี้ อาจมีปัญหาด้านพื้นที่ (ย้ายงานยาก) ซึ่งกดการเจริญเติบโตในสายการงาน แทนที่จะหนุนนำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีตามความหมายเดิม อีกทั้งหากอยากเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกปัจจุบัน ก็ยังทำไม่ได้หรือทำได้ยากอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม คำตอบที่ถูกต้องว่า บ้าน คือภาระหนี้ก้อนโต หรือหลักประกันความมั่นคงในชีวิต อาจต้องขึ้นอยู่กับแต่ละปัจเจกบุคคลว่า “บ้านทำหน้าที่อะไรในชีวิตเรา” เพราะบ้านมีได้หลายบทบาท แต่ไม่ใช่ทุกบทบาทเหมาะกับทุกคน เช่น หากว่า บ้านที่ดี = ไม่ดูดสภาพคล่องเกิน 30–40% ของรายได้, ไม่กักขังเราไว้กับงานที่เกลียด หรือไม่ได้เป็นปัญหาหากชีวิตเราเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต การพิจารณาซื้อบ้านสักหลัง ก็อาจเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สร้างฐานให้ชีวิตเราได้เติบโตอย่างงดงาม แต่หากว่าการซื้อบ้านทำให้เราต้องมีภาระหนี้ที่ต้องเจียดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อย่างไม่มีความสุข ไม่มีเงินเก็บฉุกเฉิน หรือต้องเครียดทุกเดือน นั่นก็อาจไม่ใช่ความมั่นคง แต่คือความกลัวที่แปลงร่างเป็นสินทรัพย์
การซื้อบ้าน ไม่ได้ผิด แต่สำหรับคนรายได้น้อย ยังไม่มั่นใจเรื่องเส้นทางชีวิต บ้านอาจเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง มากกว่าความปลอดภัย เพราะความมั่นคงในยุคนี้ มีหน้าตาในแบบที่ว่า สามารถหารายได้หลายทาง, ทักษะที่ย้ายที่ได้, มีเงินสดสำรอง, ภาระผูกพันต่ำ หรือเคลื่อนที่ได้เร็วเมื่อโลกเปลี่ยน นับเป็นความยืดหยุ่นที่ล้อไปกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจากปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นความหมายของความมั่นคงในยุคใหม่นี้
ข่าวเด่น