
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งเรื่องของความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ที่เขย่าการค้าและห่วงโซ่อุปทานอยู่ในตอนนี้ หรือแม้แต่กระทั่งสภาพภูมิอากาศ ที่เร่งรัดให้ถนนทุกสายจำเป็นต้องเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งหมดนี้กลายเป็นโจทย์สำคัญ ที่ส่งมอบเป็นการบ้านให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ที่ต้องขบคิดหาทางออกเพื่อเอาตัวรอดไปจนถึงยุคระเบียบโลกใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ให้ได้
ผู้ที่สามารถฝ่าฟันวิกฤตการณ์และอยู่รอดไปจนเจอกับฟ้าหลังฝนได้ ก็คงจะต้องเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่ง มีอำนาจ มีกลยุทธ์ที่สามารถต่อสู้หรือต่อรองเจรจาที่เป็นคุณให้กับตัวเองได้ ซึ่งหากเปรียบกับบริบทของประเทศไทยตามมุมมองเชิงความเป็นจริงนั้น อาจสามารถพูดได้ว่าเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ เพราะประเทศไทย กำลังถูกทดสอบพร้อมกันหลายมิติ ไม่ใช่วิกฤตเดียวแล้วจบ หากแต่เป็น Polycrisis แบบซ้อนกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างเศรษฐกิจโลก สภาพภูมิอากาศ รวมถึงพลวัตของเทคโนโลยี
กล่าวคือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะนำพาโลกของเราเข้าสู่สภาวะสงครามเหมือนในอดีต แม้ว่าจะเกิดขึ้นยากกว่าเดิม เนื่องจากมีระเบียบโลกที่คอยกำกับดูแลอยู่ แต่เนื่องจากหนึ่งในผู้ที่กุมระเบียบโลก อย่าง สหรัฐอเมริกา ภายใต้การกำกับดูแลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน กำลังทำลายกฎกติการะหว่างประเทศ ที่คล้ายกับเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ขยับเข้าใกล้เขตแดนของการใช้กำลังทางทหารลึกเข้าไปทุกที ๆ ซึ่งรูปแบบการล่าอาณานิคมผ่านการอ้างเรื่องความมั่นคงก็ได้เห็นไปแล้วจากการที่สหรัฐเข้ายึดเวเนซุเอลา หรือกำลังหมายมั่นเข้าครอบครองกรีนแลนด์ที่กำลังเป็นความขัดแย้งครั้งสำคัญกับทางสหภาพยุโรปในขณะนี้
โดยเมื่อพิจารณาถึงขั้วอำนาจโลกที่กำลังเป็น Candidate กันอยู่ตอนนี้ 3 มหาอำนาจสำคัญก็หนีไม่พ้น สหรัฐอเมริกา จีน และ รัสเซีย เป็นตัวละครสำคัญของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ อันเกี่ยวโยงทับซ้อนกันทั้งการได้มาซึ่งทรัพยากรทางธรรมชาติ และสภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบไปยังทั่วโลก อย่างเช่นประเด็นของการคว่ำบาตรและมาตรการกีดกันทางการค้า โดยที่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่า ก็จำเป็นต้องหาทางเอาตัวรอด ด้วยการรวมกลุ่มกันเพื่อเพิ่มอำนาจ การประกาศตัวเลือกข้าง หรือสร้างแต้มต่อให้กับตัวเองด้วยคุณสมบัติที่ประเทศตัวเองมี
โดยสำหรับภาพรวมของไทย ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็กและจำเป็นต้องพึ่งพาการบริโภคจากต่างชาติ GDP หลัก ๆ อยู่ที่การบริการด้านการท่องเที่ยว และการส่งออกสินค้าทางเกษตร และสินค้าประเภท OEM, Low Margin และ Assembly ที่จัดว่าเป็นผู้ตามในห่วงโซ่อุปทานโลก ไม่ได้เป็นเจ้านวัตกรรม ไม่ได้อยู่ในเศรษฐกิจใหม่ แรงงานจำนวนมากสามารถถูกทดแทนด้วย AI ได้ ผู้ประกอบการ SMEs ไม่สามารถโตและเชื่อมต่อกับห่วงโซ่การผลิตโลกได้ เชื่อมได้แค่ในประเทศ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานยังพัฒนาช้าและมีราคาแพง เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่อาจไม่สามารถหลบคลื่นวิกฤตของโลกได้ เพราะอำนาจในมือไม่ได้เพียงพอที่จะต่อรองหรือร่วมกำหนดกติกาโลกได้
แต่ครั้นจะประกาศตัว เลือกข้างมหาอำนาจ ก็ไม่ใช่ทางออกที่จัดว่าดีนัก เพราะในยุคปัจจุบัน โครงสร้างของโลกกำลังเปลี่ยน จาก “ใครถูก” ไปเป็น “ใครเร็วและยืดหยุ่นกว่า” ไม่ใช่การทำยุทธวิธีด้านสงครามเหมือนแต่ก่อน หากแต่แม้ประเทศที่อยู่ตรงข้ามกัน ก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพากันในเชิงเศรษฐกิจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ฉะนั้นแล้วทางออกของประเทศไทย ตามความเป็นจริงและกำลังความสามารถที่มีในมือ นอกจากการวางตัวเป็นกลางในแบบเดิม อาจต้องเลือกเป็นจุดเชื่อม (Connector) เช่น ระหว่าง จีน ↔ อาเซียน ↔ อินเดีย ↔ ตะวันออกกลาง ที่เป็นทางส่งผ่าน Supply Chain ที่ปลอดภัย เพราะบทบาทที่โลกต้องการตอนนี้ มีแนวโน้มว่าจะเป็นประเทศที่ไม่เสี่ยงทางการเมือง ระบบกฎหมายพอเชื่อถือ และระบบโลจิสติกส์ที่ดี ซึ่งหากไทยทำตัวเป็น “Safe Manufacturing + Logistics + Services Hub” ก็สามารถทำให้ไทยยังมีที่ยืนในระเบียบโลกใหม่ได้
ส่วนเรื่องของเทคโนโลยี คงเป็นเรื่องที่ยากมากหากไทยพยายามแข่งทำ Semiconductor ขั้นสูงแบบเกาหลีหรือไต้หวัน แต่อาจต้องมาพิจารณาในจุดที่เรามีโอกาสมากกว่า เช่น กลุ่มการผลิตรถยนต์ EV หรือ Mobility supply chain (ระดับกลาง–ปลายน้ำ) เรื่องของ Food security การแพทย์ Medical หรือ Wellness Supply Chain ที่ทั้งหมดนี้อาจจะไม่ใช่เป็นผู้คิดค้น เป็นเจ้าของนวัตกรรม แต่ถ้าทำให้ Scale ได้เร็ว และต้นทุนต่ำ ก็จะเป็นการเสริมเกราะให้กับประเทศไทยได้อย่างมากเลยทีเดียว
ส่วนเรื่องของแรงงานและธุรกิจ SMEs ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ จุดอ่อนของไทยยังคงเป็นแรงงานทักษะต่ำ ที่สามารถโดนแทนที่ด้วย AI ได้ ตรงนี้อาจต้องให้ความสำคัญเรื่องการปฏิรูปแรงงาน เริ่มตั้งแต่ระบบการศึกษา ที่เปลี่ยนจาก “การท่องจำ” ไปเป็น “การ Upskill งานทักษะสูง” หรือ “ทำงานกับ AI ได้” ซึ่งจะทำให้ไทยไม่แพ้ประเทศค่าแรงต่ำ และยังต่อกรกับประเทศเทคโนโลยีสูงได้บ้าง ส่วน SMEs ไทย สิ่งที่ต้องเปลี่ยน คือ จากการที่ภาครัฐช่วยเป็นรายบริษัท หรือช่วยแต่ด้านเงินกู้ อาจต้องเปลี่ยนไปช่วยเชื่อมให้ SMEs เข้าถึง Supply Chain ระดับโลก ที่จะทำให้เกิดฐานเศรษฐกิจใหม่ของไทย รวมถึงการผลักดันการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนระดับอุตสาหกรรม หรือเรื่องของ Carbon Credit ที่เชื่อถือได้ เพราะอนาคต โรงงานที่ “สะอาดกว่า” จะได้ออเดอร์การผลิตก่อน ไม่ใช่โรงงานที่ถูกกว่าอย่างเดียวแบบในอดีต
สรุปแล้ว ทางออกของประเทศไทย ไม่ใช่การเอนเอียงไปพึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นการหาจุดยืนใหม่ในโลกที่ปั่นป่วน ที่เป็น Connector เชื่อมโลกได้ มีอุตสาหกรรมผลิตของที่โลกต้องใช้จริง มีแรงงานทำงานร่วมกับ AI ได้ ผู้ประการ SMEs เข้าถึง Supply Chain โลกได้ และมีพลังงานที่สะอาดพอให้โลกไว้ใจ นอกจากนี้ อาจรวมถึงการดึง FDI คุณภาพเข้ามาลงทุนในไทย ยกระดับเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมอนาคต และการบริการคุณภาพสูง พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านกฎเกณฑ์ดิจิทัลความมั่นคงไซเบอร์ และเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งหมดนี้ก็หนุนนำให้ไทยสามารถเปลี่ยนผ่านการเติบโตให้เป็นการเติบโตที่ทั่วถึงยั่งยืน และแข็งแกร่งในระยะยาวได้
ข่าวเด่น