เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
บมจ.ไทยออยล์วิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ "ราคาน้ำมันดิบผันผวน หลังตลาดจับตาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านท่ามกลางการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน"


ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 60 - 70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 65 - 75 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

 
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (13 – 19 ก.พ. 69)
 
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านตึงเครียดมากขึ้น หลังจากสหรัฐฯ เดินหน้าเสริมสมรรถนะทางการทหารในภูมิภาคและย้ำว่าอิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านกังวลว่าการหารือระหว่าง
 
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล อาจกระทบความคืบหน้าการเจรจานิวเคลียร์ นอกจากนี้ ตลาดยังติดตามการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย–ยูเครนที่เตรียมจัดขึ้นที่เจนีวา แม้ก่อนหน้าจะมีความคืบหน้าในการแลกเปลี่ยนเชลยศึกที่อาบูดาบี แต่สถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่ยุติ โดยยูเครนได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียจนเกิดเพลิงไหม้ ขณะเดียวกัน จากการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอินเดียเริ่มเห็นผล หลังจากอินเดียยุติการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย ส่งผลให้อินเดียทยอยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย และหันไปนำเข้าจากสหรัฐฯ และเวเนซุเอลามากขึ้น นอกจากนี้ รายงานเดือน ก.พ. ของ OPEC คาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกปี 2569–2570 ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนหลักจากประเทศนอกกลุ่ม OECD อย่างไรก็ดี ทางกลุ่มยังเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงิน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์น้ำมันในภายภาคหน้า 
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
 
• สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ตึงเครียดมากขึ้น ภายหลังในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ทางทหารเข้ามาในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสริมว่าข้อตกลงที่ดีคือ อิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านแสดงความกังวลเกี่ยวกับการพูดคุยระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่าอาจบ่อนทำลายความพยายามในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านซึ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงสัปดาห์
ก่อนหน้า
 
• ตลาดจับตาการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้น ณ เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 17-18 ก.พ. โดยสหรัฐฯ มีเป้าหมายให้ทั้งสองฝ่ายลงนามข้อตกลงสันติภาพที่นำไปสู่การยุติความขัดแย้งระหว่างกันภายในเดือน มิ.ย.นี้ นอกจากนี้ การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนในครั้งก่อนหน้า ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีความคืบหน้าในบางประเด็น โดยทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงแลกเปลี่ยนเชลยศึก 314 คน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงที่จะนำไปสู่การยุติสงคราม ทั้งนี้ แม้จะมีความพยายามเจรจาทางการทูต แต่เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ยูเครนยังคงปฏิบัติการทางทหารโดยโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน Lukoil ของรัสเซีย ซึ่งมีกำลังการผลิตกว่า 300,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ 
 
• อินเดียทยอยปรับลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณการนำเข้าในเดือน ม.ค. 69 อยู่ที่ระดับ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากระดับสูงสุดกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน มิ.ย. 68 หลังสหรัฐฯ ได้ปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจาก 50% ลดลงเหลือ 18% แลกกับการให้อินเดียยุติการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย และหันไปพึ่งพาน้ำมันดิบจากสหรัฐฯและเวเนซุเอลามากขึ้น ล่าสุด บริษัทน้ำมันรัฐวิสาหกิจของอินเดีย ได้แก่ Indian Oil Corp (IOC) และ Hindustan Petroleum Corp (HPCL) ได้ร่วมกันซื้อน้ำมันดิบ Merey จำนวน 2 ล้านบาร์เรลจากเวเนซุเอลา โดยมีกำหนดส่งมอบในช่วงครึ่งหลังของเดือน เม.ย. 69 โดยการนำเข้าน้ำมันเวเนซุเอลาครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของ HPCL ขณะที่ IOC ซึ่งเป็นโรงกลั่นรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย เคยซื้อน้ำมันเวเนซุเอลามาแล้วก่อนหน้านี้ในปี 2567
 
• รายงานประจำเดือน ก.พ. 69 ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) คาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันโลกยังคงมีแนวโน้มขยายตัว โดยความต้องการใช้น้ำมันในปี 2569 ปรับเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 106.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปรับเพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 107.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2570 ทั้งนี้ ความต้องการใช้น้ำมันดิบในปี 2569 คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากประเทศนอกกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Non-OECD) เป็นหลัก โดยปรับเพิ่มขึ้นราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป็นผลมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และการเกษตรที่ฟื้นตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม OPEC ยังคงเฝ้าติดตามปัจจัยเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจมหภาค การดำเนินนโยบายทางการเงิน และปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางอุปสงค์น้ำมันในระยะข้างหน้า
• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไตรมาสที่ 4/68 ดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน เดือน ธ.ค. 68 ปริมาณการนำเข้าและส่งออก เดือน ธ.ค. 68 ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม เดือน ม.ค. 69 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เดือน ม.ค. 69 รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ เดือน ก.พ. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดีประเภท 5 ปีของจีน และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เดือน ธ.ค. 68 ความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ก.พ. 69 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของยูโรโซน เดือน ก.พ. 69

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (6-12 ก.พ. 69)
 
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 0.07 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 63.87 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 0.30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 68.56 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ ออกคำแนะนำให้เรือที่ติดธงสหรัฐฯ อยู่ห่างจากน่านน้ำอิหร่านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวโอมานเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะถูกกองกำลังอิหร่านขึ้นตรวจค้น โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 69 ได้เกิดเหตุที่เรืออิหร่านสั่งให้เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติสหรัฐฯ หยุดเดินเครื่องเพื่อเตรียมเข้าตรวจค้น ก่อนที่เรือดังกล่าวจะเร่งความเร็วและแล่นต่อไปได้ ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มความกังวลว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจนำไปสู่การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ที่ครอบคลุมการห้ามการให้บริการทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันดิบรัสเซียทางเรือ ซึ่งปัจจุบันรัสเซียพึ่งพาเรือบรรทุกน้ำมันและบริการเดินเรือจากประเทศตะวันตกกว่า 1/3 ของปริมาณการส่งออก โดยมาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้มาตรการกำหนดเพดานราคาน้ำมันรัสเซียไม่จำเป็นอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังครอบคลุมการห้ามนำเข้าโลหะ สารเคมี และแร่ธาตุสำคัญบางรายการ พร้อมเพิ่มรายชื่อเรือกองเงา ของรัสเซียอีก 43 ลำ รวมเป็น 640 ลำ และธนาคารระดับภูมิภาคของรัสเซียอีก 20 แห่ง อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงกดดันหลังสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เผยตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 6 ก.พ. 69 ปรับเพิ่มขึ้น 8.5 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 428.8 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเพียง 0.8 ล้านบาร์เรล อีกทั้งยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ทรงตัวในเดือน ธ.ค. 68 ที่ผ่านมา เนื่องจากครัวเรือนลดการใช้จ่ายในสินค้าราคาสูง เช่น รถยนต์ ซึ่งคาดว่าอาจส่งผลให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคและเศรษฐกิจเติบโตช้าลง

 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 16 ก.พ. 2569 เวลา : 12:59:18
18-02-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. MTS Gold คาด ราคาทองคำยังมีความผันผวนสูง ภาพรวมยังคงเป็นลักษณะ Sideway ในกรอบกว้าง หลังจากหลุดระดับ 4,900 เหรียญ

2. ทองเปิดตลาดวันนี้ (18 ก.พ. 69) ปรับลดลง 350 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,400 บาท

3. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.20-31.45 บาท/ดอลลาร์

4. ทองเปิดตลาดวันนี้ (18 ก.พ. 69) ปรับลดลง 350 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,400 บาท

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (17 ก.พ.69) บวก 32.26 จุด รับแรงซื้อหุ้นการเงิน-เทคฯ ฟื้น

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (17 ก.พ.69) ร่วง 140.40 ดอลลาร์ เหตุนักลงทุนเทขายหลังเจรจาสหรัฐ-อิหร่านคืบหน้า

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (18 ก.พ.69) กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก ฝนฟ้าคะนอง 20% ภาคใต้ 30%

8. ตลาดหุ้นไทยเปิด (18 ก.พ.69) บวก 4.40 จุด ดัชนี 1,464.08 จุด

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (18 ก.พ.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์

10. ประกาศ กปน.: 20 ก.พ. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนลาดกระบัง

11. พรุ่งนี้น้ำมันลด แก๊สโซฮอล์ ลดลงลิตรละ 30 สต.

12. ตลาดหุ้นไทยปิด (18 ก.พ. 69) บวก 21.59 จุด ดัชนี 1,459.68 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (17 ก.พ.69) บวก 6.73 จุด ดัชนี 1,444.82 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำเคลื่อนไหวทรงตัวบริเวณ 4,970 เหรียญ โดยมีแรงซื้อขายสลับเข้ามา

15. พยากรณ์อากาศวันนี้ (17 ก.พ.69) ภาคตะวันออก-ภาคกลาง-กรุงเทพปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง, ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น 30% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 18, 2026, 1:27 pm