เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
SCB EIC มองผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองลง จากไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เร็ว


• SCB EIC ประเมินชัยชนะการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2026 ของพรรคภูมิใจไทยด้วยคะแนนเสียง 193 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่ง (ผลอย่างไม่เป็นทางการของ กกต. อยู่ระหว่างประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง) จึงมีแนวโน้มจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยลงได้บ้าง 

• รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC ที่ประเมินเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.5% มากนัก

• แม้หลายนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยตอบโจทย์ความต้องการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ผ่านชุดมาตรการ 10 พลัส เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับไปขยายตัวได้มากกว่า 3% แต่การผลักดันให้เกิดผลสำเร็จจริงยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลังที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว 

• SCB EIC ประเมินว่าหากรัฐบาลสามารถผลักดันชุดนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะกลาง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป

• อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงมีความเสี่ยงต้องติดตาม โดยเฉพาะกรณีบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ รวมถึงการตัดสินคดีทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านเดิม

 
SCB EIC ประเมินการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจะเกิดขึ้นได้เร็ว หลังเห็นผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 ที่ออกมา พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งครั้งนี้จะมีทางเลือกในการจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพได้หลายรูปแบบและมี 3 รัฐมนตรีมืออาชีพสานนโยบายต่อหลังจากชนะการเลือกตั้งด้วยจำนวนที่นั่งมากถึง 193 ที่นั่ง (ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 นับแล้ว 94%) ทิ้งห่างจากพรรคอันดับสอง 118 ที่นั่งค่อนข้างมาก โดยมีพรรคประชาชนเป็นแกนนำฝ่ายค้าน (รูปที่ 1) ผลการเลือกตั้งเช่นนี้เร่งให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ลดความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย และสร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน

รูปที่ 1 : ฉากทัศน์การจัดตั้งรัฐบาลจากผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักข่าวต่าง ๆ

ประเมินรัฐบาลใหม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่เดือน พ.ค. การจัดทำงบประมาณปี 2027 จะล่าช้าเพียง 1-2 เดือน SCB EIC ประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลครั้งนี้จะใช้เวลา 5 เดือน (2+2+1) โดย 2 เดือนแรกเป็นระยะเวลาตั้งแต่ยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 2025 ถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 และประเมินว่าจะใช้เวลาอีก 2 เดือนในการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ และอีก 1 เดือนในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบภายในเดือน พ.ค. (รูปที่ 2)

โดยปกติแล้วการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลลดลง โดยเฉพาะงบลงทุน และมีความเสี่ยงประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปีถัดไปล่าช้า อย่างไรก็ดี ผลกระทบการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลรอบนี้จะไม่รุนแรงนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการเร่งอนุมัติโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการไว้ก่อนยุบสภา สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 มีแนวโน้มประกาศใช้ได้ในเดือน พ.ย. 2026 ล่าช้าเพียง 1-2 เดือนจากกำหนดการปกติที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2026 ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนเลือกตั้ง เนื่องจากช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและช่วงเวลาการจัดทำรายละเอียดงบประมาณขนานกัน โดยผลการเลือกตั้งที่ออกมานี้จึงลดความเสี่ยงด้านลบจากกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 ที่จะล่าช้าออกไปมาก (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 : ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลและการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของทำเนียบรัฐบาล, กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ

พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าเศรษฐกิจขยายตัว > 3% ผ่านชุดนโยบาย “10 พลัส” ยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลัง 

พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้ายกระดับให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวสูงกว่า 3% อีกครั้ง ผ่านชุดนโยบาย 10 พลัส ซึ่งครอบคลุมการฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และกระจายรายได้ลดความเหลื่อมล้ำ โดยแบ่งเป็น 2 เสาหลัก ได้แก่

• โอบอุ้มรากฐาน สร้างความทั่วถึง : (1) คนตัวเล็ก ตัวน้อย พลัส ปิดหนี้ คนละครึ่งพลัส (2) ผู้สูงวัย พลัส พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ มีคนดูแล (3) ชุมชน พลัส ท่องเที่ยวเมืองรอง ผลิตของที่ใช่ขายของที่ชอบ (4) การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีผ่านแพลตฟอร์ม มีงานทำ (5) เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เข้าถึงงานภาครัฐ

• ยกระดับศักยภาพการแข่งขันประเทศในระยะยาว : (6) ลงทุน พลัส เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP เน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (7) เศรษฐกิจสีเขียว พลัส มุ่ง Net zero ตลาดคาร์บอน (8) ดิจิทัล AI พลัส พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ (9) Trade พลัส อัปเกรดการผลิต ยึดตลาดโลก (10) Thailand พลัส รัฐฉับไว อนุมัติไว

ข้อสังเกตของ SCB EIC ต่อชุดนโยบายนี้

• ทิศทางการดำเนินนโยบายยังไม่ชัดเจนนัก ชุดนโยบาย 10 Plus นี้ ครอบคลุมนโยบายมากกว่าชุดนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้พร้อมวงเงินที่ใช้ดำเนินการตามนโยบายหาเสียง ซึ่งมีเพียง 8 นโยบาย และยังไม่ครอบคลุมบางนโยบายที่ประกาศในเวทีหาเสียงบางโอกาส เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ขณะเดียวกัน นโยบายที่เสนอยังเป็นเพียงกรอบแนวคิดกว้าง เช่น ชุมชนพลัส ลงทุนพลัส Trade พลัส และไทยแลนด์พลัส ซึ่งแม้จะสะท้อนวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ กลไกการดำเนินงาน แนวทางบังคับใช้ ตลอดจนสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมเพียงพอ ทำให้การประเมินผลบวกต่อเศรษฐกิจยังทำได้จำกัด ทั้งนี้คาดหวังว่าทิศทางชุดนโยบายจะมีความชัดเจนขึ้นมากหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

• หลายนโยบายใน 10 พลัส พยายามตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างไทย เช่น การแก้ปัญหาหนี้ การสนับสนุน SME การปฏิรูปภาครัฐ การผลักดันดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว แต่หลายโครงการยังเน้นการให้เงินอุดหนุน ซึ่งเน้นประโยชน์ระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส หากพิจารณาเฉพาะ 8 นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยนำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง วงเงิน 1.48 แสนล้านบาทต่อปี พบว่าราว 30% เป็นการให้เงินอุดหนุนโดยตรง

• ข้อจำกัดด้านการคลังมากขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2025 อยู่ที่ 64.8% และมีแนวโน้มชนเพดาน 70% ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ประกอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 2 แห่ง Moody’s (29 เม.ย. 2025) และ Fitch (24 ก.ย. 2025) ได้ปรับลดมุมมอง (Outlook) เครดิตเรตติงของไทยเป็นลบ (Negative) แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาการคลังดังกล่าว ซึ่งจะสร้างข้อจำกัดในการดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม และล่าสุด Fitch (11 ก.พ. 2026) ได้เน้นย้ำความสำคัญของเสถียรภาพการเมืองและเสถียรภาพการคลังเป็นหัวใจสำคัญในการคงสถานะความน่าเชื่อถือของประเทศ (รูปที่ 3) 

• ความสำเร็จในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลบวกต่อเศรษฐกิจมีความท้าทาย รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นระยะสั้นและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ 

รูปที่ 3 : หนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน 70% ของ GDP ขณะที่ภาคเอกชนยังไม่เชื่อมั่น
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงการคลัง, สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ผลการเลือกตั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC มากนัก เนื่องจากใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนเลือกตั้งว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. และ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 จะล่าช้าราว 1-2 เดือน แต่คะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่สูงนี้ลดความเสี่ยงเชิงลบทางการเมืองลง อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอยู่ โดยเฉพาะประเด็นบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความไม่เชื่อมั่นในผลคะแนนการเลือกตั้งต่าง ๆ ประเด็นคดีทางการเมืองของพรรคก้าวไกลเดิม (พรรคประชาชน) รวมถึงความเป็นไปได้ที่การจัดทำงบประมาณปี 2027 จะล่าช้าเพิ่มเติม หากมีความพยายามผลักดันนโยบายหาเสียงของพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล โดย SCB EIC อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดและจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ภายในเดือน ก.พ. นี้

บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/election2026-130226
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 16 ก.พ. 2569 เวลา : 13:20:36
18-02-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. MTS Gold คาด ราคาทองคำยังมีความผันผวนสูง ภาพรวมยังคงเป็นลักษณะ Sideway ในกรอบกว้าง หลังจากหลุดระดับ 4,900 เหรียญ

2. ทองเปิดตลาดวันนี้ (18 ก.พ. 69) ปรับลดลง 350 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,400 บาท

3. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.20-31.45 บาท/ดอลลาร์

4. ทองเปิดตลาดวันนี้ (18 ก.พ. 69) ปรับลดลง 350 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,400 บาท

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (17 ก.พ.69) บวก 32.26 จุด รับแรงซื้อหุ้นการเงิน-เทคฯ ฟื้น

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (17 ก.พ.69) ร่วง 140.40 ดอลลาร์ เหตุนักลงทุนเทขายหลังเจรจาสหรัฐ-อิหร่านคืบหน้า

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (18 ก.พ.69) กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก ฝนฟ้าคะนอง 20% ภาคใต้ 30%

8. ตลาดหุ้นไทยเปิด (18 ก.พ.69) บวก 4.40 จุด ดัชนี 1,464.08 จุด

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (18 ก.พ.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์

10. ประกาศ กปน.: 20 ก.พ. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนลาดกระบัง

11. พรุ่งนี้น้ำมันลด แก๊สโซฮอล์ ลดลงลิตรละ 30 สต.

12. ตลาดหุ้นไทยปิด (18 ก.พ. 69) บวก 21.59 จุด ดัชนี 1,459.68 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (17 ก.พ.69) บวก 6.73 จุด ดัชนี 1,444.82 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำเคลื่อนไหวทรงตัวบริเวณ 4,970 เหรียญ โดยมีแรงซื้อขายสลับเข้ามา

15. พยากรณ์อากาศวันนี้ (17 ก.พ.69) ภาคตะวันออก-ภาคกลาง-กรุงเทพปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง, ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น 30% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 18, 2026, 1:27 pm