หุ้นทอง
ธ.ทิสโก้เชียร์ 'ซื้อ' หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ คาดปีนี้ 'ไบโอเทค' กำไรพุ่งกระฉูด 19.5% ฟันธงธุรกิจโตต่อเนื่อง ! อานิสงส์สังคมสูงวัย - ลุ้นราคาวิ่งตามดีล M&A


ธนาคารทิสโก้เชียร์ซื้อหุ้นเฮลธ์แคร์ 4 กลุ่ม ชี้ ! เป็นกลุ่มที่ทั้งสร้างกำไรดีแบบก้าวกระโดด และยังโตได้แม้เศรษฐกิจซบเซาเพราะได้แรงหนุนจากสังคมสูงอายุทั่วโลก คาดปีนี้กลุ่ม Biotechnology (เทคโนโลยีชีวภาพ) โตดีสุดจาก EPS ที่คาดว่าจะโต 19.5%  รองลงมาคือ รองลงมาคือ Medical Devices & Equipment (เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์) ที่คาดว่า EPS เติบโตราว 6.2%   
  
 
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)  ขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่า ภายในปี 2573 ประชากรโลก “1 ใน 6” จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจำนวนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านคนในปี 2563 เป็น 1.4 พันล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น “เป็นสองเท่า” ภายในปี 2593 สู่ระดับ 2.1 พันล้านคน ขณะเดียวกัน กลุ่มประชากรอายุ 80 ปีขึ้นไปคาดว่าจะเพิ่มขึ้น “เป็นสามเท่า” ในช่วงปี 2563 – 2593 สู่ประมาณ 426 ล้านคน  
 
การเพิ่มขึ้นของผู้สูงวัยทั่วโลกไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ด้านประชากรศาสตร์ แต่เป็นแรงขับเคลื่อนเชิงเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุปสงค์ด้านสุขภาพอย่างถาวร  นอกจากนี้สถาบันชั้นนำอย่าง WTW (Willis Towers Watson) ได้มีการคาดการณ์การเติบโตของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพรวมทั่วโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นราว 10% ส่งผลให้กลุ่มหุ้น Healthcare ไม่ได้มีบทบาทจำกัดอยู่แค่ “หุ้นปลอดภัย (Defensive)” สำหรับหลบความผันผวนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวเท่านั้น หากแต่เป็นอุตสาหกรรมที่ผสาน “ความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์” เข้ากับ “ศักยภาพการเติบโตระยะยาว” จากนวัตกรรมทางการแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ และรูปแบบการดูแลสุขภาพยุคใหม่ที่มี AI เข้ามาช่วยให้กระบวนการค้นคว้ายาใหม่ๆ ที่มีอัตราความสำเร็จสูงกว่าวิธีดั้งเดิม 
 
ด้วยคุณลักษณะดังกล่าว Healthcare จึงถูกมองเป็น “Defensive Growth” คือ มีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากความต้องการที่ค่อนข้างยืดหยุ่นต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยหนุนการเติบโตเชิงโครงสร้างในระยะยาวจากเทรนด์สังคมสูงวัยและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ 
 
โดยกลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย (Sub-sectors) ดังนี้ 
 
1. Pharmaceuticals (กลุ่มผู้ผลิตยาขนาดใหญ่) เหมาะกับ: นักลงทุนสายรับปันผล และคนที่ต้องการหลบภัยความผันผวน 
 
กลุ่มนี้จะเป็นธุรกิจที่เน้นการวิจัย พัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายยา รายได้หลักมาจาก การขายยา ผ่านโรงพยาบาล ร้านยา และระบบประกันทั้งของเอกชนและภาครัฐ บริษัทในกลุ่มนี้มักมีรายได้มั่นคง กระแสเงินสดสูง จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีความต้านทานต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้สูงมาก เช่น Pfizer, Merck, Johnson & Johnson, AstraZeneca 
 
2. Biotechnology (เทคโนโลยีชีวภาพ) เหมาะกับ: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง และมองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนในอัตราสูง 
 
กลุ่มนี้เป็นธุรกิจที่เน้นวิจัยนวัตกรรมล้ำสมัยใช้กระบวนการทางชีวภาพและสิ่งมีชีวิตมาสร้างผลิตภัณฑ์ เช่น การตัดต่อพันธุกรรม ยีนบำบัด (gene therapy) เซลล์บำบัด (cell therapy เช่น CAR-T) ยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า หรือวัคซีน mRNA โดยหัวใจของธุรกิจคือ R&D บวกกับการทดลองทางคลินิก (clinical trials) และการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับ แล้วค่อย “ปลดล็อก” รายได้เมื่อยาหรือการรักษาออกสู่ตลาดได้สำเร็จ  
 
หากปัจจัยทั้งหมดสำเร็จจะหนุนราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวขึ้นได้ 100-200% เช่น กรณีของ BridgeBio Pharma ที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA ในช่วงปลายปี 2567 และสร้างรายได้เติบโตได้ดีเกินคาดในปี 2568 หลังจากได้รับการอนุมัติจาก FDA ในยารักษาโรคหัวใจชนิดหายาก (ATTR-CM) ส่งผลให้ในปี 2568 ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 178% นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของการทำดีล M&A ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ดีดตัวขึ้นได้ในอัตราสูง เช่น ล่าสุด บริษัท REVOLUTION Medicines ที่มีผลการทดลองยารักษามะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจายที่ดื้อยา โดยใช้วิธีการรักษาแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Therapy) ได้ผลดีกับผู้ป่วย ทำให้บริษัทเป็นเป้าหมายการถูกซื้อกิจการจากบริษัทยาขนาดใหญ่ ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ปี 2568 ถึงเดือน มกราคม 2569 กว่า 120% 
 
3. Medical Devices & Equipment (เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ - MedTech) เหมาะกับใคร: นักลงทุนที่ชอบหุ้นเติบโตยั่งยืน (Quality Growth) 
 
กลุ่มธุรกิจที่ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายอุปกรณ์/เครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ในการวินิจฉัย รักษา เฝ้าติดตาม และช่วยฟื้นฟูผู้ป่วย เช่น เครื่องตรวจเลือด เครื่องวิเคราะห์แลบ X-ray/CT/MRI/อัลตราซาวด์ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ข้อเข่า/สะโพกเทียม รวมถึงวัสดุสิ้นเปลือง เช่น ชุดตรวจ เข็ม/สายสวน ชุดผ่าตัด และน้ำยาต่างๆ กลุ่มธุรกิจนี้เติบโตไปพร้อมกับ "สังคมผู้สูงอายุ" (Aging Society) ยิ่งคนแก่เยอะ ยิ่งต้องผ่าตัดเปลี่ยนเข่า เปลี่ยนลิ้นหัวใจ หรือตรวจโรคมากขึ้น เป็นกลุ่มที่รายได้โตสม่ำเสมอ  หุ้นกลุ่มนี้ได้แก่ Abbott Laboratories (ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือแพทย์) , Intuitive Surgical (ผู้ผลิตและพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ da Vinci ซึ่งเน้นการผ่าตัดแผลเล็กที่แม่นยำ) 
 
4. Healthcare Services & Providers (ผู้ให้บริการรักษาพยาบาลและประกันสุขภาพ) เหมาะกับใคร: นักลงทุนที่มองหาหุ้นวัฏจักรที่ผูกกับเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ 
 
กลุ่มธุรกิจที่ให้บริการรักษาพยาบาลโดยตรงกับผู้ป่วย เช่น โรงพยาบาล ศูนย์ผ่าตัดเฉพาะทาง ศูนย์วินิจฉัย ห้องแล็บ รังสีวินิจฉัย บริการฉุกเฉิน รถพยาบาล ผู้ให้บริการด้านทันตกรรม สายตา กายภาพบำบัดโดยรายได้หลักมาจากค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าหัตถการ และค่าดูแลต่อเนื่องซึ่งมักผูกกับระบบประกัน หุ้นในกลุ่มนี้ เช่น UnitedHealth Group (บริษัทให้บริการด้านสุขภาพทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ)  , CVS Health (ผู้นำร้านค้าปลีกขายยาที่มีสาขามากสุดในสหรัฐฯ) รายได้ของธุรกิจในกลุ่มนี้มักผูกพันกับนโยบายรัฐบาลและโครงสร้างประชากร เป็นกลุ่มที่สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ ได้ชัดเจนที่สุด 
 
กลยุทธ์ลงทุนในกลุ่ม Healthcare ปี 2569 
 
ปี 2569 ภาพเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยที่เข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย  ซึ่งเอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและช่วยให้ Valuation ที่อิงกระแสเงินสดในอนาคตดูน่าสนใจขึ้น ขณะเดียวกัน การนำ AI มาช่วยเร่งกระบวนการค้นคว้าและพัฒนายาใหม่มีแนวโน้มเพิ่มโอกาสความสำเร็จ ส่งผลให้กลุ่ม Healthcare โดยรวมมีคาดการณ์การเติบโตของรายได้และกำไรราว 5% 
 
เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มธุรกิจ พบว่า Biotechnology มีแนวโน้ม EPS Growth โดดเด่นที่สุดในปี 2569 ที่ประมาณ 19.5% สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจที่เติบโตสูง และมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากแนวโน้ม M&A ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ภายใต้แรงกดดันจาก Patent Cliff ของบริษัทยาขนาดใหญ่ 
 
รองลงมาคือ Medical Devices & Equipment (MedTech) ที่คาดว่า EPS เติบโตราว 6% จากการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของเครื่องมือและกระบวนการรักษา อีกทั้งดอกเบี้ยขาลงยังช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ 
 
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนปีนี้จึงเน้น เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) ไปที่ Biotech และ MedTech มากขึ้น เพื่อจับโอกาสจากทั้งการเติบโตของกำไรและปัจจัยกระตุ้นเชิงโครงสร้างในแต่ละกลุ่ม 
 
ที่มา: Bloomberg, TISCO Wealth Advisory as of Jan23, 2569 
 

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 17 ก.พ. 2569 เวลา : 16:15:00
17-02-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 20 ก.พ. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนลาดกระบัง

2. พรุ่งนี้น้ำมันลด แก๊สโซฮอล์ ลดลงลิตรละ 30 สต.

3. ตลาดหุ้นไทยปิด (18 ก.พ. 69) บวก 21.59 จุด ดัชนี 1,459.68 จุด

4. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (17 ก.พ.69) บวก 6.73 จุด ดัชนี 1,444.82 จุด

5. MTS Gold คาดราคาทองคำเคลื่อนไหวทรงตัวบริเวณ 4,970 เหรียญ โดยมีแรงซื้อขายสลับเข้ามา

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (17 ก.พ.69) ภาคตะวันออก-ภาคกลาง-กรุงเทพปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง, ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น 30% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

7. ทองเปิดตลาดวันนี้ (17 ก.พ. 69) ลดลง 400 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 74,100 บาท

8. ตลาดหุ้นไทยเปิด (17 ก.พ.69) บวก 1.74 จุด ดัชนี 1,439.83 จุด

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.00-31.25 บาท/ดอลลาร์

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (17 ก.พ.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 31.12 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิด (16 ก.พ.69) บวก 7.68 จุด ดัชนี 1,438.09 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (16 ก.พ. 69) บวก 12.16 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,442.57 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway เพื่อสร้างฐานเหนือระดับ 5,000 เหรียญ

14. พยากรณ์อากาศวันนี้ (16 ก.พ.69) ภาคตะวันออก-ภาคกลาง-กรุงเทพปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง,ภาคใต้ มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น 30% ของพื้นที่

15. ทองเปิดตลาดวันนี้ (16 ก.พ. 69) ลดลง 250 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 74,750 บาท

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 17, 2026, 11:29 pm