
ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวในระดับต่ำกว่าศักยภาพ สิ่งที่ตอกย้ำให้ภาพดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น คือภาวะ "สินเชื่อติดลบ" ที่ยืดเยื้อต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหดตัวของสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจ SME ถึง 14 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของประเทศ สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน และเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงกลไกการหมุนเวียนเงินทุนในระบบกำลังฝืดตัวลง
ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยรวมหดตัว -1.1% จากระยะเดียวกันปีก่อน (YoY) นับเป็นการติดลบติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 6 แล้ว โดยการหดตัวส่วนใหญ่ มีที่มาจากสินเชื่อธุรกิจ SME ที่หดตัวหนักกว่าทุกกลุ่มถึง -4.1% ซึ่งนับเป็นการหดตัวติดต่อกันยาวนานถึง 14 ไตรมาสแล้ว จากผลของสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวที่กดดันขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในประเทศ อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของประชาชนที่ลดลงตามไปด้วย
โดยรายได้ที่ทรงตัวต่ำ จากการชะลอตัวของภาคธุรกิจ SME ที่เป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ในไทยนั้น ถูกส่งผ่านต่อไปยังภาวะสภาพคล่องที่ตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บางกลุ่มที่ลดลง หนุนนำให้สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย ยังทรงตัวอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง และส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่อาจไม่สร้างรายได้ อันเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ภาคธุรกิจไทยในปีนี้ มีการคืนสินเชื่อที่มากสุดเป็นประวัติการณ์มากกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ จากการระมัดระวังในการลงทุน
นอกจากนี้ ทางด้านของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมีการประเมินว่า สัดส่วนของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ของระบบธนาคารพาณิชย์ คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดย NPL ทั้งระบบจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.80-2.97% ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นปี 2569 (จาก 2.88% ไตรมาส 3/2568) ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มที่จะพิจารณาการปล่อยสินเชื่อใหม่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อจัดการคุณภาพหนี้ในปีนี้ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญกับความไม่แน่นอนของปัจจัยทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินว่า ตลาดรถกระบะบรรทุก 1 ตันของไทย ที่มีฐานลูกค้าหลักในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงน้อย และเป็นปัจจัยหลักในการประกอบอาชีพของครัวเรือน ภาคเกษตร และ SME นั้น ในปี 2569 คาดว่ายอดขายในประเทศจะอยู่ที่ราว 1.71 แสนคัน หดตัว 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งจากที่รถกระบะเคยมียอดขายสูงถึง 4-5 แสนคันต่อปี สถานการณ์ของยอดขายที่อยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 24 ปีนี้ สะท้อนถึงกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ลดลง และตอกย้ำถึงภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินทวีความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อจนเกิดเป็นวิกฤตสินเชื่อที่ติดลบในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาคส่วนของธุรกิจ SME ซึ่งสินเชื่อที่ยังอยู่ในภาวะติดลบอย่างต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจ SME รวมถึงรายย่อย ที่ถือเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวช้า และมีรายได้ไม่แน่นอน เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น แนวโน้มของการพึ่งพาหนี้นอกระบบก็ยิ่งมากขึ้น สอดคล้องกับทางเครดิตบูโร ที่เคยตั้งข้อสังเกตภาวะที่ตัวเลขสินเชื่อในระบบที่หดตัวนั้น อาจเป็นภาพสะท้อนว่าประชาชนกำลังหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยบิดเบี้ยว และสุดท้ายแล้วเศรษฐกิจไทยที่มีสัดส่วนการพึ่งพาการบริโภคในประเทศสูงพอสมควร จะยิ่งซบเซาลงต่อ เนื่องจากภาระดอกเบี้ยหนี้นอกระบบที่สูงมาก จะทำให้คนจนลง และยังเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในฝั่งคนทำธุรกิจ ที่ต้องเอาเงินไปปิดหนี้แทนที่จะลงทุนเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม ทาง ธปท. และสถาบันการเงินในประเทศ ก็ได้มีการออกมาตรการต่างๆ เพื่อที่จะคอยประคับประคองสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ การผ่อนปรนการชำระหนี้ เช่น การพิจารณาต่ออายุหรือผ่อนปรนมาตรการ LTV เพื่อช่วยพยุงการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการดำเนินโครงการ SME Credit Boost ที่ตั้งเป้าเติมเงินเข้าสู่ระบบประมาณ 1 แสนล้านบาทภายใน 2 ปี เพื่อช่วยให้ธุรกิจที่ปรับตัวได้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ข่าวเด่น