
(+) ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังตลาดกังวลความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันดิบตึงตัวที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ซึ่งส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการโจมตีของอิหร่าน นอกจากนี้ตลาดยังคงกังวลผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยล่าสุด คลังเก็บน้ำมันที่ท่าเรือฟูไจราห์ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่าน โดยการโจมตีดังกล่าวสอดคล้องกับท่าทีของ IRGC ซึ่งส่งสัญญาณเพิ่มเติมว่าอาจยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศในภูมิภาคเพิ่มเติม
(+) อุปทานน้ำมันดิบในภูมิภาคมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น หลังอิรักสั่งหยุดการผลิตน้ำมันดิบที่แหล่ง Romalia ซึ่งแหล่งผลิตน้ำมันดิบดังกล่าวมีกำลังผลิตที่ระดับ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2567 นอกจานี้อิรักยังได้สั่งระงับการผลิตน้ำมันดิบที่แหล่ง West Qurna 2 ซึ่งมีกำลังการผลิตที่ระดับ 0.46 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ล่าสุดอิรักได้ระงับกำลังการผลิตไปแล้วราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
(+) ขณะที่สถานการณ์การสู้รบระหว่างชาติพันธมิตรซึ่งนำโดยสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดสถานทูตสหรัฐฯ ในซาอุดิอาระเบียได้ถูกโจมตีจากโดรนของอิหร่าน สอดคล้องกับแถลงการณ์ล่าสุดจากกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งมีคำสั่งให้พลเมืองสหรัฐฯ อพยพออกจากประเทศในภูมิภาคดังกล่าว ขณะที่อิสราเอลได้เริ่มเปิดปฎิบัติการทางทหารภาคพื้นดินผ่านการส่งทหารเข้าสู่เลบานอน
(+) รายงานล่าสุดเผยว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้แผนการในการระบายน้ำมันออกมาจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) แม้ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคในตะวันออกกลาง โดยข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เผยว่าสหรัฐฯ มีน้ำมันดิบอยู่ในคลังสำรองราว 415 ล้านบาร์เรล ซึ่งเกินครึ่งนึงของความจุสูงสุดที่ระดับ 700 ล้านบาร์เรล
ข่าวเด่น