เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Krungthai Compass วิเคราะห์ "ถอดบทเรียนตลาดเต็นท์รถยนต์มือ 2 ไทยรับมือความท้าทาย (ดีมานด์-ราคา) ในปี 2569"



• ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดเต็นท์รถยนต์มือ 2 เผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งจากยอดขายที่ลดลง -22% จาก 4.06 แสนคันในปี 2566 มาอยู่ที่ 3.17 แสนคัน ในปี 2568 จากปัญหาด้านกำลังซื้อของผู้บริโภค และยังเผชิญปัญหาด้านราคารถยนต์มือ 2 ที่อยู่ในเทรนด์ขาลง ซึ่งกดดัน NPM หายไปเกือบครึ่ง

• ท่ามกลางความท้าทาย ยังมีผู้ประกอบการที่รักษาผลการดำเนินงานได้โดดเด่น โดย Key Characteristic คือ การมี “Speed over Stock” เพราะระยะเวลาขายที่นานขึ้นทุกๆ 30 วัน จะทำให้ธุรกิจมีกำไรลดลงราว 2% โดย เต็นท์รถที่มีความ   โดดเด่นจะมีระยะเวลาขายเฉลี่ย 95 วัน เร็วกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจที่ 121 วัน ความแตกต่างดังกล่าวนำไปสู่ความสามารถในการทำกำไร (สะท้อนผ่าน ROE) และสุขภาพทางการเงิน (สะท้อนผ่าน ICR) ที่แข็งแรงกว่า

• Krungthai COMPASS ประเมินตลาดเต็นท์รถยนต์มือ 2 ในปี 2569 จะมีมูลค่า 32.6 พันล้านบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2564-66 ราว -9% โดยคาดว่าแรงกดดันทั้งด้านดีมานด์ และราคาจะยังมีอยู่ ตัวอย่างแนวทางที่ภาคธุรกิจใช้ในการรับมือกับความท้าทาย คือ ปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับดีมานด์ในตลาด รวมถึงการต่อยอดโมเดลธุรกิจ ทั้งการพัฒนาไปสู่โมเดล รับฝากขาย ขยายช่องทางขายผ่านทางออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงด้านสต็อก และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “ตลาดเต็นท์รถยนต์มือ 2” ต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนไม่สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้ จนนำไปสู่การทยอยปิดกิจการเพิ่มมากขึ้น โดย ในปี 2566-68  มีธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือ 2 ปิดกิจการหรือล้มละลายสูงถึง 1,009 ราย เพิ่มขึ้น 2.3 เท่าจากยอดสะสมในช่วงปี 2561-65 แสดงให้เห็นความเปราะบางของตลาดในปัจจุบัน

ยอดขายหดตัวจากปัญหากำลังซื้อ

1 ในแรงกดดันที่ธุรกิจเต็นท์รถต้องเผชิญ คือยอดขายรถยนต์มือ 2 ที่ลดลง จาก 4.06 แสนคันในปี 2566 มาอยู่ที่ 3.17 แสนคัน ในปี 2568 หรือลดลง -22% เทียบกับปี 2566 โดยข้อมูลจากสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว1, 2 ชี้ว่าสาเหตุที่ทำให้ยอดขายหดตัวเกิดขึ้นจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่เปิดเผยว่าคนไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนลดลงราว  -3% จาก 29,030 บาท/เดือน ในปี 2566 เหลือ 28,151 บาท/เดือน ใน 1H/68 

 
1 อ้างอิง เจาะอินไซต์ ตลาดรถมือสอง
2 อ้างอิง เปิดเบื้องลึก! วงการรถยนต์ วิเคราะห์ตลาดรถมือสองฟื้น แต่ยังจมวิกฤติ?

กำไรเต็นท์รถบางลงจากเทรนด์ราคารถมือ 2 ที่อยู่ในขาลง

นอกจากนี้ เต็นท์รถยนต์มือ 2 ยังเผชิญปัญหาราคารถยนต์ที่ลดลง สะท้อนจากดัชนีราคารถยนต์มือ 2    โดยเฉลี่ยรอบ 3 ปีล่าสุด ที่ลดลงถึง -25% เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2562-65 โดยมีสาเหตุมาจาก

1) การเพิ่มขึ้นของรถยึด ทำให้จำนวนรถยนต์มือ 2 ในตลาดมีมากขึ้น โดยในปี 2566-67 มีจำนวนรถถูกยึดเฉลี่ยสูงถึง 24,000-25,000 คัน/เดือน ซึ่งเป็นระดับที่สูงผิดปกติ3 เมื่อเทียบกับภาวะปกติที่มีจำนวนรถถูกยึดราว 12,500-15,000 คัน/เดือน4

2) การแข่งขันด้านราคาของรถยนต์ใหม่ป้ายแดงที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม BEV ที่ปรับราคาขายลง -11% ถึง -35% จากราคา ณ วันเปิดตัว โดยหากย้อนดูกรณีศึกษาในตลาดจีน พบว่าผลของการดัมพ์ราคารถยนต์ใหม่จะกดดันให้เต็นท์รถต้องปรับราคาขายบางรุ่นลงถึงกว่า 30-40%5
ราคารถยนต์มือ 2 ที่ปรับตัวลง กดดันให้ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือ 2 มีอัตรากำไรสุทธิที่บางลงอย่างชัดเจน จากปี 2562 ที่เคยอยู่ในระดับเกือบ 1% กลับปรับตัวลงมาอยู่ในระดับ 0.5-0.6% ในปี 2567-68
 
 
3 อ้างอิง เปิดเบื้องลึก! วงการรถยนต์ วิเคราะห์ตลาดรถมือสองฟื้น แต่ยังจมวิกฤติ?
4 อ้างอิง หนี้เสียรถยนต์พุ่ง ถูกยึด 3 แสนคันต่อปี
5 อ้างอิง Exposing China’s ‘zero-kilometre used cars

แม้ธุรกิจจะกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านแต่ ทำไมผู้ประกอบการบางรายถึงมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่น?

แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจเต็นท์รถมือ 2 จะเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่ยังมีผู้ประกอบการ 11 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 4.2% ที่สามารถรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างโดดเด่น (สะท้อนจากการมีรายได้ที่เติบโตต่อเนื่อง และมีกำไรสุทธิเป็นบวก 3 ปีติดต่อกัน) ซึ่งสามารถแยกตามขนาดธุรกิจได้ดังนี้

 
• ธุรกิจขนาดใหญ่ (รายได้มากกว่า 500 ล้านบาท) มีผู้ประกอบการ Performance ดี 2 บริษัท จาก 8 บริษัท  คิดเป็นสัดส่วน 25%
 
• ธุรกิจขนาดกลาง (รายได้ 100-500 ล้านบาท) มีผู้ประกอบการ Performance ดี 4 บริษัท จาก 69 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 5.8%
 
• ธุรกิจขนาดเล็ก (รายได้ 10-100 ล้านบาท) มีผู้ประกอบการ Performance ดี 5 บริษัท จาก 186 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 2.7%

แล้วทำไมผู้ประกอบการบางรายถึงยังสามารถ maintain ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นได้อย่างต่อเนื่องล่ะ? 

จากการวิเคราะห์งบการเงินของธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือ 2 ในช่วงปี 2565-67 Krungthai COMPASS พบว่า Key Characteristic ของผู้ประกอบการที่โดดเด่นคือการมี “ระยะเวลาขายที่เร็ว-ถือครองสต็อกให้สั้น” ให้สามารถกำหนดราคาขายและควบคุมต้นทุนการถือรถยนต์ในสต็อกซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถในการทำกำไร (สะท้อนผ่าน ROE) และสุขภาพทางการเงิน (สะท้อนผ่าน ICR) ที่โดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจ

 
“Speed over Stock” เพราะระยะเวลาขายที่นานขึ้นทุกๆ 30 วันจะทำให้ GPM ลดลงเกือบ 2%  

เมื่อพิจารณางบการเงินของธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือ 2 Krungthai COMPASS พบว่าผู้ประกอบการที่สามารถขายรถได้เร็ว-ถือครองสต็อกสั้น มักจะมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนซึ่งนำไปสู่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่สูงกว่าเห็นได้จากกราฟความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของระยะเวลาขายรถยนต์และ GPM ที่ชี้ให้เห็นว่าหากผู้ประกอบการมีระยะเวลาขายรถยนต์ที่นานขึ้นทุกๆ 30 วัน จะส่งผลให้ธุรกิจมี GPM ลดลงราว 2% แต่ในทางกลับกันหากสามารถปล่อยรถได้เร็วขึ้น ก็มีแนวโน้มที่ GPM จะสูงขึ้นตามไปด้วย

สาเหตุที่ระยะเวลาขายที่นานขึ้นส่งผลให้ผู้ประกอบการมี GPM ลดลง มาจากหลายปัจจัย อาทิ การต้องปรับราคาขายลงตามราคาตลาดเมื่อค่ายรถยนต์มีการออกหรือปรับโฉมรุ่นใหม่ นอกจากนี้ การถือครองรถยนต์เป็นระยะเวลานานยังทำให้เกิดต้นทุนแฝงเพิ่มเติม ทั้งต้นทุนซ่อมบำรุง ต้นทุนทางการเงินสำหรับการซื้อรถซึ่งล้วนทำให้เต็นท์รถมีต้นทุนสูงขึ้น
 
เต็นท์รถยนต์ที่ Performance ดีมีระยะเวลาขายเร็วกว่าค่าเฉลี่ยราว 30 วันนำไปสู่ผลการดำเนินงานที่ดีกว่ารายอื่นๆ

จากที่ได้กล่าวมาว่าหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจเต็นท์รถคือ “ขายให้เร็ว-ถือครองสต็อกให้สั้น” ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่พบเห็นได้ในงบการเงินของผู้ประกอบการที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น

Krungthai COMPASS พบว่าธุรกิจเต็นท์รถยนต์ที่มี Performance โดดเด่นต่อเนื่องในรอบ 3 ปี (ปี 2565-67) จะมีระยะเวลาขายเฉลี่ย 95 วัน เร็วกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจอยู่ถึง 26 วัน ความแตกต่างดังกล่าวนำไปสู่ตัวชี้วัดอื่นๆ ทั้งความสามารถในการสร้างผลตอบแทนและสุขภาพทางการเงินของบริษัทที่โดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจ

โดยกลุ่มเต็นท์รถที่ Performance ดีมี ROE เฉลี่ย 8.3% และ ICR เฉลี่ย 3.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจที่ 4.8% และ 1.9 เท่าอย่างมีนัย
 
 
มองไปข้างหน้า “ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือ 2” จะมีแนวโน้มอย่างไร?

Krungthai COMPASS คาดว่ามูลค่าธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือ 2 ในปี 2569 (ประเมินจากผลรวมรายได้ของผู้ประกอบการ) จะอยู่ที่ราว 32.6 พันล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2564-66 อยู่ถึง -9% 

โดยในปี 2569 ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือ 2 ยังต้องเผชิญความท้าทายต่อเนื่อง ทั้งจาก 1) ดีมานด์ที่ถูกกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นอย่างจำกัด และหนี้ครัวเรือนสูง จะเป็นแรงกดดันสำคัญต่อกำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค และยังต้องเผชิญ 2) แรงกดดันด้านราคารถยนต์มือ 2 ที่ยังคงมีอยู่ แม้ราคารถยนต์มือ 2 จะเริ่มผ่อนคลาย จากจำนวนรถถูกยึดที่ลดลง อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามจำนวนรถยนต์มือ 2 ที่ไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้นในบางกลุ่ม โดยเฉพาะรถบรรทุกที่ไหลเข้าสู่ลานประมูลและเต็นท์รถมือ 2 เพิ่มกว่า 25-30% จากการทยอยปลดระวางรถอายุ 5–7 ปี6 ส่งผลให้ราคาขายรถยนต์มือ 2 อาจเผชิญข้อจำกัดในการปรับราคาขายเพิ่ม 

จากแนวโน้มข้างต้นจึงนำไปสู่คำถามว่า “ภาคธุรกิจควรปรับตัวอย่างไร เพื่อรับมือกับความท้าทายทั้งด้านดีมานด์-ราคา?” โดยเรามองว่า 2 แนวทางที่ภาคธุรกิจใช้ในการรับมือกับความท้าทาย ได้แก่

 
1. ปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับดีมานด์ตลาด ทั้งในมิติของแบรนด์ และ Segment อาทิ Pick-up SUV/PPV ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสภาพคล่องสูง จากการเป็นที่นิยมในตลาดรถยนต์มือ 2/7 จะช่วยให้ระบายสต็อกได้อย่างสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงด้านราคาขาย และลดต้นทุนแฝงที่เกี่ยวข้อง ในทางกลับกัน หากเต็นท์รถรายใดมีสัดส่วนการถือครองรถยนต์ในกลุ่มที่มีการแข่งขันด้านราคาสูง หรือรถที่มีค่าเสื่อมราคาลดลงเร็ว เช่น BEV อาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้าน Price Gap มากกว่ากลุ่มอื่น

2. ต่อยอดโมเดลธุรกิจ อาทิ พัฒนาไปสู่โมเดลรับฝากขาย (Consignment) เพื่อลดความเสี่ยงจากการแบกรับสต็อกไว้เอง และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต รวมไปถึงขยายช่องทางขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงลูกค้า ลดระยะเวลาการขาย และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่กว้างขึ้น

6 อ้างอิง ผ่าตลาดรถบรรทุกมือสองปี 2569
7 อ้างอิง แนวโน้มตลาดรถมือสองปี 2026 รุ่นน่าจับตา และทิศทางตลาดไทย

Summary

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์มือ 2 เผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งจาก 1) ยอดขายที่ลดลง -22% จาก 4.06 แสนคันในปี 2566 มาอยู่ที่ 3.17 แสนคัน ในปี 2568 จากปัญหาด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และ 2) ราคารถยนต์มือ 2 โดยเฉลี่ยรอบ 3 ปีล่าสุดที่ลดลงถึง -25% เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2562-65) ซึ่งเข้ามากดดันให้อัตรากำไรสุทธิ (NPM) ของธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือ 2 หายไปเกือบครึ่งหนึ่ง จากที่เคยอยู่ในระดับเกือบ 1% ในปี 2562 ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 0.5-0.6% ในปี 2567-68

ท่ามกลางความท้าทาย ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่รักษาผลการดำเนินงานได้โดดเด่น โดย Key Characteristic คือ การมี “Speed over Stock” โดยพบว่า ระยะเวลาขายรถยนต์ที่เร็วขึ้น (ลดลง) ทุกๆ 30 วัน จะทำให้ผู้ประกอบการมี GPM เพิ่มขึ้น (ลดลง) ราว 2%

ทั้งนี้ เต็นท์รถยนต์ที่ Performance ดี จะมีระยะเวลาขายเฉลี่ย 95 วัน เร็วกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจอยู่ถึง 26 วัน  ความแตกต่างดังกล่าวนำไปสู่ตัวชี้วัดอื่นๆ ทั้งความสามารถในการทำกำไร (สะท้อนผ่าน ROE) และสุขภาพทางการเงิน (สะท้อนผ่าน ICR) ที่โดดเด่นกว่า โดยกลุ่มเต็นท์รถที่ Performance ดี มี ROE เฉลี่ย 8.3% และ ICR เฉลี่ย 3.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจที่ 4.8% และ 1.9 เท่า อย่างมีนัย

ในปี 2569 Krungthai COMPASS ประเมินว่ารายได้รวมของตลาดเต็นท์รถยนต์มือ 2 จะอยู่ในระดับ 32.6 พันล้านบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2564-66) ราว -9% จากแรงกดดันด้านดีมานด์ และระดับราคารถยนต์มือ 2 ที่ยังมีอยู่ 

ตัวอย่างแนวทางที่ภาคธุรกิจใช้ในการรับมือกับความท้าทาย คือ “ปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับดีมานด์ในตลาด” เพื่อช่วยให้ระบายสต็อกได้อย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงด้านราคาขาย และลดต้นทุนแฝงที่เกี่ยวข้อง เช่น ต้นทุนซ่อมบำรุง ต้นทุนทางการเงินสำหรับการซื้อรถ และ “เพิ่มและต่อยอดโมเดลธุรกิจ” ทั้งการพัฒนาไปสู่โมเดลรับฝากขาย รวมถึงขยายช่องทางขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการแบกรับสต็อกไว้เอง เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่กว้างขึ้น

วีระยา ทองเสือ
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 04 มี.ค. 2569 เวลา : 16:38:08
05-03-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 6 มี.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนบรมราชชนนี

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (4 มี.ค.69) รูดระนาว ลบ 81.90 จุด ดัชนี 1,384.61 จุด

3. SET ดิ่งลง 8% ตลท.ประกาศ "เซอร์กิตเบรกเกอร์" หยุดการซื้อขายหุ้นตั้งแต่ 12.21 น. ปิดภาคเช้า ลบ 117.52 จุด ดัชนี 1,348.99 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำแกว่งตัว Sideway แนวรับ 5,100-5,000 เหรียญ แนวต้าน 5,300-5,400 เหรียญ

5. อุตุฯ เตือน!! ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก ระวัง "พายุฤดูร้อน" วันนี้

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (3 มี.ค.69) ร่วง 187.90 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่า-กังวลสงครามหนุนเงินเฟ้อสูง-ลดโอกาสเฟดลดดบ.

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (3 มี.ค.69) ร่วง 403.51 จุด หวั่นตะวันออกกลางตึงเครียดยืดเยื้อหนุนเงินเฟ้อพุ่ง

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.60-31.90 บาท/ดอลลาร์

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (4 มี.ค.69) ร่วงแรง 1,550 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 78,500 บาท

10. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (4 มี.ค.69) ร่วงแรง 62.17 จุด ดัชนี 1,404.34 จุด

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (4 มี.ค.69) อ่อนค่าลง ที่ระดับ 31.64 บาทต่อดอลลาร์

12. ประกาศ กปน.: 11 มี.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำราษฎร์บูรณะ

13. ประกาศ กปน.: 5 มี.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนราชปรารภ

14. ตลาดหุ้นไทยปิด (2 มี.ค.69) ลบ 61.75 จุด ดัชนี 1,466.51 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำเกิดสัญญาณ Breakout หลังราคาทะลุกรอบสะสมเดิม บริเวณ 4,900-5,000 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ March 5, 2026, 4:46 am