
ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา หลายคนอาจเริ่มเห็นภาพที่รถต่อคิวเติมน้ำมันยาวตามปั๊ม ข่าวราคาน้ำมันผันผวน และคำถามที่เริ่มเกิดขึ้นมาในสังคมว่า “น้ำมันจะขาดแคลนหรือไม่” เบื้องหลัง ความกังวลเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ในประเทศ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบพลังงานของโลก
แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นห่างจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร แต่ผลกระทบของมันสามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรมาถึงเราได้อย่างรวดเร็ว เพราะพลังงาน โดยเฉพาะ “น้ำมันดิบ” คือเส้นเลือดของเศรษฐกิจโลก และเมื่อเส้นเลือดนั้นถูกคุกคาม ตลาดพลังงานทั่วโลกก็เริ่มสั่นสะเทือนทันที ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าสงครามจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือ “ถ้าเกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะรับมือได้มากแค่ไหน?”
ทำไมความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านถึงกระทบทั้งโลก
หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก คือ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือแคบ ๆ ระหว่างอิหร่านกับโอมาน แต่กลับมีบทบาทมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลก ด้วยปริมาณน้ำมันประมาณ 20% ของการค้าพลังงานโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ หรือกล่าวอีกแบบ คือ ทุก ๆ น้ำมัน 5 บาร์เรลที่ถูกขนส่งทางทะเลทั่วโลก จะมี 1 บาร์เรลผ่านจุดนี้ หากสถานการณ์ที่สหรัฐโจมตีอิหร่านเกิดความรุนแรงจนถึงขนาดต้องปิดเส้นทางเดินเรือ มีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน หรือความเสี่ยงทางทหารอื่น ๆ ที่ทำให้บริษัทขนส่งหยุดเดินเรือ ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งขึ้นทันที เนื่องจากระบบขนส่งถูกคุกคาม
และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทย เพราะโครงสร้างพลังงานของประเทศไทยมีลักษณะสำคัญข้อหนึ่ง คือ การพึ่งพาการนำเข้า ประเทศไทยนำเข้าพลังงานประมาณ 80–90% ของความต้องการทั้งหมด โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ใช้ในระบบขนส่งและอุตสาหกรรม โดยน้ำมันที่ไทยนำเข้าจำนวนมากมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, คูเวต และ กาตาร์ ซึ่งล้วนอยู่ในภูมิภาคเดียวกับเส้นทางขนส่งที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หมายความว่า หากเส้นทางพลังงานในภูมิภาคนั้นสะดุด แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในสงครามโดยตรง แต่ผลกระทบก็สามารถเดินทางมาถึงเศรษฐกิจไทยได้ผ่าน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านอุปทาน
โดยหลังจากเกิดกระแสกังวลในช่วงที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับประมาณ 61 วัน ตัวเลขนี้หมายถึงไทยเรายังมีน้ำมันที่เก็บอยู่ในคลังและโรงกลั่นภายในประเทศ, น้ำมันที่อยู่ในสต็อกของบริษัทพลังงาน และน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือมายังประเทศไทย ที่ประเมินได้ว่า หากไม่มีการนำเข้าน้ำมันเพิ่มเลย ประเทศไทยยังสามารถใช้น้ำมันที่มีอยู่ได้ประมาณสองเดือน ที่อาจตีความได้ว่าเป็นเวลาเผื่อสำหรับปรับตัวและหาซัพพลายใหม่ ไม่ใช่หลักประกันว่าประเทศจะปลอดภัยจากวิกฤตพลังงานในระยะยาว เพราะหากพิจารณาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยมีจุดเปราะบางบางประการที่ทำให้ไวต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ดังนี้
1. การพึ่งพาการนำเข้าสูง
เมื่อประเทศต้องนำเข้าพลังงานถึง 80–90% ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภายนอกจึงสูงกว่าประเทศที่ผลิตพลังงานเองได้มาก เช่น สหรัฐ หรือ ซาอุดีอาระเบีย หากเกิดความปั่นป่วนในตลาดโลก ประเทศที่นำเข้าจะได้รับผลกระทบก่อน
2. ไม่มีคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่
หลายประเทศพัฒนาแล้วมีสิ่งที่เรียกว่า Strategic Petroleum Reserve (SPR) ซึ่งเป็นคลังน้ำมันขนาดมหึมาที่รัฐเก็บไว้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน (สงครามหรือวิกฤต) เช่น สหรัฐมีน้ำมันสำรองหลายร้อยล้านบาร์เรล หรือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มีน้ำมันสำรองเพียงพอเกือบ 200 วัน ในขณะที่ประเทศไทยใช้ระบบสำรองผ่านสต็อกของบริษัทพลังงานและโรงกลั่นเป็นหลัก จึงมีระยะสำรองที่สั้นกว่า
3. เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการขนส่งสูง
โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานโดยตรง เช่น การท่องเที่ยว, โลจิสติกส์, การขนส่งสินค้า และ อุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้น้ำมันจำนวนมากผ่านรถยนต์, รถบรรทุก, เครื่องบิน และเรือขนส่ง เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้น ต้นทุนของเศรษฐกิจทั้งระบบก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
4. ไทยอยู่ปลายทางของเส้นทางพลังงานโลก
น้ำมันจากตะวันออกกลางต้องเดินทางผ่านหลายจุดสำคัญก่อนจะถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ, มหาสมุทรอินเดีย หรือช่องแคบมะละกา หากจุดใดจุดหนึ่งในเส้นทางนี้มีปัญหา ประเทศที่อยู่ปลายทางของห่วงโซ่อุปทานอย่างไทยจะได้รับผลกระทบก่อน
แล้วไทยเสี่ยงแค่ไหน?
แม้ประเทศไทยจะมีจุดเปราะบางบางประการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิกฤตน้ำมันจะเกิดขึ้นทันที เนื่องด้วยระบบพลังงานโลกมีการกระจายแหล่งผลิตมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และตลาดน้ำมันมีความยืดหยุ่นสูง ประเทศต่าง ๆ สามารถปรับเส้นทางการนำเข้าได้บางส่วน อีกทั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยเริ่มแก้เกมบางอย่างด้วยการผลักดันรถยนต์ EV, การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ หรือ การใช้เชื้อเพลิงที่ทำจากพืชหรือชีวมวลมาผสมกับน้ำมัน Biofuel (E20 / B20) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ ก็ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องคิดใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต ที่ต้องหาทางปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศใหม่ รวมถึงการคิดวิธีว่าจะสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นพอสำหรับโลกที่ไม่แน่นอนขึ้นทุกวันได้อย่างไรต่อไป
ข่าวเด่น