เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ "ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อ คาดกระทบเศรษฐกิจไทยกว่า 0.6%"


สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง


วิกฤตการณ์จากการโจมตี "Operation Epic Fury" เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 นำไปสู่การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่านและการตอบโต้ทางทหารอย่างรุนแรงทั่วภูมิภาค ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญ ซึ่งกระทบต่ออุปทานพลังงานและส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันของการผลิตปิโตรเคมีขั้นกลางและขั้นปลายตามมา นอกจากนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังสร้างภาวะชะงักงันต่อเส้นทางขนส่งพลังงานหลักที่ยากจะทดแทนได้

ด้านโลจิสติกส์ สายการเดินเรือยักษ์ใหญ่ได้ระงับเส้นทางผ่านคลองสุเอซและเปลี่ยนไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทน ขณะที่การปิดน่านฟ้าและความเสียหายต่อบางสนามบินโดยเฉพาะในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้สายการบินต้องยกเลิกหรือบินอ้อมเส้นทาง และส่งผลให้ค่าโดยสารเครื่องบินดีดตัวสูงขึ้นถึง 4-5 เท่าจากสภาวะปกติ

ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนเป็นความเสี่ยงขั้นต้นของเศรษฐกิจไทย

ตลาดน้ำมันโลกตอบสนองต่อวิกฤตการณ์อย่างรุนแรง โดยในวันที่ 3 มี.ค. 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จากเดิมที่ระดับ 70 ดอลลาร์ฯ ขณะที่ราคา LNG ในยุโรปกระโดดสูงขึ้นกว่า 40% และตลาดเอเชีย (JKM) ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 20% ภายในวันเดียว ผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการหยุดชะงักของโรงกลั่นสำคัญ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมิน 3 ฉากทัศน์ตามความยืดเยื้อของสถานการณ์ ดังนี้

 
เศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงจากความเปราะบาง 4 ด้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งจบเร็วภายใน 1 เดือน (กรณี 1) ผลกระทบต่อไทยจะอยู่ในวงจำกัด โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับจะลดลงมาอยู่ที่ 60-70 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ราว 65 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล และส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.2% และเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.1% เนื่องจากกระทบต้นทุนพลังงาน ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกในระยะสั้นเท่านั้น

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน (กรณี 2) ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่ามีโอกาสเกิดมากขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.6% และผลักดันเงินเฟ้อทั่วไปให้ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% จากกรณีฐานเดิม โดยผลกระทบจะผ่านทางช่องทางดังนี้

1) การพึ่งพาพลังงานสูง: ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 70% โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่กว่า 60% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนภายในประเทศ ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่ ขีดความสามารถของภาครัฐในการพยุงราคามีจำกัด เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ เพิ่งเริ่มฟื้นตัวและ กฟผ. ยังมีภาระหนี้ค้างชำระสูงเกือบ 5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) จำกัดกว่าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนมาก

สำหรับธุรกิจที่มีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานในการผลิตสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม หรือมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานราว 10-33% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ได้แก่ การผลิตไฟฟ้า การขนส่ง โรงแรมที่พัก ประมง สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ เหมืองแร่ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ หากราคาพลังงานในประเทศปรับตัวสูงขึ้น

 
2) ความเสี่ยงด้านการค้า: การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนราว 3-4% ของการส่งออกทั้งหมด เสี่ยงชะงักงันรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป ที่พึ่งพาตลาดนี้สูงกว่า 10% ซึ่งต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยสงครามที่พุ่งสูงขึ้นจะกดดันให้คำสั่งซื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การส่งออกไปยังยุโรปซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 10-12% ของการส่งออกไทยทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทนเส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-15 วัน และค่าระวางเรือดีดตัวสูงขึ้น ซ้ำเติมภาคส่งออกที่เปราะบางอยู่แล้วให้เผชิญความท้าทายมากขึ้น

3) ความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว: การชะงักงันของฮับการบินในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางเชื่อมต่อและอุปสงค์จากตลาดนักท่องเที่ยวภูมิภาตตะวันออกกลางและอิสราเอล ที่คิดเป็นสัดส่วนราว 3-4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง และเป็นรายได้หลักของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมารับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) โดยแม้ไตรมาส 2 จะเป็นช่วง Low Season เนื่องจากตรงกับเทศกาลรอมฎอน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงช่วง High Season นอกจากนี้ ต้นทุนการบินที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและการหลีกเลี่ยงเส้นทางบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) จากยุโรปและอเมริกาที่พึ่งพาจุดเชื่อมต่อในภูมิภาคนี้มีจำนวนลดลง

4) ความเปราะบางด้านเสถียรภาพต่างประเทศ: หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 0.6-0.7% ของ GDP ซึ่งสะท้อนพื้นฐานค่าเงินบาทที่เปราะบางขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ มีแนวโน้มแข็งค่าจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยและการปรับลดโอกาสความเป็นไปได้ที่เฟดจะลดดอกเบี้ย เนื่องจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในกรอบสูงทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

ดังนั้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ค่าเงินบาทอาจผันผวนและมีความเสี่ยงอ่อนค่ามากกว่ากรณีฐานที่ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะเดียวกัน ธปท. อาจเผชิญความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงิน หากเงินเฟ้อเริ่มเร่งตัวท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะติดตามเหตุการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 04 มี.ค. 2569 เวลา : 22:36:26
05-03-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 6 มี.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนบรมราชชนนี

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (4 มี.ค.69) รูดระนาว ลบ 81.90 จุด ดัชนี 1,384.61 จุด

3. SET ดิ่งลง 8% ตลท.ประกาศ "เซอร์กิตเบรกเกอร์" หยุดการซื้อขายหุ้นตั้งแต่ 12.21 น. ปิดภาคเช้า ลบ 117.52 จุด ดัชนี 1,348.99 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำแกว่งตัว Sideway แนวรับ 5,100-5,000 เหรียญ แนวต้าน 5,300-5,400 เหรียญ

5. อุตุฯ เตือน!! ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก ระวัง "พายุฤดูร้อน" วันนี้

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (3 มี.ค.69) ร่วง 187.90 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่า-กังวลสงครามหนุนเงินเฟ้อสูง-ลดโอกาสเฟดลดดบ.

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (3 มี.ค.69) ร่วง 403.51 จุด หวั่นตะวันออกกลางตึงเครียดยืดเยื้อหนุนเงินเฟ้อพุ่ง

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.60-31.90 บาท/ดอลลาร์

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (4 มี.ค.69) ร่วงแรง 1,550 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 78,500 บาท

10. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (4 มี.ค.69) ร่วงแรง 62.17 จุด ดัชนี 1,404.34 จุด

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (4 มี.ค.69) อ่อนค่าลง ที่ระดับ 31.64 บาทต่อดอลลาร์

12. ประกาศ กปน.: 11 มี.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำราษฎร์บูรณะ

13. ประกาศ กปน.: 5 มี.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนราชปรารภ

14. ตลาดหุ้นไทยปิด (2 มี.ค.69) ลบ 61.75 จุด ดัชนี 1,466.51 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำเกิดสัญญาณ Breakout หลังราคาทะลุกรอบสะสมเดิม บริเวณ 4,900-5,000 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ March 5, 2026, 4:46 am