แบงก์-นอนแบงก์
เมย์แบงก์ จัดสัมมนา "Driving Thailand's GDP Growth" เจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจไทยและโอกาสการลงทุน


 
บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำจุดยืนการเป็น "พันธมิตรความมั่งคั่งระยะยาว" (Long-term Wealth Partner) จัดงานสัมมนา "Driving Thailand's GDP Growth" โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ร่วมเจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจไทย และถ่ายทอดมุมมองเชิงนโยบายเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยและแนวโน้มการเติบโตในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก พร้อมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแก่ลูกค้าสถาบันและนักลงทุนรายย่อย เปรียบเสมือนเข็มทิศช่วยวางกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างแม่นยำ และพร้อมรับมือกับทุกจังหวะสำคัญของตลาด

ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ยกให้ปี 2569 เป็น "ปีแห่งการลงทุน" โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายเชิงรุก เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เป็น 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 20% โดยมีฟันเฟืองสำคัญ ได้แก่ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การเร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจไทยกลับมาลงทุนในประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลเห็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.88 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 67% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ครองแชมป์มูลค่าการลงทุนสูงสุดกว่า 6.25 แสนล้านบาท หรือขยายตัวแบบก้าวกระโดดถึง 184% อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่และเป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลนับจากนี้ คือการ ผลักดันให้ยอดคำขอเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงให้ได้เร็วที่สุด โดยการเดินหน้าเชิงรุกเพื่อรักษาโมเมนตัม เร่งรัดกระบวนการอนุมัติและขออนุญาตต่างๆ ให้รวดเร็วและกระชับยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการทลายอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่เป็นคอขวดมานาน ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านพลังงานไฟฟ้า กฎหมายที่ดิน หรือใบอนุญาตทำงาน เพื่อสร้างความมั่นใจและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นธุรกิจในไทยได้จริงอย่างไร้รอยต่อ

 
สำหรับด้านการบริโภคภาคเอกชน ดร.เบญจรงค์ มองว่าโครงการ คนละครึ่ง (Co-payment) ถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 2.5 เท่า เนื่องจากเข้าไปช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในระดับฐานรากโดยตรง อีกทั้งยังมีอัตราการรั่วไหลของเม็ดเงินออกนอกประเทศในระดับต่ำ (Low leakage) เมื่อเทียบกับมาตรการลดหย่อนภาษีอื่นๆ ที่เม็ดเงินมักรั่วไหลไปกับการนำเข้าสินค้าถึง 50-60% ส่วนด้านการส่งออก ประเมินว่ามีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมคาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปีนี้จะเติบโตที่ระดับ 2% และตั้งเป้าหมายผลักดันให้ขยายตัวแตะ 3% ในระยะกลาง

ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ดร.เบญจรงค์ ระบุว่าจะดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ ลูกศร 3 ดอก โดย ลูกศรดอกแรก มุ่งเน้นการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ลูกศรดอกที่สอง คือการเร่งพัฒนาทักษะแรงงานของประเทศผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อยกระดับและปรับทักษะมุ่งเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ เบื้องต้นรัฐบาลจะนำร่องฝึกอบรมแรงงานจำนวน 100,000 คน ให้มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะ ภาษาอังกฤษ ซึ่งยังถือเป็นจุดอ่อนของแรงงานไทย นอกจากนี้ เพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ รัฐบาลจะส่งเสริมให้ประชาชนวัย 60 ปีขึ้นไปสามารถทำงานต่อได้เพื่อร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ ลูกศรดอกที่สาม คือการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายผ่านกระบวนการ Regulatory Guillotine รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ในด้านวินัยทางการคลัง รัฐบาลตั้งเป้าควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้อยู่ภายใต้กรอบไม่เกิน 70% (ปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 68%) พร้อมวางแผนทยอยปรับลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569 ลงเหลือ 2.1% ภายในปี 2573 สำหรับประเด็นด้านรายได้ภาครัฐ ดร.เบญจรงค์ ย้ำว่ายังไม่มีแผนปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากระดับ 7% ในอนาคตอันใกล้นี้ เว้นแต่เศรษฐกิจไทยจะสามารถขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งเกินกว่า 3% ขึ้นไป ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการดูแลบริหารจัดการความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากการเก็งกำไรราคาทองคำ นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศโดยไม่สร้างภาระต่องบประมาณแผ่นดินมากเกินไป รัฐบาลมีแผนจะพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายนอก การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) รวมถึงการใช้ประโยชน์จากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาช่วยสนับสนุน

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานตลาดโลก เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันถึง 90% และก๊าซธรรมชาติอีกกว่า 20% นอกจากนี้ หากความขัดแย้งยืดเยื้ออาจลุกลามไปกระทบภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางที่อาจชะลอการเดินทางจากต้นทุนค่าโดยสารเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ดร.เบญจรงค์ ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ถึง 96 วัน และยังคงนำเข้าน้ำมันได้ตามปกติ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องภาวะขาดแคลนพลังงาน แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ "ราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง" แม้ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังมีสภาพคล่องส่วนเกินราว 37,000 ล้านบาท และสามารถรองรับการขาดดุลได้สูงสุดถึง 120,000 ล้านบาทเพื่อใช้เป็นกลไกรักษาเสถียรภาพราคา แต่หากสถานการณ์วิกฤตจนกองทุนฯ ไม่สามารถกู้เงินเพิ่มเติมได้ รัฐบาลก็พร้อมพิจารณาใช้มาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน

การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ที่ต้องการก้าวข้ามบทบาทการเป็นเพียงผู้ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ สู่การเป็นคู่คิดที่พร้อมผลักดันพอร์ตการลงทุนของลูกค้าให้เติบโตตามเป้าหมายอย่างยั่งยืน โดยมุ่งหวังให้ทั้งลูกค้าสถาบันและนักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพเชิงลึก เพื่อนำไปใช้ออกแบบกลยุทธ์การลงทุนให้สอดรับกับเป้าหมาย ระดับความเสี่ยง และทิศทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้อย่างแม่นยำและมั่นใจ

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 23 มี.ค. 2569 เวลา : 19:32:56
24-03-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงกว่า 9% โดยลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,100 เหรียญ ก่อนดีดตัวกลับขึ้นมาปิดที่ระดับ 4,406 เหรียญ

2. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (23 มี.ค.69) พุ่ง 631 จุด ขานรับทรัมป์เลื่อนโจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่าน

3. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (23 มี.ค.69) ร่วง 167.60 ดอลลาร์ กังวลสงครามกดดันเฟดขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ

4. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (24 มี.ค.69) บวก 12.05 จุด ดัชนี 1,409.39 จุด

5. พยากรณ์อากาศวันนี้ (24 มี.ค.69) ประเทศไทยตอนบนอากาศร้อนตอนกลางวัน ภาคเหนือร้อนจัด โดยมีฝนฟ้าคะนองในภาคตะวันออก 20% กรุงเทพปริมณฑล และภาคอื่น 10%

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (24 มี.ค.69) ปรับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 67,800 บาท

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.45-32.75 บาท/ดอลลาร์

8. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (24 มี.ค.69) บวก 18.70 จุด ดัชนี 1,416.04 จุด

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (24 มี.ค.69) แข็งค่าขึ้นมาก ที่ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (23 มี.ค.69) ลบ 35.65 จุด ดัชนี 1,397.34 จุด

11. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงต่อเนื่อง เช้าวันนี้ลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ 4,319 เหรียญ ก่อนรีบาวด์ขึ้นมาเคลื่อนไหวบริเวณ 4,392 เหรียญ

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (23 มี.ค.69) ลบ 29.47 จุด ดัชนี 1,403.52 จุด

13. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 32.60-33.40 ติดตามบอนด์ยิลด์สหรัฐฯ

14. พยากรณ์อากาศวันนี้ (23 มี.ค.69) ประเทศไทยอากาศร้อน และมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงบางแห่งในภาคอีสาน-ภาคตะวันออก 20 % กรุงเทพปริมณฑล และภาคอื่น 10%

15. ทองเปิดตลาดวันนี้ (23 มี.ค.69) ปรับลดลง 1,850 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,400 บาท

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ March 24, 2026, 4:34 pm