เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ฟื้นตัวเปราะบางท่ามกลางความเสี่ยง จากต่างประเทศและข้อจำกัดนโยบาย


 
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งภายนอกและภายในประเทศพร้อมกัน โดยปัจจัยหลักยังคงมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอลง และข้อจำกัดเชิงนโยบายของไทยเอง ทั้งด้านการเงินและการคลัง ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มช้าลงและเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาคครัวเรือนยังเผชิญค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนสูง ภาคธุรกิจรับภาระต้นทุนเพิ่ม และภาครัฐมีความสามารถในการออกมาตรการเพิ่มเติมลดลง
 
Key Takeaways
 
• ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และยังไม่มีความชัดเจนว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเดินเรือได้ตามปกติเมื่อใด ส่งผลให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงและมีความผันผวนสูง
 
• ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2026 เหลือ 1.3% จากเดิมราว 2–2.5% พร้อมเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ อาจเกิด worst-case scenario ที่กระทบเศรษฐกิจไทยได้กว้างกว่าที่ประเมินไว้
 
• เงินเฟ้อไทยมีความเสี่ยงกลับขึ้นสู่ระดับ 3.5% จากผลของราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนอาหารที่เพิ่มขึ้น
 
• ภาครัฐเริ่มพิจารณาการกู้เงินเพิ่มเติมและการขยับเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อรองรับมาตรการช่วยเหลือและพยุงเศรษฐกิจ สะท้อนว่าความสามารถในการใช้นโยบายการคลังเริ่มลดลง
 
• เงินทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดไทย โดยเฉพาะตลาดหุ้นและพันธบัตร จากความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงานและการท่องเที่ยว
 
• ภาคธุรกิจไทยเริ่มเผชิญต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแอ

เศรษฐกิจโลก
 
เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอลงจากผลของสงคราม ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดย IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เหลือ 3.1% และเตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือราคาน้ำมันขึ้นไปอยู่ในช่วง 110–125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โลกอาจเข้าใกล้ภาวะถดถอยอีกครั้ง โดยเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีความเปราะบางสูงต่อวิกฤติพลังงานครั้งนี้ เพราะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดย IMF ประเมินว่าต้นทุนพลังงานของเอเชียคิดเป็นประมาณ 4% ของ GDP ซึ่งสูงกว่ายุโรปอย่างมีนัยสำคัญ
 
ความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไปจึงไม่ใช่เพียงการเติบโตที่ชะลอลง แต่คือภาวะ stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจโตต่ำแต่เงินเฟ้อยังสูง ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกมีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น
 
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังถือว่าเปราะบางมาก และยังไม่สามารถบอกได้ว่าการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัวเต็มที่แล้ว โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 20 เมษายน ระบุว่าการเดินเรือยังอยู่ในระดับต่ำมาก โดยในบางช่วงมีเรือผ่านเพียง 3 ลำใน 12 ชั่วโมง เทียบกับภาวะปกติที่เฉลี่ยราว 130 ลำต่อวัน ขณะที่เบี้ยประกันภัยเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2% เป็น 3% ของมูลค่าเรือ สะท้อนว่าตลาดยังมองความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงมาก
 
อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้หรือไม่ แต่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการฟื้นตัวของระบบขนส่งพลังงานโลกหลังความขัดแย้งมากกว่า เนื่องจากในอดีต แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะเริ่มคลี่คลายแล้ว ตลาดน้ำมันมักต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าปริมาณการขนส่งจะกลับมาใกล้ระดับเดิม เพราะยังมีข้อจำกัดจากเรือที่ค้างอยู่ในระบบ ค่าระวางเรือที่สูงขึ้น และความระมัดระวังของบริษัทเดินเรือทั่วโลก โดยประเด็นสำคัญที่ตลาดติดตาม ได้แก่
 
• เรือบรรทุกน้ำมันและ LNG จะกลับมาใช้เส้นทางได้เร็วเพียงใด 
• บริษัทประกันภัยทางทะเลจะคิดเบี้ยประกันในระดับใด 
• เจ้าของเรือยังมองว่ามีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีหรือยึดเรือหรือไม่ 
• เรือที่ค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียจะสามารถทยอยออกจากพื้นที่ได้เร็วเพียงใด 
• ประเทศผู้ส่งออก เช่น ซาอุฯ ยูเออี และกาตาร์ จะสามารถเพิ่มการส่งออกน้ำมันและก๊าซเพื่อชดเชยอุปทานที่หายไปได้มากน้อยเพียงใด 

เศรษฐกิจไทย
 
เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจาก shock ภายนอกมากกว่าหลายประเทศ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง มีภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลัก และยังมีหนี้ครัวเรือนสูงโดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้น้อย เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ขณะที่ความสามารถในการปรับขึ้นราคาสินค้าเริ่มจำกัดมากขึ้นจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ จึงมีความเสี่ยงที่ margin ของภาคธุรกิจจะลดลงในระยะถัดไป
 
ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2026 เหลือ 1.3% จากประมาณการ ณ เดือนธันวาคมที่ 1.5% พร้อมประเมินว่าเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นถึง 3.5% หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงและความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยภาคท่องเที่ยวเริ่มได้รับผลกระทบแล้วจากจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่ลดลงเกือบเป็นศูนย์ในเดือนมีนาคม และต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นซึ่งกระทบการเดินทางจากประเทศเพื่อนบ้าน
 
ทั้งนี้ BBL Research เห็นว่า ความเสี่ยงของภาวะ stagflation เพิ่มขึ้น กล่าวคือ หากราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP อาจเข้าสู่ภาวะหดตัวในช่วงประมาณ –0.3 ถึง –0.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วง 3.0–4.0%
 
ข้อจำกัดด้านนโยบาย

โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คือการที่ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังมีข้อจำกัดมากขึ้นในการประคับประคองเศรษฐกิจ โดย ธปท. ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้มากนัก หากเงินเฟ้อเริ่มกลับมาเร่งตัวจากราคาพลังงาน ขณะที่ภาครัฐเองก็เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง หลังหนี้สาธารณะของไทยเข้าใกล้กรอบ 70% ของ GDP มากขึ้น 
 
รัฐบาลจึงเริ่มพิจารณาทั้งการกู้เงินเพิ่มเติมราว 5 แสนล้านบาท และการขยับเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปที่ 75% ของ GDP เพื่อสร้างพื้นที่สำหรับมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงาน ค่าครองชีพ และการพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การใช้นโยบายการคลังเพิ่มเติมจะช่วยได้ในระยะสั้น แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาวเช่นกัน
 
Market Implications
 
ภาพรวมตลาดยังอยู่ในลักษณะระมัดระวังแบบเลือกกลุ่มลงทุน (selective risk-off) กล่าวคือ เงินทุนยังไม่ได้ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด แต่จะเลือกถือเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงานสูง หรือมีรายได้ค่อนข้างมั่นคงและสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ดี
 
ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มระมัดระวังต่อไทยมากขึ้น เพราะไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานค่อนข้างมาก ทั้งในด้านต้นทุนการนำเข้า การท่องเที่ยว และดุลบัญชีเดินสะพัด ส่งผลให้ตลาดไทยมีความเสี่ยงเผชิญแรงขายจากต่างชาติและความผันผวนของกระแสเงินทุนมากกว่าหลายตลาดในภูมิภาค
 
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันกลับลงแรงจากการเปิดฮอร์มุซจริง กลุ่มที่เคย outperform จากสงคราม เช่น พลังงานและโรงกลั่น อาจเผชิญแรงขายเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่กลุ่มสายการบิน ท่องเที่ยว โรงแรม และค้าปลีก อาจกลับมาเป็นผู้นำตลาดระยะสั้นเหมือนที่เกิดขึ้นในยุโรปและสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 17 เมษายน หลังตลาดเชื่อว่าช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง
 
สิ่งที่ต้องติดตาม
• สถานการณ์ตะวันออกกลางและความสามารถในการกลับมาเปิดการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 
• ท่าทีของ ธปท. ในการประชุม กนง. วันที่ 29 เมษายน ว่าจะให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว หรือแรงกดดันเงินเฟ้อมากกว่ากัน
• รายละเอียดของมาตรการกู้เงินและการขยับเพดานหนี้สาธารณะ 
• ทิศทาง Fund Flow ต่างชาติในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 21 เม.ย. 2569 เวลา : 12:16:17
22-04-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 28 เม.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำลาดพร้าว

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (21 เม.ย.69) บวก 1.65 จุด ดัชนี 1,483.50 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (21 เม.ย.69) บวก 2.14 จุด ดัชนี 1,483.99 จุด

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.85 - 32.15 บาท/ดอลลาร์

5. MTS Gold คาดราคาทองคำปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น และยังคงทรงตัวบริเวณ 4,800 เหรียญ หลังจากก่อนหน้าปรับตัวลงไปบริเวณ 4,750 เหรียญ

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (20 เม.ย.69) ร่วง 50.80 ดอลลาร์ กังวลสงครามสหรัฐ-อิหร่านยืดเยื้อ

7. ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (21 เม.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 32.01 บาทต่อดอลลาร์

8. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (20 เม.ย.69) ลบ 4.87 จุด กังวลอิหร่าน-สหรัฐฯกลับมาตึงเครียด

9. พยากรณ์อากาศวันนี้ (21 เม.ย.69) ประเทศไทยตอนบนฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ภาคตะวันออก ฝน 30% ภาคอีสาน-ภาคใต้ 20% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง 10%

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (21 เม.ย.2569) ปรับขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,800 บาท

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (21 เม.ย.69) บวก 1.94 จุด ดัชนี 1,483.79 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (20 เม.ย.69) ลบ 0.60 จุด ดัชนี 1,481.85 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (20 เม.ย.69) ลบ 2.60 จุด ดัชนี 1,479.85 จุด

14. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 31.80 - 32.35 ผันผวนตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

15. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (20 เม.ย. 69 ) ลบ 3.50 จุด ดัชนี 1,478.95 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 22, 2026, 10:23 am