เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
KKP Research หั่นเป้า GDP ปี 2569 เหลือ 1.3% เซ่นพิษสงครามยืดเยื้อ เตือนไทยเตรียมรับมือภาวะ Stagflation


 
สรุปประเด็นสำคัญ:
 
• ปรับลดเป้า GDP: KKP Research ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ในกรณีฐาน (ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 92.5 ดอลลาร์/บาร์เรล) เหลือ 1.3% จากเดิม 1.8% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 3.0% จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ 
 
• ความเสี่ยง Stagflation: ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจให้ชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อ ผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ นักท่องเที่ยวลดลงเหลือ 31.2 ล้านคน การส่งออกถูกกดดัน กำลังซื้อฐานรากหดตัว และหนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน 70% 
 
• ทิศทางดอกเบี้ย: คาด กนง. คงดอกเบี้ยในช่วงที่ราคาน้ำมันยังสูง ก่อนปรับลดสู่ 0.75% ในปลายปีเพื่อพยุงเศรษฐกิจ 
 
• สถานการณ์มีความไม่แน่นอนยังสูง: ในกรณีเลวร้าย ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นกว่ากรณีฐาน เสี่ยงดันเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย พร้อมกับปัญหาขาดแคลนพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์
 
สงครามระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อเกินคาดกำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง KKP Research ประเมินว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือภาวะ "Stagflation" หรือสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อที่พุ่งสูง คล้ายกับวิกฤตการณ์ในช่วงทศวรรษ 1970
 
ในฐานะที่ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และพึ่งพารายได้จากภาคท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าหลายประเทศ KKP Research จึงปรับลดประมาณการ GDP ปี 2569 ในกรณีฐานลงเหลือ 1.3% จากเดิม 1.8% และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปเป็น 3.0% จากเดิม 0.2% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยที่ 92.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
 
ประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบจากสงคราม KKP Research ประเมินฉากทัศน์หลัก 3 กรณี ดังนี้:
 
• กรณีฐาน (Base Case): คาดสงครามคลี่คลายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 92.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนจะปรับลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์/บาร์เรลภายในสิ้นปี 2570
 
• กรณีคลี่คลายเร็ว (โอกาสเกิดน้อย): ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยที่ 77.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะมีไม่มากและใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้
 
• กรณีรุนแรง : ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 130 ดอลลาร์/บาร์เรล และพุ่งทะลุจุดสูงสุดเกิน 150 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ ภาวะถดถอย (Recession) 
 
ทั้งนี้ ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซ LNG เพราะเส้นทางขนส่งตะวันออกกลางยังมีผลต่อ การขาดแคลนปุ๋ย (กระทบผลผลิตการเกษตร), วัตถุดิบปิโตรเคมี (กระทบภาคอุตสาหกรรมพลาสติกและสิ่งทอ) และ ฮีเลียม (จำเป็นต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของโลก)
รับมือ Stagflation แบบไร้กันชน กระทบหนัก 4 ช่องทาง 
 
เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงหลังโควิดปี 2565 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปี 2565 ยังมีอุปสงค์คงค้าง (Pent-up demand) เป็นตัวรองรับ วันนี้พื้นฐานทางการเงินของครัวเรือนอ่อนแอลงมาก และต้องรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงผ่าน 4 ช่องทางพร้อมกัน:
 
1. ภาคการท่องเที่ยวซบเซา: ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นที่ลดลง ทำให้ KKP Research ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ลงเหลือ 31.2 ล้านคน (จากเดิม 35.1 ล้านคน) ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และการขนส่ง
 
2. การส่งออกเผชิญแรงกดดัน: จากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น, อุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอลงในตลาดคู่ค้าหลัก (สหรัฐฯ จีน ยุโรป ญี่ปุ่น) และความเสี่ยงจากการสอบสวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ
 
3. กำลังซื้อครัวเรือนหดตัว: ราคาพลังงาน (คิดเป็น 14% ของตะกร้าการบริโภค) ที่พุ่งสูงขึ้นจากการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล จะกดดันกำลังซื้ออย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
 
4. หนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน: รัฐบาลมีพื้นที่ทางนโยบายการคลังจำกัด การเติบโตของ GDP ที่ต่ำลงและการอุดหนุนเพื่อลดภาระประชาชน อาจดันให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ทะลุเพดาน 70% เร็วขึ้น
 
คาด กนง. ไม่ขึ้นดอกเบี้ย เล็งหั่นดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจปลายปี 
 
แม้ในภาวะ Stagflation ธนาคารกลางทั่วโลกมักตัดสินใจลำบาก แต่ KKP Research ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินนโยบายไปในทางผ่อนคลายมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากบริบทเงินเฟ้อของไทยเพิ่งพ้นจากภาวะติดลบ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อพุ่งสูงต่อเนื่องมีน้อยกว่าในปี 2565
 
คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และมีโอกาส ปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมลงสู่ระดับ 0.75% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2569 เพื่อพยุงกำลังซื้อที่อ่อนแอ ก่อนจะปรับขึ้นกลับสู่ 1.0% ในปี 2570
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 21 เม.ย. 2569 เวลา : 12:29:39
22-04-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 28 เม.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำลาดพร้าว

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (21 เม.ย.69) บวก 1.65 จุด ดัชนี 1,483.50 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (21 เม.ย.69) บวก 2.14 จุด ดัชนี 1,483.99 จุด

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 31.85 - 32.15 บาท/ดอลลาร์

5. MTS Gold คาดราคาทองคำปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น และยังคงทรงตัวบริเวณ 4,800 เหรียญ หลังจากก่อนหน้าปรับตัวลงไปบริเวณ 4,750 เหรียญ

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (20 เม.ย.69) ร่วง 50.80 ดอลลาร์ กังวลสงครามสหรัฐ-อิหร่านยืดเยื้อ

7. ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (21 เม.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 32.01 บาทต่อดอลลาร์

8. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (20 เม.ย.69) ลบ 4.87 จุด กังวลอิหร่าน-สหรัฐฯกลับมาตึงเครียด

9. พยากรณ์อากาศวันนี้ (21 เม.ย.69) ประเทศไทยตอนบนฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ภาคตะวันออก ฝน 30% ภาคอีสาน-ภาคใต้ 20% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง 10%

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (21 เม.ย.2569) ปรับขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,800 บาท

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (21 เม.ย.69) บวก 1.94 จุด ดัชนี 1,483.79 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (20 เม.ย.69) ลบ 0.60 จุด ดัชนี 1,481.85 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (20 เม.ย.69) ลบ 2.60 จุด ดัชนี 1,479.85 จุด

14. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 31.80 - 32.35 ผันผวนตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

15. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (20 เม.ย. 69 ) ลบ 3.50 จุด ดัชนี 1,478.95 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 22, 2026, 10:23 am