• โลกกำลังเผชิญความขัดแย้งทางอาวุธที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
• ต้นทุนของสงครามหนักกว่าวิกฤตการเงิน และลากยาวเป็นสิบปี
• สงครามส่งผ่านช็อกสู่เศรษฐกิจทั้งฝั่งอุปทาน อุปสงค์ การค้า การลงทุน และตลาดการเงิน
• ความเสียหายไม่ได้หยุดเมื่อการสู้รบยุติ แต่ทิ้งบาดแผลไว้ต่อศักยภาพการเติบโตอีกหลายปี
• ประเทศที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สู้รบก็ยังได้รับผลกระทบผ่านพลังงาน การค้า โลจิสติกส์ และความเชื่อมั่น
• ทางออกของไทยคือ นโยบายที่ประสานกันเพื่อลดความไม่แน่นอนและพยุงความเชื่อมั่น
ในช่วงที่ความตึงเครียดโลกเพิ่มสูงขึ้น สงครามไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตมนุษยธรรม แต่เป็นวิกฤตเศรษฐกิจมหภาคเต็มรูปแบบด้วย ความขัดแย้งยุคใหม่จำนวนมากเกิดขึ้นภายในรัฐหรือเกิดในภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับระบบพลังงาน การค้า และการเงินโลก ทำให้ผลกระทบลามออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน คู่ค้า และตลาดการเงินทั่วโลก
สิ่งที่ทำให้สงครามต่างจากวิกฤตทั่วไป คือมันไม่ได้กระทบเพียงด้านเดียว แต่ทำลายพร้อมกันทั้งอุปทาน อุปสงค์ ความเชื่อมั่น การลงทุน และศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
สงครามไม่ได้จบแค่วันที่เสียงปืนเงียบ: ต้นทุนของสงครามหนักกว่า ‘วิกฤตการเงิน’ และลากยาวเป็นสิบปี
สงครามมักทำให้เศรษฐกิจหดตัวทันทีตั้งแต่ช่วงแรกของความขัดแย้ง เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ธุรกิจปิดตัว การเดินทางสะดุด และความเชื่อมั่นทรุดลงพร้อมกัน
World Economic Outlook ล่าสุดของ IMF ชี้ว่า ประเทศที่เผชิญความขัดแย้งรุนแรง GDP มักหดตัวราว 3% ตั้งแต่ปีแรก และความสูญเสียสะสมอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 7% ภายใน 5 ปี ที่สำคัญ ผลกระทบจากสงครามมักรุนแรงกว่าวิกฤตการเงินหรือภัยพิบัติรุนแรง และความเสียหายทางเศรษฐกิจยังคงอยู่แม้ผ่านไปกว่าทศวรรษ
สงครามส่งผ่านช็อกสู่เศรษฐกิจทั้งอุปสงค์และอุปทาน
ฝั่งอุปทาน สงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐาน กระทบพลังงาน การขนส่ง การสื่อสาร และกำลังแรงงาน ขณะที่ฝั่งอุปสงค์ก็อ่อนแรงลงจากรายได้ ความเชื่อมั่นที่ลดลง และความเสี่ยงที่สูงขึ้น จนทั้งการบริโภคและการลงทุนชะลอตัวพร้อมกัน นอกจากนี้ งบประมาณที่ต้องเบนไปสู่ความมั่นคงยิ่งทำให้ความสามารถของภาครัฐในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจสะดุดเป็นวงกว้าง
สงครามจึงเป็นช็อกที่เชื่อมโยงทั้งอุปสงค์และอุปทาน เพราะเมื่อสองด้านนี้อ่อนแรงพร้อมกัน เศรษฐกิจจึงฟื้นตัวได้ยากกว่าวิกฤตทั่วไป
สิ่งที่เจ็บที่สุดคือการลงทุน การค้า และรายได้ในอนาคต
สิ่งที่เสียหายก่อนอย่างอื่นมักเป็นการลงทุน เพราะเมื่อความไม่แน่นอนสูงขึ้น ภาคเอกชนมักชะลอการตัดสินใจ ทั้งการสร้างโรงงาน ขยายธุรกิจ จ้างงาน หรือซื้อเครื่องจักรใหม่ เนื่องจากไม่สามารถประเมินต้นทุน ความเสี่ยง และอุปสงค์ในอนาคตได้ชัดเจน
IMF พบว่า กรณีที่มีความขัดแย้งรุนแรง การลงทุนมักลดลงราว 9% ในปีแรก และอาจลดลงถึงประมาณ 16% ภายในปีที่ 5 ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ศักยภาพการเติบโต การจ้างงาน และผลิตภาพของประเทศอ่อนแอลงในระยะยาว
เมื่อการลงทุนหาย การค้าก็มักชะลอตาม เพราะต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น เส้นทางขนส่งไม่แน่นอน ค่าประกันภัยแพงขึ้น และห่วงโซ่อุปทานสะดุด หลายประเทศจึงเผชิญทั้งคำสั่งซื้อที่ลดลง รายได้จากการส่งออกที่หายไป และความสามารถในการแข่งขันที่อ่อนแอลงพร้อมกัน
ขณะเดียวกัน ส่งออกมักลดลงแรงกว่านำเข้า เพราะความสามารถในการผลิตและส่งออกสะดุด ในขณะที่หลายประเทศยังจำเป็นต้องนำเข้าอาหาร ยา พลังงาน และสินค้าจำเป็น ทำให้ดุลการค้าอ่อนแอลงและฐานะต่างประเทศเปราะบางมากขึ้น
สิ่งที่หายไปจึงไม่ใช่แค่รายได้ของวันนี้ แต่รวมถึงรายได้ในอนาคต เครื่องยนต์การเติบโต และโอกาสในการพัฒนาของประเทศไปอีกหลายปีด้วย
ไทยควรรับมืออย่างไร เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ
แม้ประเทศไทยจะไม่เป็นพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง แต่ในฐานะเศรษฐกิจเปิด ไทยเชื่อมโยงกับตะวันออกกลางผ่านทั้งพลังงาน การค้า และการท่องเที่ยว
1. รักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น เงินสำรองที่เพียงพอ และนโยบายการเงินที่ยังยึดกรอบเงินเฟ้อ เพื่อรับมือราคาพลังงานและเงินทุนที่ผันผวน รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ภาครัฐเพื่อคืนความยั่งยืนทางการคลัง
2. ลดความเสี่ยงจากภายนอก ด้วยการกระจายตลาดส่งออก กระจายแหล่งพลังงาน เพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ และลดการพึ่งพาประเทศหรือเส้นทางขนส่งใดเส้นทางหนึ่งมากเกินไป
3. ประสานนโยบายและความร่วมมือ เพื่อค้ำจุนการค้า การเงิน และความต่อเนื่องของการผลิต พร้อมพยุงอุปสงค์ในประเทศแบบตรงจุด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและ SME โดยไม่ทำลายวินัยการคลังระยะยาว
สิ่งสำคัญคือ ไทยควรโฟกัสความเสี่ยงที่ส่งผ่านทางอ้อม และมีแพ็กเกจนโยบายที่ ‘ประสานกัน’ เพื่อลดความไม่แน่นอนและเสริมกันชนให้เศรษฐกิจ มากกว่าการออกมาตรการแบบแยกส่วนทีละเรื่อง
ข่าวเด่น