แบงก์-นอนแบงก์
เศรษฐกิจโลกชะลอ แต่ไทยโตต่ำ


• เศรษฐกิจโลกชะลอลงเหลือ 3.1% จากแรงกดดันด้านสงคราม พลังงาน และดอกเบี้ยสูง
 
• ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและทำให้ดอกเบี้ยทั่วโลกอาจอยู่สูงนานกว่าที่คาด
 
• ประเทศส่วนใหญ่ยังพอขยายตัวได้ แต่ไทยกลับถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในอาเซียน
 
• ปัญหาหนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย และขีดความสามารถการแข่งขันที่ลดลง กำลังทำให้ไทยติดกับดักการเติบโตต่ำเรื้อรัง
 
• ทางรอดของไทยไม่ได้อยู่ที่มาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ทั้งด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ไม่ได้กำลังเผชิญ “วิกฤต” ในความหมายแบบเดิม

เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ผันผวน และดอกเบี้ยที่อาจอยู่สูงนานกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาด

ภาพดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนในรายงาน World Economic Outlook April 2026 ภายใต้หัวข้อ Global Economy in the Shadow of War

IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จากเดิม 3.3% เพราะสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ

เศรษฐกิจหลักของโลกเริ่มชะลอพร้อมกัน

ประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งยังเติบโตต่ำ และถูกกดดันจากพลังงานแพง ดอกเบี้ยสูง และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

สหรัฐฯ ขยายตัว 2.3% ลดลงเล็กน้อยจากการประเมินเมื่อต้นปี

ญี่ปุ่น ขยายตัวเพียง 0.7% 

ยุโรปถูกปรับลดคาดการณ์ลงเหลือ 1.1% จากเดิม 1.3–1.4% เพราะยุโรปได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูงมากกว่าหลายภูมิภาค เนื่องจากยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและก๊าซธรรมชาติค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหลังสูญเสียอุปทานจากรัสเซียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

จีน เติบโต 4.4% ปรับลดลงเล็กน้อยจาก 4.5% แม้รัฐบาลยังออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนแอและอุปสงค์โลกที่ชะลอลงยังคงกดดันเศรษฐกิจจีนอยู่

Soft Landing in a Hard World
 
บางประเทศยังสามารถประคองเศรษฐกิจได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาด แม้โลกจะเต็มไปด้วยแรงกดดันจากสงคราม พลังงาน และดอกเบี้ยสูง
 
อินเดียกลับถูกปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 6.5% เพราะยังมีแรงส่งจากการบริโภคภายในประเทศ การลงทุน และภาคบริการดิจิทัลที่แข็งแกร่ง
 
ขณะที่ รัสเซียก็ถูกปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 1.1% จากรายได้พลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง และการปรับตัวของเศรษฐกิจภายใต้ข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่การชะลอตัวของ GDP แต่คือเงินเฟ้อที่อาจกลับมาอีกครั้ง

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลกปี 2026 เป็น 4.4% จากเดิม 3.7% เพราะราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และต้นทุนพลังงานเริ่มกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจขึ้นไปเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และเศรษฐกิจโลกอาจชะลอเหลือใกล้ 2% และมีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้ออาจสูงกว่า 6%
นั่นหมายความว่า ธนาคารกลางทั่วโลกอาจต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้

สำหรับเอเชีย ความเสี่ยงยิ่งชัดเจนกว่า เพราะหลายประเทศนำเข้าพลังงานจำนวนมาก IMF เตือนว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากช็อกราคาน้ำมันมากที่สุด และหากสถานการณ์เลวร้าย การเติบโตของเอเชียอาจลดลงอีกประมาณ 1–2% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า จากปกติที่เศรษฐกิจเอเชียควรโตได้ราว 4.4%

เมื่อมองกลับมาที่ไทย ภาพกลับน่ากังวลยิ่งกว่า

ในขณะที่หลายประเทศกำลังชะลอตัว ไทยกลับชะลอแรงกว่าคนอื่น

IMF คาดว่า GDP ไทยปี 2026 จะโตเพียง 1.5% ขณะที่ World Bank และ ADB ประเมินไว้ที่ 1.3% และ 1.8% ตามลำดับ ตัวเลขเหล่านี้ถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน และทำให้ไทยถูกมองเป็นหนึ่งในจุดอ่อนของอาเซียน

ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอ แต่เป็นเพราะไทยมีแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน
 
• หนี้ครัวเรือนสูง
• ประชากรสูงวัย
• แรงงานลดลง
• ภาคอุตสาหกรรมเดิมแข่งขันยากขึ้น
• การลงทุนใหม่ที่ยังไม่มากพอ
• ภาครัฐมีข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งหมดนี้กำลังทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะ “Low Growth Trap” หรือภาวะที่เศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่อง แม้โลกจะกลับมาฟื้นตัวก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็งที่หลายประเทศไม่มี ทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง หนี้ต่างประเทศต่ำ และเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่ยังแข็งแรง

หากไทยเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center, AI Infrastructure, EV, พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมประหยัดพลังงาน ไทยยังมีโอกาสกลับมาเติบโตได้ในระยะถัดไป

ปี 2026 จึงอาจไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตของไทย แต่เป็นปีที่ชี้ชะตาว่า ประเทศไทยจะเลือกปรับตัวเพื่อสร้างการเติบโตใหม่ หรือจะค่อย ๆ ปรับตัวให้คุ้นชินกับเศรษฐกิจที่โตต่ำลงเรื่อย ๆ
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 22 เม.ย. 2569 เวลา : 17:18:59
23-04-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (23 เม.ย.2569) ลบ 18.39 จุด ดัชนี 1,461.35 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (23 เม.ย.69) ลบ 21.13 จุด ดัชนี 1,458.61 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดเมื่อวานบริเวณ 4,710 เหรียญ โดยได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อเก็งกำไรของนักลงทุน

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (22 เม.ย.69) บวก 33.40 ดอลลาร์ รับแรงช้อนซื้อ นักลงทุนจับตาเจรจาสันติภาพอิหร่าน

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (22 เม.ย.69) บวก 340.65 จุด รับทรัมป์ขยายเวลาหยุดยิง-ผลประกอบการแกร่ง

6. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.10-32.40 บาท/ดอลลาร์

7. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (23 เม.ย.69) อ่อนค่าลง ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (23 เม.ย.69) ภาคเหนือ -ภาคอีสาน มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น, ภาคอีสาน ฝน 30% ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 20% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 10%

9. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (23 เม.ย.69) ลบ 6.24 จุด ดัชนี 1,473.50 จุด

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (23 เม.ย. 69) ลดลง 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,050 บาท

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (22 เม.ย.69) ลบ 3.76 จุด ดัชนี 1,479.74 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (22 เม.ย.69) บวก 0.25 จุด ดัชนี 1,483.75 จุด

13. พยากรณ์อากาศวันนี้ (22 เม.ย.69) ประเทศไทยฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงได้บางแห่ง ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. ฝน 20% กรุงเทพปริมณฑล และภาคอื่น 10%

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (21 เม.ย.69) ร่วง 109.20 เหรียญ เหตุบอนด์ยีลด์พุ่ง-ดอลลาร์แข็งทุบตลาด

15. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (21 เม.ย.69) ร่วง 293.18 จุด วิตกกังวลสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 23, 2026, 6:15 pm