
ช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ ชื่อของประเทศไทย ดูเหมือนจะกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เมื่อล่าสุด Moody's ประกาศปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากอาการน่าเป็นห่วงเป็นมั่นคง และคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ Baa1 ในมุมผิวเผินดูเหมือนจะเป็นข่าวดีว่าประเทศไทยยังน่าเชื่อถือ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ สิ่งนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นจริงหรือไม่? และการประเมินของ Moody’s สำคัญในสายตานักลงทุนขนาดไหนกันแน่
Moody’s คือใคร ทำไมนักลงทุนทั้งโลกถึงให้ความสนใจ?
ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด Moody’s คือ “คนให้คะแนนความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ” โดยบริษัทจัดอันดับของโลกแห่งนี้ มีหน้าที่หลักคือการประเมินว่า
• ประเทศนี้มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้หรือไม่?
• ระบบเศรษฐกิจมีเสถียรภาพแค่ไหน?
• เหมาะกับการลงทุนระยะยาวหรือเปล่า?
และคะแนนหรือ Rating ที่ออกมานี้ ไม่ได้อยู่แค่ในรายงาน แต่มันถูกใช้จริงโดยกองทุนขนาดใหญ่ระดับโลก, ธนาคาร และนักลงทุนสถาบัน เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่า “จะเอาเงินไปลงทุนในประเทศนี้หรือไม่” พูดตรง ๆ คือ Moody’s ไม่ได้กำหนดอนาคตไทย แต่เขามีอิทธิพลอย่างมากต่อเงินที่จะไหลเข้าระบบเศรษฐกิจไทย ส่วนการที่การคง Rating ของไทย ไว้ที่ระดับ “Baa1” นั้น คือ การจัดอันดับว่าประเทศดังกล่าว ยังถูกจัดไว้ในกลุ่มที่ “ยังน่าลงทุน” หรือแปลว่าไทยยังไม่ใช่ประเทศที่มีความเสี่ยงสูง และยังมีความสามารถในการกู้เงินจากตลาดโลกได้ในต้นทุนที่ไม่แพงเกินไป
แต่ในขณะเดียวกัน Baa1 ก็ไม่ใช่อันดับสูง เพียงแต่เป็นระดับ “กลางค่อนไปทางดี” (ยังมีระดับที่สูงกว่าอย่าง Aaa,Aa และ A) ที่สะท้อนว่าไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอยู่ ดังนั้นการคงอันดับไว้ไม่ได้แปลว่าไทยดีขึ้น แต่แปลว่า “ไทยยังไม่แย่ลงจนต้องถูกลดความน่าเชื่อถือ”
การประเมินของ Moody’s สำคัญยังไงกับไทย?
การประเมินของ Moody’s ส่งผลต่อต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาล, ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และกระแสเงินทุนที่จะไหลเข้า-ออกประเทศ ถ้าอันดับดีขึ้น ประเทศจะสามารถกู้เงินได้ถูกลง และการลงทุนกับไทยก็มีความน่าสนใจขึ้น มีโอกาสเพิ่มขึ้น แต่ถ้าหากอันดับแย่ลง ก็มีแนวโน้มว่าต้นทุนการเงินจะสูงขึ้น และเงินทุนอาจไหลออกนอกประเทศ ซึ่งสุดท้ายไม่ว่าผลของอันดับจะขึ้นหรือลงก็จะสะท้อนมาที่เศรษฐกิจ ภาคการจ้างงาน และค่าครองชีพของคนทั่วไปในประเทศโดยตรง
แล้วการปรับมุมมองเป็น “มั่นคง” หมายความว่าอะไร?
ก่อนหน้านี้ ไทยถูกมองว่าเศรษฐกิจของประเทศมีความเสี่ยงในระยะข้างหน้า แต่การปรับครั้งนี้หมายถึง ความเสี่ยงที่จะ “แย่ลง” ลดลงแล้ว ไม่ใช่เศรษฐกิจไทยจะ “ดีขึ้นแรง” ตรงนี้คือจุดที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด เพราะคำว่ามั่นคงอาจฟังดูดี แต่ในภาษาของนักลงทุน มันแปลว่า “ยังไม่เห็นเหตุผลต้องลดอันดับในเร็ว ๆ นี้”
ฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ Moody’s ประเมินเศรษฐกิจไทย มีใจความสำคัญว่า “ความเสี่ยงลดลง แต่ปัญหายังอยู่” เนื่องจาก
1. ปัจจัยลบจากภายนอกเริ่มคลี่คลาย แรงกดดันจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องภาษี ลดความรุนแรงลง ทำให้เศรษฐกิจไทย “ไม่ถูกกดซ้ำ” เหมือนก่อน
2. การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้นในระดับหนึ่ง รัฐบาลสามารถเดินนโยบายได้ต่อเนื่องมากขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงที่นโยบายอาจจะสะดุดกลางทาง
3. ระบบการเงินยังเป็นจุดแข็ง ธนาคารยังแข็งแรง เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นกันชนสำคัญของประเทศยังดูดีอยู่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง Moody’s ก็ยังชี้ชัดว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างยังไม่ถูกแก้ ทั้งเศรษฐกิจเติบโตช้า,หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง, ประสิทธิภาพแรงงานไม่เพิ่มขึ้น และการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นเต็มที่ สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลสำคัญที่ไทยยังไม่ถูกปรับอันดับขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในรายงานครั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ไทยทำได้แล้ว แต่คือสิ่งที่ไทย “บอกว่าจะทำ” เนื่องจากว่า Moody’s จะให้เครดิตกับแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายที่ชัดขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ไทยยังอยู่ในระดับความคาดหวัง ยังไม่ใช่ “ผลลัพธ์จริง” ตรงนี้จึงกลายเป็นช่องว่างสำคัญระหว่าง
Reform (แผน) → ดูดี มีทิศทาง VS Reality (ความจริง) → ยังไม่เห็นผลชัด
และนักลงทุนกำลังรอดูว่าสองสิ่งนี้ ไทยจะสามารถเชื่อมเข้าด้วยกันได้จริงหรือไม่
สำหรับหุ้นไทยที่ได้อานิสงส์ทางอ้อมจากการประเมินของ Moody’s ในครั้งนี้ คือ กลุ่มธนาคาร (Banking) อย่าง BBL, KBANK, SCB, KTB เนื่องจากต้นทุนการเงินมีแนวโน้มนิ่งขึ้นจากความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น, กลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น PTT, GULF, EGCO ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่, กลุ่มบริโภค/ค้าปลีก เช่น CPALL, CRC จากความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดีขึ้นที่มักส่งผลให้การใช้จ่ายมีโอกาสฟื้นตัว และกลุ่มเงินทุนไหลเข้า (Big Cap / SET50) ก็มีโอกาสได้รับประโยชน์เช่นกัน
บทสรุปของการที่ Moody’s ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยเป็น “มั่นคง” และคงอันดับไว้ที่ Baa1 ไม่ใช่สัญญาณของการฟื้นตัวแบบก้าวกระโดด แต่คือการยืนยันว่าความเสี่ยงที่ไทยจะถอยหลังลดลงแล้ว ในสายตานักลงทุน ไทยยังเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพพอจะรักษาความเชื่อมั่น แต่ยังขาดแรงส่งที่จะทำให้เงินทุนไหลเข้าอย่างจริงจัง ภาพของไทยในวันนี้จึงชัดเจนมากว่ายังไม่ใช่ประเทศที่น่ากังวล แต่ก็ยังไม่ใช่ประเทศที่โดดเด่น ดังนั้นความน่าเชื่อถือที่ได้กลับมาในรอบนี้ ไม่ได้มาจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสำเร็จแล้ว แต่มาจากการที่ความเสี่ยงลดลง และทิศทางนโยบายเริ่มนิ่งขึ้น สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ Moody’s สะท้อนออกมาไม่ใช่ความแข็งแรง แต่คือ “โอกาสที่ยังไม่ถูกใช้เต็มที่” ต่างหาก
ข่าวเด่น