เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจโลกชะลอท่ามกลางความเสี่ยงพลังงาน ขณะที่ไทยเผชิญการเติบโตต่ำ


เศรษฐกิจโลกในปี 2026 ยังขยายตัวได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 

• IMF ปรับกรอบการประเมินเป็น Reference Forecast เพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นของเศรษฐกิจโลก

• ความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกคือภาวะ Stagflation

• เศรษฐกิจไทยเริ่มสูญเสียแรงส่งจากทั้งภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ขณะที่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกดดันภาคธุรกิจและกำลังซื้อของครัวเรือน

• ความเชื่อมโยงของไทยกับตะวันออกกลางอยู่ที่ฝั่งนำเข้าเป็นหลัก โดยเฉพาะพลังงานและปุ๋ย ทำให้ไทยมีความเสี่ยงต่อช็อกด้านต้นทุนมากกว่าผลกระทบด้านรายได้

• ภาคธนาคารยังมีความแข็งแกร่ง แต่การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อในระยะถัดไป

• ข้อจำกัดด้านนโยบายการเงินและการคลังชัดเจนมากขึ้น ทำให้การประคับประคองเศรษฐกิจต้องอาศัยการประสานนโยบายภายใต้ Policy Space ที่จำกัด

1. เศรษฐกิจโลก: การขยายตัวที่เปราะบางภายใต้ความเสี่ยงด้านพลังงาน

เศรษฐกิจโลกในปี 2026 ไม่ได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตแบบการหดตัวพร้อมกันรุนแรงเช่นในอดีต แต่กำลังอยู่ในช่วงการขยายตัวที่เปราะบางมากขึ้น ภายใต้แรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบเสถียรภาพด้านพลังงาน การค้า และความเชื่อมั่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จึงปรับกรอบการประเมินเป็น Reference Forecast แทน Baseline เพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น 

ภายใต้กรณีอ้างอิง IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้ที่ประมาณ 3.1% ในปี 2026 ลดลงจากประมาณการก่อนหน้า ขณะที่สมดุลความเสี่ยงเริ่มเอียงไปด้านลบ โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ stagflation โดยการเติบโตอาจลดลงใกล้ 2% ขณะที่เงินเฟ้ออาจเร่งตัวเกิน 6% ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะ Higher for Longer และจำกัดขีดความสามารถของธนาคารกลางทั่วโลกในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน กดดันต้นทุนทางการเงิน การลงทุน และความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวมีลักษณะแตกต่างจากการชะลอตามวัฏจักรทั่วไป โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ช็อกด้านพลังงานจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญและโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต หากเกิดการหยุดชะงัก อาจยกระดับไปสู่ภาวะวิกฤตพลังงานโลก และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

2. เศรษฐกิจไทย: ชะลอลงจากแรงกดดันภายนอกและข้อจำกัดภายใน

เศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอลงชัดเจน โดยภาคการส่งออกขยายตัวในอัตราที่ลดลงตามอุปสงค์โลกที่อ่อนแรง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่ำกว่าคาด การอ่อนแรงของสองเครื่องยนต์หลักในช่วงที่ยังไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่เข้ามาทดแทน ทำให้โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะเดียวกัน แรงกดดันภายในประเทศเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต กดดันอัตรากำไรของภาคธุรกิจ ขณะที่ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นบั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือน ซึ่งยังมีภาระหนี้ในระดับสูง ทำให้การบริโภคมีแนวโน้มอ่อนแรงลง ประกอบกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากสังคมสูงวัย ผลิตภาพที่ขยายตัวต่ำ และความสามารถในการแข่งขันที่ถูกกดดัน ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวยังถูกจำกัด และเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะติดอยู่ใน “กับดักการเติบโตต่ำ” ต่อเนื่องในระยะข้างหน้า

3. ไทยกับตะวันออกกลาง: ความเสี่ยงอยู่ที่ฝั่งนำเข้าเป็นหลัก

ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทยกับตะวันออกกลางสะท้อนความเสี่ยงผ่านโครงสร้างการพึ่งพา โดยเฉพาะในฝั่งนำเข้า ข้อมูลปี 2025 ชี้ว่าไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางมากกว่าส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ และมีดุลการค้าขาดดุลในระดับสูง ขณะเดียวกัน การนำเข้ามีความกระจุกตัวในสินค้าพลังงานเป็นหลัก ส่งผลให้ความเสี่ยงของไทยอยู่ในรูปของช็อกด้านต้นทุนมากกว่าผลกระทบด้านรายได้ กล่าวคือ เมื่อราคาพลังงานปรับสูงขึ้นหรืออุปทานหยุดชะงัก ต้นทุนการผลิต โลจิสติกส์ และค่าครองชีพจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในด้านการส่งออก แม้ภูมิภาคดังกล่าวจะไม่ใช่ตลาดหลักในภาพรวม แต่บางอุตสาหกรรมยังมีการพึ่งพาในระดับสูง เช่น ยานยนต์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ไม้ ขณะที่สินค้าอาหารแปรรูปยังเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ หากเสถียรภาพของระบบการค้าและโลจิสติกส์ยังคงดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

4. การท่องเที่ยว: ความเสี่ยงผ่านต้นทุนและความเชื่อมั่น

ความผันผวนของราคาพลังงานส่งผ่านไปยังค่าโดยสารและต้นทุนการเดินทาง ซึ่งสามารถกระทบการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวจากหลายภูมิภาค และมีนัยต่อการฟื้นตัวโดยรวมของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

5. ภาคการเงิน: ยังแข็งแกร่ง แต่เริ่มปรับท่าทีสู่การบริหารความเสี่ยง

ภาคธนาคารไทยยังคงมีความแข็งแกร่งในภาพรวม โดยผลประกอบการยังอยู่ในระดับที่ดี และฐานะเงินกองทุนยังเป็นกันชนสำคัญต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวในบางองค์ประกอบของรายได้ โดยเฉพาะรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลง

ขณะเดียวกัน การตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นทำหน้าที่เป็น Early Indicator ของความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อในระยะถัดไป และสะท้อนการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกของภาคธนาคาร โดยในเชิงวัฏจักร คุณภาพสินเชื่อมักแย่ลงตามหลังภาวะเศรษฐกิจ (Lagging Indicator) 

6. ข้อจำกัดด้านนโยบาย: ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลงทั้งการเงินและการคลัง

มาตรการด้านการคลังเผชิญข้อจำกัดจากระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความสามารถในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมมีขอบเขตจำกัด แม้ว่าภาครัฐยังสามารถใช้มาตรการเฉพาะจุดได้บ้าง แต่มาตรการดังกล่าวอาจมีผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมจำกัด หากต้องเผชิญช็อกจากต้นทุนพลังงานและความเชื่อมั่นพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ในด้านนโยบายการเงิน ยังมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านต้นทุน ทำให้ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้มากนัก

ดังนั้น โจทย์เชิงนโยบายจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “การกระตุ้น” หรือ “การรักษาเสถียรภาพ” แต่เป็นการบริหารสมดุลระหว่างสองเป้าหมายภายใต้ Policy Space ที่จำกัด โดยในระยะสั้นต้องประคับประคองค่าครองชีพและเสถียรภาพมหภาค ขณะที่ในระยะยาวต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดความเปราะบางและยกระดับศักยภาพการเติบโต


สิ่งที่ต้องติดตาม

• ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความต่อเนื่องของเส้นทางขนส่งพลังงาน ซึ่งจะกำหนดทิศทางราคาพลังงานและต้นทุนเศรษฐกิจโลก

• ท่าทีของ กนง.ในวันที่ 29 เมษายน ต่อสมดุลระหว่างความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวและแรงกดดันเงินเฟ้อ

• แนวทางนโยบายการคลังและขนาดของมาตรการเพิ่มเติมของภาครัฐ ว่าจะเพียงพอต่อการประคับประคองเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

• แนวโน้มคุณภาพสินเชื่อของภาคธนาคาร ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและต้นทุนภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง

 


LastUpdate 24/04/2569 16:27:44 โดย : Admin
25-04-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (24 เม.ย.69) ลบ 5.25 จุด ดัชนี 1,456.10 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (24 เม.ย.69) ลบ 10.87 จุด ดัชนี 1,450.48 จุด

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (24 เม.ย.69) ประเทศไทยตอนบนเกิดพายุฤดูร้อน,ภาคอีสาน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง 60% ภาคเหนือ 40% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 30% ภาคใต้ 10-20%

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (23 เม.ย.69) ร่วง 179.71 จุด นักลงทุนมีความหวังน้อยลงสงครามอิหร่านยากจะยุติ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (23 เม.ย.69) ลบ 29 ดอลลาร์ กังวลสงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง-หนุนเงินเฟ้อสูง

6. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.35-32.65 บาท/ดอลลาร์

7. ทองเปิดตลาดวันนี้ (24 เม.ย.69) "คงที่" ทองรูปพรรณ ขายออก 73,000 บาท

8. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways ปรับฐานโดยราคาหลุดระดับเส้นค่าเฉลี่ยสำคัญบริเวณ 4,800 เหรียญ และลงมาทดสอบแนวรับแถว 4,700 เหรียญ

9. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (24 เม.ย. 69) ลบ 7.41 จุด ดัชนี 1,453.94 จุด

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (24 เม.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (23 เม.ย.2569) ลบ 18.39 จุด ดัชนี 1,461.35 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (23 เม.ย.69) ลบ 21.13 จุด ดัชนี 1,458.61 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดเมื่อวานบริเวณ 4,710 เหรียญ โดยได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อเก็งกำไรของนักลงทุน

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (22 เม.ย.69) บวก 33.40 ดอลลาร์ รับแรงช้อนซื้อ นักลงทุนจับตาเจรจาสันติภาพอิหร่าน

15. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (22 เม.ย.69) บวก 340.65 จุด รับทรัมป์ขยายเวลาหยุดยิง-ผลประกอบการแกร่ง

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 25, 2026, 11:52 am