เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Krungthai COMPASS วิเคราะห์ "ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางต่อธุรกิจผลิตปุ๋ยเคมีและสินค้าเกษตรไทย"


 

• ไทยมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดแคลนปุ๋ยเคมีจากสงครามตะวันออกกลาง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 95% ของการใช้ปุ๋ยเคมีทั้งหมด โดยราว 2 ใน 3 เป็นการนำเข้าแม่ปุ๋ยเพื่อนำมาผสมตามสูตรของผู้ผลิต อีกทั้งไทยยังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางถึง 34% ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด 

• Krungthai COMPASS ประเมินว่า สงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 2569) จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจผลิตปุ๋ยเคมีของไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1) ด้านอุปทาน หากไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นทดแทนการนำเข้าจากตะวันออกกลางได้ คาดว่าจะทำให้ไทยเผชิญกับปัญหาขาดแคลนปุ๋ยเคมีในช่วงเดือน พ.ค. 2569 2) ด้านต้นทุนและกำไร คาดว่า ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ 605 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นราว 40% ซึ่งหากผู้ผลิตปุ๋ยเคมีส่งผ่านราคานำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีไปยังราคาขายได้จำกัดเพียง 40% คาดว่าจะทำให้ Spread ติดลบ 619 บาทต่อตัน ขณะที่ Spread เฉลี่ยในช่วงปี 2566-2568 อยู่ที่ราว 3,000 บาทต่อตัน3) ด้านอุปสงค์ ต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกพืชเกษตรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งจะกดดันรายได้ของผู้ผลิตปุ๋ยเคมีของไทย 

• นอกจากนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากราคานำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น 40% อาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง โดยสินค้าเกษตรที่กระทบมากสุด ได้แก่ ข้าว โดยคาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกรวมมีแนวโน้มลดลงราว 0.7 ล้านตัน หรือราว 2% ของผลผลิตข้าวเปลือกรวมทั้งปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าผลกระทบจากผลผลิตข้าวเปลือกรวมที่ลดลงสูงถึงราว 5.9 พันล้านบาท 

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 ได้ขยายวงกว้างจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2569 ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก โดยข้อมูลจาก IEA ระบุว่า ในปี 2568 มีการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 25% ของการค้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันทั่วโลก และมีการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 112 พันล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 20% ของการค้าก๊าซธรรมชาติเหลวทั่วโลก1 นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยเคมีที่สำคัญของโลก โดยมีสัดส่วนราว 20%-30% ของการค้าปุ๋ยเคมีทั่วโลก ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้การขนส่งพลังงานและปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก ทำให้ต้นทุนพลังงานและราคาปุ๋ยเคมีทั่วโลกสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทยที่พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางเป็นหลัก บทความนี้ Krungthai COMPASS จึงประเมินผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางต่อธุรกิจผลิตปุ๋ยเคมีไทย รวมทั้งวิเคราะห์ว่าต้นทุนปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรไทยมากแค่ไหน
 
1 อ้างอิงจาก Strait of Hormuz Factsheet, IEA

 
ความสำคัญของตะวันออกกลางต่อตลาดปุ๋ยเคมีโลก

ตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตแม่ปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมีที่สำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 11% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก โดย Argus ระบุว่า ในปี 2568 ตะวันออกกลางผลิตแม่ปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมีมากกว่า 120 ล้านตัน ดังนี้

1) แม่ปุ๋ยเคมี ในปี 2568 ตะวันออกกลางผลิตแม่ปุ๋ยเคมีราว 37 ล้านตัน โดยผลิตแม่ปุ๋ยยูเรียมากถึง 24.5 ล้านตัน หรือราว 12% ของการผลิตแม่ปุ๋ยยูเรียทั่วโลก ซึ่งแม่ปุ๋ยยูเรียเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่มีการใช้มากที่สุดในโลกราว 30% ของการใช้ปุ๋ยเคมีทั้งหมดของโลก

2) วัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมี ในปี 2568 ตะวันออกกลางผลิตวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมีมากถึง 86 ล้านตัน โดยเฉพาะหินฟอสเฟตและกำมะถันมีปริมาณการผลิต 27.7 และ 23.8 ล้านตัน ตามลำดับ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปุ๋ยฟอสเฟต 

ทั้งนี้ สงครามในตะวันออกกลางทำให้โรงงานผลิตปุ๋ยเคมีหลายแห่งในตะวันออกกลางหยุดการผลิตชั่วคราว ซึ่งส่งผลให้อุปทานปุ๋ยเคมีในตลาดโลกตึงตัว

 
นอกจากนี้ ตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งส่งออกแม่ปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมีที่สำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 26% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก โดยในปี 2568 ตะวันออกกลางมีปริมาณการส่งออกแม่ปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมีมากกว่า 60 ล้านตัน โดยเฉพาะแม่ปุ๋ยยูเรียและกำมะถัน ซึ่งมีปริมาณการส่งออกมากถึง 20.1 ล้านตันต่อชนิด คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 34% และ 50% ของการค้าแม่ปุ๋ยยูเรียและกำมะถันทั่วโลก ตามลำดับ 

โดยซาอุดิอาระเบียเป็นผู้ส่งออกแม่ปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมีรายใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง ด้วยปริมาณการส่งออกราว 16 ล้านตัน หรือราว 25% ของการส่งออกแม่ปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมีทั้งหมดของตะวันออกกลาง รองลงมา ได้แก่ จอร์แดน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่มีปริมาณการส่งออกราว 9-10 ล้านตัน ในปี 25682 โดยส่วนใหญ่ต้องขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งราว 50%-60% หรือราว 30-40 ล้านตันต่อปี     ถูกส่งออกไปยังเอเชีย รวมถึงไทย ดังนั้น หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซหลายเดือน อาจทำให้ไทยมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนปุ๋ยเคมี รวมทั้งจะกดดันให้ต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตปุ๋ยเคมีของไทยสูงขึ้น

 
2 อ้างอิงจาก Middle East Conflict: What It Means for Fertilizer Markets

ไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางมากแค่ไหน

ไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 95% ของปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีทั้งหมดของไทย หรือราว 5-6 ล้านตันต่อปี โดยนำเข้าแม่ปุ๋ยราว 2 ใน 3 ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด เพื่อนำมาผสมตามสูตรของผู้ผลิตแต่ละราย โดยในปี 2568 ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางมากถึง 2.2 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 34% ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมดของไทย โดยเฉพาะแม่ปุ๋ยไนโตรเจนที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางมากถึง 1.8 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 55% ของปริมาณการนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนทั้งหมดของไทย ซึ่งเกือบทั้งหมดของแม่ปุ๋ยไนโตรเจนที่ไทยนำเข้าเป็นแม่ปุ๋ยยูเรีย คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 71% ของปริมาณการนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียทั้งหมดของไทย โดยส่วนใหญ่นำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียจากซาอุดิอาระเบีย (42%) โอมาน (14%) และกาตาร์ (11%)
 
 
โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า ไทยมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดแคลนปุ๋ยเคมีจากสงครามตะวันออกกลาง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 95% ของการใช้ปุ๋ยเคมีทั้งหมด อีกทั้งไทยยังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางสูงถึง 34% ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูงในการจัดหาปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นทดแทน เช่น จีน รัสเซีย และอาเซียน เป็นต้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีที่สูงถึงราว 0.3-0.5 ล้านตันต่อเดือน 
 
 
นอกจากนี้ ไทยยังมีอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีต่อพื้นที่ทางการเกษตรในระดับที่สูงมาก โดยเฉพาะแม่ปุ๋ยไนโตรเจน โดยข้อมูลจาก FAO ระบุว่า ไทยใช้แม่ปุ๋ยไนโตรเจนมากกว่า 120 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนจากตะวันออกกลางสูงถึง 55% ของการนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนทั้งหมด ดังนั้น ราคาปุ๋ยเคมีที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง จะทำให้ต้นทุนการนำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีและต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น อาจกดดันต่อรายได้ของผู้ผลิตปุ๋ยเคมีของไทย รวมทั้งอาจทำให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งจะกระทบปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรของไทย

3 ช่องทางผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางต่อธุรกิจผลิตปุ๋ยเคมีและสินค้าเกษตรไทย

สงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจผลิตปุ๋ยเคมีของไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

1. ผลกระทบด้านอุปทาน (Supply Shock)

การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนปุ๋ยเคมีของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในประเทศของไทยมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยในปี 2568 ไทยนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียและแม่ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (MOP) จากตะวันออกกลางมากถึง 1.8 และ 0.3 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 71% และ 26% ของปริมาณการนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียและแม่ปุ๋ย MOP ทั้งหมดของไทย ตามลำดับ อีกทั้งไทยนำเข้าสูงสุดในช่วงเดือน เม.ย.-ก.ค. สำหรับแม่ปุ๋ยยูเรีย และ เม.ย.-ส.ค. สำหรับแม่ปุ๋ย MOP ทำให้ไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงจากการนำเข้า   แม่ปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางที่หยุดชะงัก

โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 2569) และไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นทดแทนได้ อาจทำให้ไทยเผชิญกับปัญหาขาดแคลนปุ๋ยเคมีในช่วงเดือน พ.ค. 2569 ประเมินจากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ที่ระบุว่าสถานการณ์สต็อกปุ๋ยเคมี ณ วันที่ 15 มี.ค. 2569 ไทยมีสต็อกปุ๋ยเคมีคงเหลือราว 1.116 ล้านตัน3 ขณะที่ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีเฉลี่ยในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. อยู่ที่ราว 0.5-0.7 ล้านตันต่อเดือน นอกจากนี้ ประเทศผู้ส่งออกแม่ปุ๋ยรายใหญ่ของโลกบางรายเริ่มจำกัดการส่งออก เช่น จีนระงับการส่งออกแม่ปุ๋ยฟอสฟอรัสจนถึงสิ้นเดือน ส.ค. 2569 รวมทั้งจำกัดการส่งออกแม่ปุ๋ยยูเรีย ทำให้อุปทานปุ๋ยเคมียิ่งตึงตัวมากขึ้น ซึ่งหากไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นทดแทนได้เพียงพอต่อความต้องการ คาดว่า สต็อกปุ๋ยเคมีของไทยจะเริ่มขาดแคลนในช่วงเดือน พ.ค. 2569 

 
3 อ้างอิงจาก เปิด 3 มาตรการรับมือปุ๋ยขาด ลุ้นเรือ 5 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ความเสี่ยงจากปัญหาขาดแคลนปุ๋ยเคมีในช่วงเดือน พ.ค. 2569 จะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกพืชเกษตรที่สำคัญของไทย โดยพืชเกษตรที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ ข้าวนาปี ที่จะเริ่มเพาะปลูกในช่วงเดือน พ.ค. 2569 ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตข้าวของไทยในฤดูกาลเพาะปลูกปี 2569/2570 (ผลผลิตข้าวนาปีคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 76% ของผลผลิตข้าวทั้งหมดของไทย) 

นอกจากนี้ ปัญหาขาดแคลนปุ๋ยเคมีที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ค. 2569 จะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่จะเริ่มเพาะปลูกและใช้ปุ๋ยมากในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. 2569 อย่างไรก็ดี ภาครัฐอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อนำเข้าปุ๋ยเคมีจากประเทศอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน เป็นต้น ซึ่งหากดำเนินการได้ตามแผนคาดว่าจะทำให้ปริมาณสต็อกปุ๋ยเคมีของไทยเพียงพอจนถึงเดือน ส.ค. 2569
 
 
2. ผลกระทบด้านต้นทุนและกำไร

สงครามตะวันออกกลางจะทำให้ต้นทุนการผลิตปุ๋ยเคมีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของราคานำเข้าแม่ปุ๋ยเคมี รวมถึงต้นทุนพลังงาน (น้ำมันและไฟฟ้า) ซึ่งจะกดดันต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการ โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 2569) คาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 32%YoY 

ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับการหยุดชะงักของการผลิตและการส่งออกปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลาง ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น โดยราคาแม่ปุ๋ยยูเรียเฉลี่ยในเดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 726 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 54% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ. 2569 โดย Krungthai COMPASS คาดว่า ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียในช่วง Q2 2569 อาจแตะระดับ 775 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ก่อนที่จะทยอยลดลงในช่วงที่เหลือของปี ทำให้ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียเฉลี่ยในปี 2569 มีแนวโน้มอยู่ที่ 605 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นราว 40%YoY

 
ทั้งนี้ ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียเฉลี่ยในปี 2569 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ 605 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือ 19,360 บาทต่อตัน4 แต่ราคาขายปุ๋ยเคมีในประเทศยังถูกควบคุมโดยภาครัฐ ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตปุ๋ยเคมีของไทยไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายปุ๋ยเคมีในประเทศได้ตามสัดส่วนต้นทุนที่แท้จริง (Cost pass-through) ซึ่งจะกดดันให้ Spread (ส่วนต่างราคาขายส่งปุ๋ยยูเรียหักลบราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรีย) ของผู้ผลิตปุ๋ยเคมีของไทยมีแนวโน้มแคบลง

โดย Krungthai COMPASS วิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไรของผู้ผลิตปุ๋ยเคมีของไทย ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราการส่งผ่านราคานำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีไปยังราคาขายส่งปุ๋ยเคมีในประเทศ ดังนี้

1) Worst Case: กรณีส่งผ่านราคานำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีไปยังราคาขายส่งปุ๋ยเคมีได้เพียง 20% คาดว่า ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ 19,360 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาขายส่งปุ๋ยยูเรียในประเทศเฉลี่ยจะอยู่ที่ 17,567 บาทต่อตัน ทำให้ Spread ติดลบ 1,793 บาทต่อตัน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีเผชิญกับภาวะขาดทุน

2) Base Case: กรณีส่งผ่านราคานำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีไปยังราคาขายส่งปุ๋ยเคมีได้ 40% คาดว่าราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ 19,360 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาขายส่งปุ๋ยยูเรียในประเทศเฉลี่ยจะอยู่ที่ 18,741 บาทต่อตัน ทำให้ Spread ติดลบ 619 บาทต่อตัน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีเผชิญกับภาวะขาดทุน

3) Best Case: กรณีส่งผ่านราคานำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีไปยังราคาขายส่งปุ๋ยเคมีได้ 70% คาดว่า ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ 19,360 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาขายส่งปุ๋ยยูเรียในประเทศเฉลี่ยจะอยู่ที่ 20,503 บาทต่อตัน ทำให้ Spread อยู่ที่ 1,143 บาทต่อตัน

นอกจากนี้ ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีของไทยอาจมีความเสี่ยงด้านการขาดทุนจากราคา (Stock Loss) จากความผันผวนของราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลก โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบการมีการนำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งหากในระยะถัดไป สงครามตะวันออกกลางคลี่คลายลงอาจ   ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลกปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องรับรู้ผลขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงคลังที่ลดลง
 

 
4 คำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

3. ผลกระทบด้านอุปสงค์ (Demand)
 
ราคาปุ๋ยเคมีที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรของไทยสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรปรับตัวลดลง โดยเฉพาะความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับการเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าว เนื่องจากเป็นพืชเกษตรที่มีอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีสูงถึง 120, 63, 46 และ 31-49 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันอยู่ที่ 2,992 บาทต่อไร่ ขณะที่ต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย และข้าวอยู่ที่ราว 1,000-1,300 บาทต่อไร่5

ซึ่งหากราคาปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น 40% จะทำให้ต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 4,188 บาทต่อไร่ ส่วนต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย และข้าวจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1,200-1,700 บาทต่อไร่ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มข้าวที่ราคาถูกกดดันจากอุปทานในตลาดโลกที่สูง ซึ่งอาจกดดันให้เกษตรกรลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี หรือหันไปใช้ปุ๋ยทางเลือกมากขึ้น เช่น ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งจะกดดันต่อรายได้ของผู้ผลิตปุ๋ยเคมีของไทย 

สอดคล้องกับมุมมองของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ประเมินว่า สงครามตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนภาคเกษตรปรับตัวสูงขึ้น และหากปุ๋ยเคมีขาดตลาดหรือราคาแพง เกษตรกรอาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยและคุณภาพไม่ดี
 

 
5 อ้างอิงจาก ปุ๋ยโลกป่วน เกมต้นทุนใหม่ กด “ข้าว-ปาล์ม-ข้าวโพด” เสี่ยงขาดทุน

ราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นกระทบผลผลิตสินค้าเกษตรไทยมากแค่ไหน

ราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้น อาจทำให้เกษตรกรลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งจะกดดันให้ผลผลิตต่อไร่ของสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง อาจทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรของไทยในช่วงเดือน พ.ค. 2569-เม.ย. 2570 ลดลง และอาจเกิดภาวะอุปทานตึงตัวได้ 

โดยประเมินผลกระทบจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของผลผลิตต่อไร่ของสินค้าเกษตรต่อราคานำเข้าปุ๋ยเคมี พบว่า หากราคานำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น 1% จะทำให้ผลผลิตต่อไร่ของข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา และปาล์มน้ำมันลดลงราว -0.05% ถึง -0.06%, -0.11%, -0.06%, -0.05%, -0.04% และ -0.10% ตามลำดับ 

 
 
โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า ในกรณีฐานหากราคานำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น 40% ผลผลิตสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ข้าว โดยคาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกรวมอาจลดลงถึง 0.7 ล้านตัน โดยข้าวเปลือกนาปีในฤดูกาลปี 2569 อาจลดลงราว 0.5 ล้านตัน หรือ 2.0% ของปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกนาปีทั้งหมด ส่วนข้าวเปลือก นาปรังในฤดูกาลปี 2570 อาจลดลงราว 0.2 ล้านตัน หรือ 2.4% ของปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นมูลค่าผลกระทบจากผลผลิตข้าวเปลือกรวมที่ลดลงสูงถึงราว 5.9 พันล้านบาท

อย่างไรก็ดี ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มลดลงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ลักษณะดิน สภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน และการเกิดโรคระบาด เป็นต้น 

Implication

Krungthai COMPASS มองว่า สงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรไทย โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนปุ๋ยเคมีและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยง และยกระดับศักยภาพทางธุรกิจในระยะยาว ดังนี้

• เกษตรกร ราคาปุ๋ยเคมีที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรสูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตสินค้าเกษตรปรับตัวขึ้นได้จำกัด ทำให้กำไรของเกษตรกรมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้ ต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นอาจทำให้เกษตรกรลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ผลผลิตต่อไร่ของสินค้าเกษตรมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่การลดลงของปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า 

• Krungthai COMPASS แนะนำ ในระยะสั้นเกษตรกรควรปรับกลยุทธ์การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการใช้ปุ๋ยแบบแม่นยำ (Precision Farming) เช่น การผสมปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดของพืชและดินในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น ส่วนในระยะยาว ภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เกษตรกรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech) เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเปราะบางต่อความผันผวนของปัจจัยการผลิต และสร้างความยั่งยืนให้แก่ภาคเกษตรไทยในระยะยาว

• ธุรกิจผลิตปุ๋ยเคมี ผู้ประกอบการมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนนำเข้าแม่ปุ๋ยเคมี รวมถึงต้นทุนพลังงาน (น้ำมันและไฟฟ้า) ที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาขายปุ๋ยเคมีในประเทศยังถูกควบคุมโดยภาครัฐ ทำให้ความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนมีจำกัด ซึ่งจะกดดันให้ Spread มีแนวโน้มแคบลง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจาก Stock Loss อาจส่งผลลบต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการ

• Krungthai COMPASS แนะนำผู้ประกอบการควรบริหารความเสี่ยงเชิงรุก โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือการทำสัญญาจัดหาวัตถุดิบระยะยาวกับคู่ค้า รวมทั้งกระจายแหล่งนำเข้าแม่ปุ๋ยเคมี เพื่อลดปัญหา Supply Chain Disruption ควบคู่ไปกับการบริหารสินค้าคงคลังแบบยืดหยุ่น และการบริหารโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุน นอกจากนี้ ควรเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ปุ๋ยสูตรเฉพาะ (Customized Fertilizer) ปุ๋ยอินทรีย์ผสมปุ๋ยเคมี (Chemicals-Organic) เป็นต้น เพื่อลดการแข่งขันด้านราคา และเพิ่มอัตรากำไรในระยะยาว

• ธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตร ผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาปุ๋ยเคมีที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผ่านการลดลงของปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งอาจทำให้ปริมาณวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานแปรรูปลดลง

• Krungthai COMPASS แนะนำผู้ประกอบการควรบริหารความเสี่ยงด้านวัตถุดิบแบบครบวงจร โดยกระจายแหล่งจัดซื้อวัตถุดิบทั้งในประเทศและต่างประเทศ และทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า (Forward Contracts) เพื่อประกันปริมาณและราคา ควบคู่ไปกับการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอาจประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เพื่อลดการสูญเสียของวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น รวมถึงวิจัยและพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก

สุคนธ์ทิพย์ ชัยสายัณห์
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
 

บันทึกโดย : วันที่ : 28 เม.ย. 2569 เวลา : 15:29:48
29-04-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (28 เม.ย.69) ดัชนีอยู่ที่ 1,480.20 จุด บวก 1.07 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (28 เม.ย.69) ลบ 7.52 จุด ดัชนี 1,471.61 จุด

3. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (27 เม.ย.69) ร่วง 47.20 ดอลลาร์ กังวลสงครามยืดเยื้อ หนุนน้ำมันพุ่ง - เงินเฟ้อสูง

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (27 เม.ย.69) ลบ 62.92 จุด จับตาผลประกอบการ-ประชุมเฟด

5. MTS Gold คาดราคาจะยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways แนวรับอยู่ที่บริเวณ 4,650 - 4,610 เหรียญ แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,720 - 4,760 เหรียญ

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (28 เม.ย.69) ประเทศไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้น และยังมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงบางแห่ง ภาคอีสาน ฝน 30% ภาคใต้ 20-30% กรุงเทพปริมณฑล และภาคอื่น 10%

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (28 เม.ย.69) บวก 5.17 จุด ดัชนี 1,484.30 จุด

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.30-32.60 บาท/ดอลลาร์

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (28 เม.ย.69) ลดลง 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 72,600 บาท

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (28 เม.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.36 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิด (27 เม.ย.69) บวก 23.03 จุดดัชนี 1,479.13 จุด

12. MTS Gold คาดราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบแคบ แนวรับอยู่ที่บริเวณ 4,670 - 4,620 แนวต้านอยู่ที่ระดับ 4,750 - 4,800 เหรียญ

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (27 เม.ย.69) บวก 24.41 จุด ดัชนี 1,480.51 จุด

14. พยากรณ์อากาศวันนี้ (27 เม.ย.69) ประเทศไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงบางแห่ง ภาคอีสาน ฝน 30% ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ 20% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง 10%

15. ทีทีบี คาดสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทผันผวนอยู่ในกรอบ 31.60 - 32.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ April 29, 2026, 3:36 am