หุ้นทอง
AWC เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพต่อเนื่องในไตรมาส 1/2569 พอร์ตโรงแรมและคอมเมอร์เชียลขยายตัวอย่างมั่นคง หนุนกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท พร้อมเสริมศักยภาพระยะยาวร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย สู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก



 
ไฮไลต์ไตรมาส 1/2569
 
• รายได้รวมไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% (YoY) และกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% (YoY) โดยทั้งรายได้และกำไรสุทธิทำระดับสูงสุดของบริษัท จากการเติบโตของพอร์ตธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียลคุณภาพสูง พร้อมการขยายตัวของ BU EBITDA ในทั้งสองกลุ่มธุรกิจ
 
• กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการเติบโต 12.0% (YoY) จากดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในจุดหมายปลายทางหลัก โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักของโรงแรมเดิม (Same-store RevPAR) ทำระดับสูงสุดใหม่ที่ 5,230 บาทต่อคืน ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลเติบโต 10.3% (YoY) ขับเคลื่อนโดยโมเดล AWC's Lifestyle Destination และการเติบโตต่อเนื่องของเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น
 
• AWC เดินหน้าต่อยอดพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพสู่มูลค่า 221,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% (YoY) พร้อมรักษาความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงินที่ IBD/E เพียง 0.87 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว พร้อมสร้างผลตอบแทนต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้นผ่านเงินปันผล 0.080 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6.7% (YoY)

 
นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพของพอร์ตธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ผ่านการต่อยอดทรัพย์สินคุณภาพในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ดีมานด์คุณภาพสูงจากทั่วโลก

บริษัทมีรายได้รวม 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% (YoY) และมีกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% (YoY) ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 3,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% (YoY) โดยทั้งสามรายการทำระดับสูงสุดใหม่ของบริษัท จากการเติบโตของพอร์ตธุรกิจเดิม การทยอยรับรู้รายได้จากทรัพย์สินใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ

 
AWC ยังคงรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพมูลค่า 221,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% (YoY) และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E Ratio) อยู่ที่ 0.87 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม สะท้อนความพร้อมในการรองรับการเติบโตระยะยาวอย่างมีวินัยทางการเงิน พร้อมกันนี้ ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.080 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6.7% (YoY)

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AWC กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานไตรมาสนี้สะท้อนทิศทางของ AWC ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-led Strategy ที่มุ่งเน้นการเติบโตระยะยาว ผ่านการผสานความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรม คอมเมอร์เชียล และไลฟ์สไตล์ เพื่อเสริมศักยภาพพอร์ตโฟลิโออสังหาริมทรัพย์คุณภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน การเปิดตัวและพัฒนาโครงการใหม่ในปีที่ผ่านมา ต่อยอดการเติบโตของ AWC ทั้งด้านรายได้ มูลค่าสินทรัพย์ และความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก”

“AWC เชื่อว่าผู้คนในปัจจุบันมองหาประสบการณ์ที่มีความหมาย มีคุณภาพ และเชื่อมโยงกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ AWC ใช้ออกแบบโครงการและแลนด์มาร์กต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนศักยภาพของประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์คุณภาพของโลก ควบคู่กับการส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า และทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด Building Better Future For All"

 
กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการเติบโตต่อเนื่อง จากดีมานด์คุณภาพสูงและการขยายพอร์ตในจุดหมายปลายทางสำคัญ

กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีรายได้รวม 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.0% (YoY) และมีกำไรจากการดำเนินงาน (BU EBITDA) 1,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% (YoY) จากการเติบโตของพอร์ตโรงแรมในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ ควบคู่กับการต่อยอดประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมศักยภาพการสร้างรายได้ การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงแรมเดิม โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมี RevPAR เติบโต 26% (YoY) จากการฟื้นตัวของดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่นเดียวกับกลุ่มรีสอร์ตลักชัวรีในจังหวัดกระบี่และเกาะสมุยที่ยังคงรักษาระดับการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยโรงแรมบันยันทรี เกาะสมุย สามารถสร้าง ADR สูงสุดถึง 33,000 บาทต่อคืนในเดือนมกราคม 2569 ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักของโรงแรมเดิม (Same-store RevPAR) ของบริษัทเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ 5,230 บาทต่อคืน สะท้อนศักยภาพของพอร์ตโรงแรมเดิมในการสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง

 
บริษัทเริ่มเห็นการต่อยอดการลงทุนในทรัพย์สินใหม่ไปสู่การสร้างรายได้และกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทยอยรับรู้รายได้จากโรงแรมใหม่ที่เปิดดำเนินการในปี 2568 ได้แก่ โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย โรงแรม จูบิลี เพรสทีจ รัชดาภิเษก และพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา โดยพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา ทำอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 74% และโรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย ทำอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 83% ในไตรมาส 1/2569 พร้อม RevPAR ที่เติบโตทุกไตรมาสนับตั้งแต่เปิดดำเนินการ ช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของพอร์ตโรงแรมในระยะยาว

ขณะเดียวกัน AWC ยังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว การพักผ่อน และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ส่งผลให้พอร์ตธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีรายได้รวม 1,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.0% (YoY) นำโดย 'เอ-ญ่า' รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์ ที่สร้างรายได้สูงสุดกว่า 158 ล้านบาทในไตรมาสนี้ และยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านอาหารและไลฟ์สไตล์สำคัญของกรุงเทพฯ รวมถึงร้านอาหารและประสบการณ์ใหม่ที่ช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศด้านไลฟ์สไตล์ของบริษัท

กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลเติบโตจากโมเดล AWC's Lifestyle Destination และการพัฒนา Lifestyle Workplace

กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีรายได้รวม 2,632 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% (YoY) และมีกำไรจากการดำเนินงาน (BU EBITDA) 2,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% (YoY) โดยหากไม่รวมกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน รายได้เติบโต 16.3% (YoY) สู่ 1,175 ล้านบาท และ BU EBITDA เติบโต 15.0% (YoY) สู่ 781 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตที่แท้จริงของทั้งกลุ่มศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งยังคงขยายตัวจากการพัฒนาโมเดลประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยว โดยมีรายได้ค่าเช่าเติบโต 15% (YoY) และกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) เติบโต 21% (YoY) จากอัตราการเช่าพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น 4% (YoY) สู่ระดับ 81% ค่าเช่าเฉลี่ยที่สูงขึ้น 5% (YoY) และทราฟฟิกผู้ใช้บริการเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 16% (YoY) จากความสำเร็จของโครงการ Jurassic World: The Experience และ SkyFlyers: Wings of Garudapterus ที่ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ

ในส่วนของกลุ่มศูนย์การค้าโดยรวม BU EBITDA เติบโต 35% (YoY) และอัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 4% (YoY) จาก 73% เป็น 77% พร้อมทราฟฟิกผู้ใช้บริการที่เติบโต 6% (YoY) ขณะที่กลุ่มอาคารสำนักงานยังคงรักษาเสถียรภาพของกระแสเงินสด โดยมี BU EBITDA เติบโต 2% (YoY) จากการพัฒนาอาคารภายใต้แนวคิด Lifestyle Workplace นำโดยโครงการดิ เอ็มไพร์ ภายใต้แนวคิด "The Empire Reimagined" ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพของพอร์ตสำนักงาน รวมถึงการรับรู้รายได้จากอาคารสำนักงานใหม่ จูบิลี เพรสทีจ ทาวเวอร์ บนทำเลศักยภาพย่านรัชดา ที่ช่วยรองรับการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว

พร้อมกันนี้ AWC ยังเปิดตัว “Better World Better Future” แลนด์มาร์กใหม่ด้าน Edutainment ณ Hatch Dome เพื่อส่งเสริมเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น สู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและประสบการณ์ระดับโลก ผ่านการผสานความบันเทิง เทคโนโลยี และการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้แก่ผู้มาเยือนในทุกกลุ่มอายุ พร้อมสนับสนุนศักยภาพการเติบโตระยะยาวของโครงการ

เดินหน้าสร้างการเติบโตระยะยาว ควบคู่กับมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล

AWC เดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้พันธกิจ "Building Better Future For All" และกรอบแนวคิด 3BETTERs ได้แก่ Better Planet, Better People และ Better Prosperity เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ล่าสุด AWC ได้รับการจัดอันดับ Top 1% S&P CSA Score ในรายงาน S&P Global Sustainability Yearbook 2026 เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน พร้อมได้รับคะแนนสูงสุดอันดับ 1 ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรม รีสอร์ต และเรือสำราญ สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพตามมาตรฐาน ESG ระดับโลก

นอกจากนี้ โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย ยังได้รับการรับรอง WELL Certified™ ระดับ Platinum ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับมาตรฐานดังกล่าว ทั้งนี้โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย และ อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง โฮเทล ยังได้รับ WELL Health-Safety Rating ขณะที่อาคารสำนักงานในเครือ ได้แก่ ดิ เอ็มไพร์ แอทธินี ทาวเวอร์ อาคาร 208 แบงค็อก และอินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์ บางนา ได้รับการรับรอง WELL Core Certified™ ระดับ Platinum เป็น 4 อาคารสำนักงานแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองนี้ และทั้ง 6 อาคารยังได้รับการรับรอง LEED Gold ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้คนที่ใช้ชีวิต ทำงาน และเข้ามาใช้บริการภายในโครงการ ควบคู่กับประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้แก่พอร์ตอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท

ในปี 2569 นี้บริษัทเตรียมขยายพอร์ตโฟลิโอผ่านโครงการสำคัญในทำเลศักยภาพ อาทิ โรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท และโครงการลานนาทีค กาแล เฟส 1 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตของพอร์ตธุรกิจ และการพัฒนาแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับโลก ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 12 พ.ค. 2569 เวลา : 20:56:10
13-05-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ข่าวด่วน!! พรุ่งนี้ น้ำมันขึ้นราคา

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (12 พ.ค.69) ลบ 5.73 จุด ดัชนี 1,483.56 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (12 พ.ค.69) ลบ 0.52 จุด ดัชนี 1,488.77 จุด

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (11 พ.ค.69) ลบ 2 ดอลลาร์ จับตาเจรจาสันติภาพอิหร่าน-เงินเฟ้อสหรัฐฯ

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (11 พ.ค.69) บวก 95.31 จุด รับแรงซื้อหุ้น AI, จับตาเงินเฟ้อสหรัฐคืนนี้

6. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,770 เหรียญ ก่อนมีแรงขายทำกำไรย่อตัวลงมาบริเวณ 4,720 เหรียญ

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (12 พ.ค.69) "กรุงเทพปริมณฑล - ภาคเหนือ - ภาคใต้" ฝนฟ้าคะนอง 60% กับมีลมกระโชกแรง / ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 40% / ภาคอีสาน 10%

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (12 พ.ค.69) พุ่งขึ้น 850 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 73,250 บาท

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (12 พ.ค.69) แข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (12 พ.ค. 69) บวก 9.02 จุด ดัชนี 1,498.31 จุด

11. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.25-32.50 บาท/ดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (11 พ.ค.69) ลบ 11.07 จุด ดัชนี 1,489.29 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบแคบบริเวณ 4,690 - 4,720 เหรียญ

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (11 พ.ค.69) ลบ 6.61 จุด ดัชนี 1,493.75 จุด

15. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.25-32.50 บาท/ดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 13, 2026, 3:12 am