เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
เงินเฟ้ออาเซียนกับโจทย์ของธนาคารกลางเริ่มยากขึ้น


 
• เงินเฟ้อรอบใหม่ของอาเซียนเริ่มถูกขับเคลื่อนจากพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนโลก มากกว่าอุปสงค์หลังโควิด
 
• ความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่เพียงเงินเฟ้อที่สูงขึ้นชั่วคราว แต่คือ inflation persistence หรือภาวะที่เงินเฟ้ออยู่สูงต่อเนื่อง
 
• ไทยยังไม่ได้เผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อวงกว้าง เพราะอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ และเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ระดับต่ำ
 
• ธนาคารกลางกำลังเผชิญ policy dilemma ที่ยากขึ้น ระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ การดูแลค่าเงิน การประคองเศรษฐกิจ และเสถียรภาพระบบการเงิน
 
เอเชียกำลังกลับเข้าสู่โลกที่ “ต้นทุน” สำคัญกว่าดอกเบี้ย
 
สิ่งที่ธนาคารกลางในเอเชียเริ่มกังวลมากขึ้น อาจไม่ใช่เพียงระดับเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในเดือนใดเดือนหนึ่ง แต่คือความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะลดลงได้ยากกว่าเดิม เพราะแรงกดดันรอบนี้ไม่ได้มาจากอุปสงค์ภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมาจากต้นทุนด้านพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ และ supply chain ของโลกมากขึ้น
 
ประเด็นนี้สำคัญต่ออาเซียนในปี 2026 เพราะความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่ยังส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนประกันภัย ค่าระวางเรือ ปุ๋ย อาหาร และต้นทุนการผลิตของธุรกิจในภูมิภาค เมื่อประเทศจำนวนมากยังพึ่งพาพลังงานนำเข้า แรงกดดันจากต้นทุนโลกจึงสามารถไหลเข้าสู่ค่าครองชีพได้เร็ว แม้เศรษฐกิจภายในประเทศไม่ได้ร้อนแรงมากนัก
 
การขึ้นดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะควบคุมเงินเฟ้อ เพราะต้นตอของแรงกดดันไม่ได้มาจากอุปสงค์ภายในประเทศเพียงด้านเดียวอีกต่อไป
 
อาเซียนกำลังเผชิญ “เงินเฟ้อคนละแบบ”
 
แม้หลายประเทศในอาเซียนกำลังเผชิญแรงกดดันด้านราคาเหมือนกัน แต่ลักษณะของเงินเฟ้อเริ่มแตกต่างกันมากขึ้น
 
ไทยยังอยู่ในกลุ่มที่การส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้าและบริการอื่นยังเกิดขึ้นจำกัด โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนเมษายน 2026 เพิ่มขึ้น 2.89% จากราคาพลังงาน การขนส่ง และอาหารบางประเภท แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่เพียง 0.83% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังไม่ได้กระจายตัวเป็นวงกว้าง เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ กำลังซื้อของภาคครัวเรือนยังถูกกดดันจากหนี้ และเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำ
 
อินโดนีเซียยังอยู่ในกลุ่มที่แรงกดดันเงินเฟ้อโดยรวมค่อนข้างจำกัด โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนเมษายนอยู่ที่ 2.42% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.44% และชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าการส่งผ่านต้นทุนเข้าสู่ราคาสินค้าและบริการยังไม่เร่งตัวมากนัก
 
ในทางกลับกัน ฟิลิปปินส์เริ่มเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยอัตราเงินเฟ้อเดือนเมษายนเร่งขึ้นเป็น 7.2% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเป็น 3.9% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาเริ่มกระจายตัวกว้างขึ้น จนธนาคารกลางต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น
 
เวียดนามเริ่มเห็นการส่งผ่านต้นทุนเข้าสู่เงินเฟ้อพื้นฐานชัดขึ้น โดยเงินเฟ้อพื้นฐานเดือนเมษายนอยู่ที่ 4.66% และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาเริ่มกระจายตัวกว้างขึ้นในระบบเศรษฐกิจมากกว่าไทย เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวค่อนข้างแข็งแรง
 
ลาวเป็นอีกกรณีหนึ่งที่แตกต่างออกไป เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ได้สะท้อนเพียงต้นทุนพลังงานหรืออุปสงค์ภายในประเทศ แต่เกี่ยวข้องกับค่าเงิน ต้นทุนการนำเข้า ภาระหนี้ และข้อจำกัดของโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยอัตราเงินเฟ้อเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นเป็น 10.2% จาก 9.7% ในเดือนก่อนหน้า แม้อัตราเงินเฟ้ออาหารจะเริ่มชะลอลง สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังคงกระจายอยู่ในหลายส่วนของระบบเศรษฐกิจ
 
บทเรียนจากอดีต: stagflation ไม่ได้มาจาก oil shock เพียงอย่างเดียว
 
บทเรียนสำคัญจากภาวะ stagflation ในอดีต ไม่ได้อยู่ที่ราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่คือความผิดพลาดเชิงนโยบายในการประเมินว่าเงินเฟ้อจะเป็นเพียง shock ชั่วคราว และการตอบสนองต่อแรงกดดันด้านราคาที่ช้ากว่าที่ควรเป็น ตัวอย่างสำคัญคือช่วงทศวรรษ 1970 หลังเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อประคองการจ้างงานและการเติบโต แม้ต้นทุนพลังงานจะเริ่มส่งผ่านเข้าสู่ค่าจ้างและราคาสินค้าในวงกว้างแล้ว
 
ท้ายที่สุด แรงกดดันดังกล่าวนำไปสู่ภาวะ wage-price spiral หรือการเร่งตัวของค่าจ้างและราคาสินค้าที่ผลักดันกันเป็นวงจร ทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อค่อย ๆ ฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เมื่อสถานการณ์ลุกลาม การควบคุมเงินเฟ้อในระยะต่อมาจึงต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยที่รุนแรงมากขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เพื่อดึงเงินเฟ้อกลับลงมา ซึ่งแลกมาด้วยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการว่างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
 
ดังนั้น ความเสี่ยงสำคัญของอาเซียนในระยะต่อไป อาจไม่ใช่เพียงระดับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แต่คือการประเมินว่าแรงกดดันด้านราคาครั้งนี้จะยืดเยื้อเพียงใด
 
ธนาคารกลางกำลังเผชิญโจทย์ที่ยากกว่าเดิม
 
เมื่อเงินเฟ้อเกิดจากฝั่งต้นทุน นโยบายการเงินจะมีข้อจำกัดมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยสามารถกดอุปสงค์ได้ แต่ไม่สามารถเพิ่มอุปทานน้ำมัน ลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หรือแก้ bottleneck ของ supply chain ได้โดยตรง
 
หากใช้นโยบายการเงินตึงตัวเร็วเกินไป เศรษฐกิจอาจชะลอลงแรง แต่หากประเมินว่าเงินเฟ้อเป็นเพียง shock ชั่วคราว และตอบสนองช้าเกินไป เงินเฟ้อ ค่าเงิน และความคาดหวังเงินเฟ้ออาจกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่จะทำให้ต้นทุนในการควบคุมเงินเฟ้อสูงขึ้นในระยะต่อมา เพราะการลดเงินเฟ้อมีต้นทุนเชิงเศรษฐกิจและสังคม ผู้กำหนดนโยบายต้องเลือกเส้นทางระหว่างเงินเฟ้อกับการว่างงานหรือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น trade-off ที่หลีกเลี่ยงได้ยากในระยะสั้น
 
ฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ interest rate path ที่เริ่มเปลี่ยนทิศ เมื่อธนาคารกลางฟิลิปปินส์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 4.50% ในการประชุมวันที่ 23 เมษายน 2026 เพื่อรับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อและรักษาความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงิน หลังแรงกดดันด้านพลังงานและอาหารเพิ่มขึ้นจนเงินเฟ้อเสี่ยงหลุดกรอบเป้าหมาย
 
สิงคโปร์ใช้เครื่องมือต่างจากประเทศอื่น โดยดำเนินนโยบายผ่านอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก การเพิ่มความตึงตัวของกรอบค่าเงินช่วยลดแรงกดดันจาก imported inflation หรือเงินเฟ้อนำเข้า ซึ่งเหมาะกับเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าและการนำเข้าสูง ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มดูแลสภาพคล่องและเสถียรภาพค่าเงินใกล้ชิดมากขึ้น
 
ในทางกลับกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% เพราะมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อของไทยยังมาจากฝั่งต้นทุนเป็นหลัก และการส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้าและบริการยังไม่ขยายตัวเป็นวงกว้าง
 
โจทย์ของอาเซียนกำลังเปลี่ยน
 
เงินเฟ้ออาเซียนในปี 2026 กำลังซับซ้อนกว่าเดิม เพราะแรงกดดันไม่ได้มาจากปัจจัยเดียวกันในทุกประเทศ บางประเทศเผชิญแรงกดดันจากพลังงานและอุปสงค์ภายในที่ยังแข็งแรง บางประเทศเผชิญปัญหาค่าเงินและข้อจำกัดของโครงสร้างเศรษฐกิจ
 
บทเรียนจาก stagflation คือ ราคาน้ำมันและต้นทุนโลกสามารถจุดชนวนเงินเฟ้อได้ แต่สิ่งที่จะทำให้เงินเฟ้ออยู่สูงต่อเนื่อง มักขึ้นอยู่กับการส่งผ่านเข้าสู่ค่าจ้าง ราคาสินค้า ความคาดหวังเงินเฟ้อ และการตอบสนองของนโยบายการเงินด้วย และในหลายกรณี ความผิดพลาดเชิงนโยบายในอดีตไม่ได้มาจาก cost shock เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการประเมินภาวะเศรษฐกิจผิดและการให้ความสำคัญกับบทบาทของนโยบายการเงินไม่เพียงพอ
 
หลายปีที่ผ่านมา เราเคยชินกับโลกที่เงินเฟ้อต่ำ พลังงานราคาถูก และนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แต่ปี 2026 อาจสะท้อนว่า โลกใบนั้นกำลังเปลี่ยนไป และโจทย์ของธนาคารกลางอาจไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่คือการรักษาเสถียรภาพในโลกที่ต้นทุน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และเงินเฟ้อกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญอีกครั้ง
 
และนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ธนาคารกลางต้องเผชิญกับ “การคุมเงินเฟ้อ” และ “การประคองเศรษฐกิจ” ซึ่งไม่สามารถทำได้พร้อมกันอย่างง่ายดายอีกต่อไป
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 14 พ.ค. 2569 เวลา : 17:43:47
15-05-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (15 พ.ค.69) ลบ 21.17 จุด ดัชนี 1,517.95 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (15 พ.ค.69) ลบ 12.62 จุด ดัชนี 1,526.50 จุด

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (15 พ.ค.69) ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักบางแห่ง ภาคเหนือ ฝน 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก 60% ภาคใต้ 60-70%

4. MTS Gold คาด ราคาทองคำกลับลงมาทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 4,600 เหรียญ อีกครั้ง ภาพรวมระยะสั้นยังอยู่ในลักษณะ Sideways Down

5. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.35-32.60 บาท/ดอลลาร์

6. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (15 พ.ค.69) อ่อนค่าลง ที่ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (14 พ.ค.69) บวก 370.26 จุด, S&P500 ทำนิวไฮ รับแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคฯ

8. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (14 พ.ค.69) ลบ 21.40 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่า-ราคาน้ำมันสูงกดดันตลาด

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (15 พ.ค.69) ร่วงแรง 850 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 71,900 บาท

10. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (15 พ.ค.69) ลบ 5.67 จุด ดัชนี 1,533.45 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิด (14 พ.ค.69) บวก 21.86 จุด ดัชนี 1,539.12 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (14 พ.ค.69) บวก 7.05 จุด ดัชนี 1,524.31 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (14 พ.ค.69) บวก 5.24 จุด ดัชนี 1,522.50 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบบริเวณ 4,680 - 4,720 เหรียญ

15. พยากรณ์อากาศวันนี้ (14 พ.ค.69) ทั่วไทยฝนฟ้าคะนองและตกหนักบางแห่ง / ภาคเหนือ ฝน 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก 60% ภาคใต้ 60-70%

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 15, 2026, 5:41 pm