เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Krungthai Compass วิเคราะห์ "พ.ร.บ. Climate Change: กติกาใหม่ในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จากกลไกภาคสมัครใจสู่กลไกภาคบังคับ"


 

• พ.ร.บ. Climate Change เป็นกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศฉบับแรกของไทยที่จะยกระดับการจัดการ GHG จากภาคสมัครใจไปสู่ภาคบังคับ ทั้งในด้านการรายงานข้อมูลการปล่อย GHG การกำหนดราคาคาร์บอนผ่านภาษีคาร์บอนและ ETS ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ภาคธุรกิจของไทยปรับตัวและเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

• Krungthai COMPASS ประเมิน พ.ร.บ.ฯ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งในด้าน 1) ต้นทุนการจัดทำบัญชีและรายงานการปล่อย GHG ตั้งแต่การวางระบบถึงการทวนสอบ และ 2) ต้นทุนคาร์บอนจากกลไกภาคบังคับ ภายใต้สมมติฐานที่กำหนด ภาษีคาร์บอนอาจทำให้ต้นทุนบริการของธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนนปรับเพิ่ม 0.8-6% กดดันอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 17.6% เหลือ 12.7–17% ขณะที่ ETS อาจสร้างต้นทุนส่วนเพิ่มแก่กลุ่มธุรกิจที่ปล่อย GHG สูง เช่น โรงไฟฟ้า ราว 0.3-4% ของต้นทุนผลิตไฟฟ้ารวมต่อปี หากปล่อย GHG เกินสิทธิที่กำหนดและต้องซื้อสิทธิเพิ่ม

• อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ฯ จะมีส่วนสำคัญในการเร่งการลงทุนเพื่อปรับตัวไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เนื่องจากต้นทุนคาร์บอนของธุรกิจมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาวจากการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดที่มีความคุ้มค่า นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจสร้างรายได้ใหม่จากการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต เช่น โครงการ Low Carbon City ซึ่งคาดว่าจะสามารถลด GHG ได้ราว 2.3 MtCO?e ภายใน 10 ปี และสร้างรายได้ราว US$35 ล้าน เพื่อตอบโจทย์ตลาดที่มีอุปสงค์เพิ่มขึ้นและเสริมความได้เปรียบในการแข่งขันในยุคที่คู่ค้าและนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

ภายใต้บริบทที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น การใช้เครื่องมือเชิงนโยบายในรูปแบบของกฎระเบียบและกฎหมายจึงมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการกำหนดมาตรฐานการรายงาน การกำหนดราคาคาร์บอน และกลไกการกำกับดูแลที่มุ่งผลักดันให้ภาคธุรกิจปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

ประเทศไทยเองอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญเช่นกัน โดยเมื่อ 2 ธ.ค. 2025 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในร่างหลักการ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจากระบบสมัครใจไปสู่กลไกภาคบังคับที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งในมิติของการรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำหนดราคาคาร์บอน และการกำกับดูแลการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศ 

บทความฉบับนี้ Krungthai COMPASS จึงอยากชวนผู้อ่าน ไปเจาะลึกกลไกภาคบังคับภายใต้ พ.ร.บ. Climate Change ที่จะมีผลต่อภาคธุรกิจในบริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เจาะลึกกลไกภาคบังคับของ พ.ร.บ. Climate Change และ Timeline การบังคับใช้

ภายใต้กรอบความตกลงปารีส (Paris Agreement) ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ท้าทาย ผ่านกลไก Nationally Determined Contribution (NDC) ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเหลือ 152 MtCO2e ในปี 2035 หรือลดลง 47% เมื่อเทียบกับปีฐานในปี 2019 โดยเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเศรษฐกิจหลักและการดูดซับก๊าซเรือนกระจกของการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงที่ดินและภาคป่าไม้ (LULUCF) ควบคู่กับเป้าหมายระยะยาวในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 ภายใต้เป้าหมายที่ท้าทายดังกล่าว กลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจจึงไม่เพียงพอ การใช้กลไกภาคบังคับผ่านกฎระเบียบและกฎหมายจะมีความจำเป็นมากขึ้น
 
 
 
พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. Climate Change เป็นกฎหมายฉบับใหม่ที่มีเป้าหมายเพื่อวางกรอบการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยยกระดับจากกลไกภาคสมัครใจไปสู่กลไกภาคบังคับ เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจและภาคเศรษฐกิจปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย 14 หมวด ครอบคลุมนโยบายและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านกลไกราคาคาร์บอน กลไกการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนบทกำหนดโทษ

กลไกภาคบังคับภายใต้ พ.ร.บ. Climate Change เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ และจะกลายเป็นต้นทุนใหม่ของภาคธุรกิจในระยะข้างหน้า ครอบคลุมตั้งแต่การรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปจนถึงการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้เพื่อกำหนดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ ระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS) ภาษีคาร์บอน (Carbon tax) และการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) โดยมีกลไกสนับสนุนอย่างคาร์บอนเครดิต ซึ่งสามารถนำมาใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ภายใต้กลไก ETS ตามเงื่อนไขที่กำหนด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้เร็ว ทั้งในด้านการบริหารจัดการการปล่อยและการลงทุนในเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนในระยะยาว เข้าถึงกลไกตลาดคาร์บอน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในบริบทเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
 
 
ขณะนี้ (ร่าง) พ.ร.บ. Climate Change อยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะและการพิจารณากฎหมายรายมาตราของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนที่จะนำเสนอกลับเข้าสู่คณะรัฐมนตรีและผ่านกระบวนการของรัฐสภาในลำดับถัดไป

หากกระบวนการทางกฎหมายดำเนินไปตามแผน คาดว่า พ.ร.บ.ฯ อาจจะประกาศใช้ได้ภายในปี 2027 โดยสำหรับข้อบังคับด้านการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของหน่วยงาน/ธุรกิจที่เข้าเกณฑ์ รวมทั้งการจัดเก็บภาษีคาร์บอน คาดว่าจะบังคับใช้ในปี 2028 (หรือภายใน 1 ปี หลังจาก พ.ร.บ.ฯ บังคับใช้) ตามด้วย ETS ที่คาดว่าจะบังคับใช้ในปี 2030 (หรือ 2 ปี หลังจากนิติบุคคลเริ่มรายงานข้อมูล) อย่างไรก็ดี Timeline ดังกล่าวยังเป็นการประมาณการเบื้องต้น และอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของกระบวนการออกกฎหมายและกฎหมายลูกรองรับ ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงควรเริ่มประเมินความพร้อมและวางแผนรับมือล่วงหน้า โดยไม่จำเป็นต้องรอให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ก่อน
 
 
Box 1

หลายปีที่ผ่านมาประเทศ/เมืองต่างๆ มีการนำกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง จากรายงาน State and Trends Carbon Pricing 2025 ชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการใช้กลไกคาร์บอนภาคบังคับอย่าง ETS และภาษีคาร์บอนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีรัฐบาลส่วนกลางและท้องถิ่นอีกกว่า 38 แห่งที่อยู่ระหว่างพิจารณาที่จะนำ ETS หรือภาษีคาร์บอนมาใช้ ซึ่งในจำนวนนี้ 10 แห่งมีการใช้ ETS หรือภาษีคาร์บอนอยู่แล้ว การที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการผลักดัน พ.ร.บ. Climate Change และเตรียมนำกลไกภาคบังคับมาใช้ จึงนับเป็นความก้าวหน้าที่สอดคล้องกับทิศทางของนานาประเทศและช่วยยกระดับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล
 
 
วิเคราะห์ผลกระทบของ พ.ร.บ. Climate Change ต่อภาคธุรกิจ

Krungthai COMASS มองว่าการบังคับใช้ พ.ร.บ. Climate Change จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในด้านต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะ 1) ต้นทุนการจัดทำและรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกและการทวนสอบ 2) ต้นทุนคาร์บอนจากกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ 

 
1. ต้นทุนการจัดทำรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกและการทวนสอบ

จาก (ร่าง) พ.ร.บ. Climate Change ที่กำหนดให้ธุรกิจในหลายภาคอุตสาหกรรมต้องจัดทำและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงผ่านการทวนสอบจากหน่วยงานที่ได้รับการรับรอง ครอบคลุมข้อมูลปริมาณการปล่อยหรือลดก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งแผนการตรวจวัด แผนการลด และผลการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีเพียงผู้ประกอบการบางส่วนที่มีความพร้อมด้านการรายงานข้อมูลและการทวนสอบ โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมมีความพร้อมในระดับรองลงมา สะท้อนจากการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทใน SET ราว 66% มีการเปิดเผยข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในจำนวนนี้มีการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกราว 65% ขณะที่บริษัทใน mai มีความพร้อมระดับรองลงมา

การรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการทวนสอบสร้างต้นทุนให้กับธุรกิจ ทั้งในส่วนของต้นทุนเริ่มต้นในการวางระบบและต้นทุนการดำเนินงานประจำ ธุรกิจที่เข้าเกณฑ์และยังไม่ได้เริ่มดำเนินการใดๆ จำเป็นต้องลงทุนในการวางระบบจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูล เช่น การกำหนดขอบเขต รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการจ้างที่ปรึกษา ซึ่งในเบื้องต้นมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่ราว 300,000-400,000 บาท/องค์กรในปีแรก1 ในปีถัดไปค่าใช้จ่ายจะลดลงเหลือเพียงต้นทุนดำเนินงาน โดยอยู่ที่ประมาณ 40–60% ของค่าใช้จ่ายในปีแรก นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการทวนสอบข้อมูลโดยหน่วยงานภายนอกที่ได้รับการรับรอง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในเบื้องต้นราว 100,000 บาท/ครั้ง  สำหรับหน่วยงานทวนสอบในไทย ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายข้างต้นขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจ2

1  โดยหลักประกอบด้วยค่าการวางระบบ รวบรวบและวิเคราะห์ข้อมูลในการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก (Scope 1-2) ค่าตรวจวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ ค่าจัดทำรายงาน โดยประมาณการจากงบประมาณโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่องค์กรสีเขียวด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

2 อ้างอิงจากการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.)

สำหรับบริบทต่างประเทศ องค์กรที่มีขนาดใหญ่และมีโครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายในรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการทวนสอบอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ภายใต้ความเข้มงวดของกฎเกณฑ์และต้นทุนตลาดที่แตกต่างจากประเทศไทย จากกรณีตัวอย่างในสหรัฐฯ ผลสำรวจของ ERM3 พบว่า บริษัทในสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ (Market cap. 1-200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) มีค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์และเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 สูงถึงราว 237,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี และค่าใช้จ่ายในการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอก 82,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี
 
3 Costs and Benefits of Climate-Related Disclosure Activities by Corporate Issuers and Institutional Investors (2022)

Box 2

ปัจจุบันหน่วยงานทวนสอบในไทย หมายถึง หน่วยงานทวนสอบการประเมิน Carbon Footprint องค์กร ตามระบบสมัครใจ ระดับนิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการ
ก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ปัจจุบันมีทั้งหมด 21 หน่วยงาน (ณ มีนาคม 2026) ประกอบด้วย หน่วยงานในสังกัดมหาวิทยาลัย บริษัทที่ปรึกษาของไทย และสาขาของบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติที่มีสาขาในไทย ทั้งนี้ แต่ละหน่วยงานมีความเชี่ยวชาญและขอบข่ายการทวนสอบก๊าซเรือนกระจกที่แตกต่างกัน

(ร่าง) พ.ร.บ. ฯ กำหนดให้หน่วยงานทวนสอบรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้องเป็นผู้ได้รับการรับรองระบบงานในสาขาที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานแห่งชาติและได้รับการขึ้นทะเบียนกับ อบก. โดยคุณสมบัติและการขึ้นทะเบียนของหน่วยงานทวนสอบ จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ อบก. กำหนด ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการ ซึ่งอาจมีความแตกต่างจากระบบสมัครใจ ภายใต้กฎหมายที่จะออกในภายหลัง

2. ต้นทุนคาร์บอนจากกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ

2.1 ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
 
ภาษีคาร์บอนมีแนวโน้มจะบังคับใช้ภายใน 1 ปี หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ. Climate Change และเริ่มจัดเก็บภาษีในกลุ่มสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตร-เลียมเป็นหลัก โดยจะยกระดับจากกลไกในปัจจุบันที่ภาษีคาร์บอนเป็นส่วนหนึ่งของภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เป็นการแยกภาษีคาร์บอนออกมา ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานสะท้อนต้นทุนคาร์บอนที่แท้จริงมากขึ้น ทั้งนี้ ประเทศไทยมีแนวโน้มเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนในระดับประมาณ 200 บาท/tCO2e ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ อย่างไรก็ดี ทิศทางราคาคาร์บอนมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว ธุรกิจที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นองค์ประกอบหลักมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากภาษีคาร์บอนมากกว่าธุรกิจที่ใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงในสัดส่วนต่ำ อาทิ ธุรกิจขนส่ง ซึ่งข้อมูลของ International Energy Agency (IEA) ชี้ว่า ในปี 2023 ภาคขนส่งของไทยเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำมันสูงถึงราว 48% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด
 
 
ผลกระทบของภาษีคาร์บอนต่อต้นทุนของธุรกิจมีความแตกต่างกัน ตามระดับการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและประเภทของเชื้อเพลิงที่ใช้ กรณีของธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน ซึ่งมีการใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลัก Krungthai COMPASS ประเมินว่า ต้นทุนของธุรกิจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 0.8-6% และกดดันอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 17.6% เหลือ 12.7-17.0% ซึ่งเป็นผลจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลจาก 31.9 บาท/ลิตร ไปสู่ที่สูงสุด 35.8 บาท/ลิตร ภายใต้สมมติฐานราคาคาร์บอนในช่วง 200–1,500 บาท/tCO?e              

 
ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับที่ประเทศไทยมีแนวโน้มเริ่มใช้ในระยะแรก ไปจนถึงระดับที่สอดคล้องกับข้อเสนอราคาคาร์บอนสำหรับประเทศรายได้ปานกลางของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของต้นทุน (49%) เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจขนส่ง ซึ่งกว่า 90% ของผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางถนนของไทยยังเป็น SME ทำให้ความสามารถในการดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีจำกัด

2.2 ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (TH-ETS)

ETS เป็นอีกหนึ่งกลไกราคาคาร์บอนที่มีแนวโน้มใช้ควบคู่กับภาษีคาร์บอน โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมขนาดกลางถึงใหญ่ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมหนัก ภายใต้ระบบนี้ ธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเกินสิทธิที่ได้รับจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นตามปริมาณส่วนเกินและระดับราคาคาร์บอนในตลาด แม้ราคาคาร์บอนในตลาดภาคสมัครใจของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอยู่เพียง 30–150 บาท/tCO2e แต่ในประเทศที่ใช้ ETS อย่างจริงจัง ราคาคาร์บอนอยู่ในระดับสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่ราคา Emissions Allowance แตะเกือบ 100 USD/tCO?e ขณะที่เกาหลีใต้และจีนแม้ยังต่ำกว่าแต่มีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าหากไทยนำ ETS มาใช้ ต้นทุนคาร์บอนของธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง มีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะถัดไปหากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
 
 
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ภายใต้ระบบ ETS ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดเชิงนโยบาย เช่น สัดส่วนการจัดสรรสิทธิการปล่อยแบบให้เปล่า และระดับเพดานการปล่อย ธุรกิจโรงไฟฟ้าอาจต้องแบกรับต้นทุนส่วนเพิ่มราว 0.3–4.0% ของต้นทุนการผลิตไฟฟ้ารวมต่อปี ในกรณีที่จำเป็นต้องซื้อสิทธิการปล่อยเพิ่ม จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินสิทธิที่ได้รับ โดยเป็นการประเมินภายใต้สมมติฐานการกำหนดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่าระดับ Emission Factor ของการผลิตไฟฟ้า ภายใต้โครงการ Premium T-VER 10–30% และอ้างอิงราคาคาร์บอนในตลาดที่ระดับ 400–2,500 บาท/tCO2e ซึ่งสะท้อนระดับราคาเฉลี่ยในช่วง 5 ปีล่าสุดของตลาดคาร์บอนในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ และ EU ETS ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบดังกล่าว ซึ่งภายใต้ระบบ ETS แม้ต้นทุนส่วนเพิ่มในระยะเริ่มต้นอาจยังอยู่ในระดับไม่สูงมาก แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามระดับความเข้มงวดของเพดานการปล่อยและราคาคาร์บอนในตลาด
 
ภาระต้นทุนภายใต้ระบบ ETS มีความผันผวนและไม่แน่นอนสูงกว่าภาษีคาร์บอน เนื่องจากขึ้นอยู่กับทั้งระดับการปล่อยจริงและราคาคาร์บอนในตลาด ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้า ซึ่งเริ่มปรับตัวผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพและลงทุนในพลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน ประสบการณ์จากต่างประเทศชี้ว่าองค์กรขนาดเล็กมีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า เนื่องจากมีต้นทุนด้านการบริหารจัดการและธุรกรรมต่อหน่วยสูงกว่า กรณีศึกษาของยุโรปจาก ZEW5 พบว่า การบังคับใช้ EU ETS ส่งผลให้บริษัทขนาดเล็กที่มีการปล่อยต่ำกว่า 25,000 tCO2e/ปี มีต้นทุนด้านบริหารจัดการและธุรกรรมต่อหน่วยสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่ได้ถึง 10 เท่า เนื่องจากไม่สามารถกระจายต้นทุนคงที่ (Fixed cost) ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่สามารถบริหารจัดการต้นทุนดังกล่าวได้ดีกว่า

นอกเหนือจากผลกระทบด้านต้นทุนข้างต้น ภาคธุรกิจยังควรพิจารณาต้นทุนความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance risk) ซึ่งอาจเกิดขึ้นในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้ครบถ้วน ทั้งในรูปแบบของค่าปรับหรือบทลงโทษตามกฎหมายตามที่มีการกำหนดหมวดลงโทษใน (ร่าง) พ.ร.บ.ฯ ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงควรเร่งประเมินความพร้อมของตนเองทั้งในมิติข้อมูล กระบวนการ และการลงทุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที ภายใต้กรอบกฎหมายใหม่ที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 5 ZEW Study: Management of EU Emissions Trading Scheme Causes High Costs (2012)

โอกาสของภาคธุรกิจจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. Climate Change 

การนำกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับมาใช้ภายใต้ พ.ร.บ.ฯ จะมีบทบาทสำคัญในการเร่งให้เกิดการลงทุนเพื่อการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยต้นทุนคาร์บอนที่ถูกกำหนดอย่างเป็นรูปธรรมและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ภาคธุรกิจเร่งปรับตัวและจัดสรรเงินลงทุนไปสู่เทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในช่วงปี 2018–พ.ค. 2025 ไทยมีการลงทุนเพื่อลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกใน 5 ภาคเศรษฐกิจและภาคป่าไม้สะสมราว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1.2 ล้านล้านบาท โดยที่กว่า 45% ของเงินลงทุนมาจากภาคธุรกิจ

 
นอกจากนี้ ภายใต้แผน Thailand NDC 3.0 การลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยช่วงปี 2030-2035 จะอยู่ที่ราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ ADB ประเมินว่า ในช่วงปี 2030-2050 ประเทศไทยต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลกว่า 22.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี หากต้องการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 

ในระยะข้างหน้า การลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และจะนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ทั้งในด้าน 1) การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และ 2) การสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต

1. การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด 
 
ปัจจุบันเทคโนโลยีสะอาดได้พัฒนาไปถึงจุดที่เกิดความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนธุรกิจใจระยะยาว ตัวอย่างจากการวิเคราะห์ด้วย Marginal Abatement Cost Curve จะเห็นว่ามีการลงทุนในบางกิจกรรมที่ส่งให้ต้นทุนสุทธิต่อหน่วยเป็นลบ ซึ่งหมายถึงการลงทุนดังกล่าวสร้างผลตอบแทนสุทธิเป็นบวกให้กับธุรกิจ กล่าวคือ นอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในระยะยาวได้มากกว่ามูลค่าการลงทุนเริ่มต้น อาทิ การเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED การเพิ่มประสิทธิภาพของเชื้อเพลิงรถยนต์ การปรับปรุงอาคารให้ประหยัดพลังงาน ฯลฯ ขณะที่บางประเภทการลงทุนยังอยู่ในช่วงวิจัยและพัฒนา จึงอาจยังไม่สร้างความคุ้มค่า ดังนั้น ในระยะเริ่มต้นจึงอาจมุ่งเน้นการลงทุนที่มีต้นทุนต่ำและความคุ้มค่าก่อน เพื่อให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้งบประมาณที่จำกัด
 
 
2. การสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต

การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตเป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนและสร้างรายได้ใหม่ของภาคธุรกิจ โดยมีแรงหนุนจากความต้องการคาร์บอนเครดิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า จากการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยที่เกินสิทธิในระบบ ETS (compliance) ควบคู่กับการใช้ในตลาดภาคสมัครใจเพื่อบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของภาคธุรกิจ ตัวอย่างจากการประเมินเบื้องต้นว่าภาคการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอาจมีความต้องการคาร์บอนเครดิตอยู่ที่ราว 6.3-8 MtCO2e/ปี ภายใต้สมมติฐานโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติทั้งหมดอยู่ภายใต้ระบบ ETS โดยกำหนดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่าระดับ Emission Factor ของการผลิตไฟฟ้า ภายใต้โครงการ Premium T VER 10-30% และใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชย 15% ของสิทธิที่ได้รับ ขณะที่ปัจจุบันมีคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองเฉลี่ย 3.6 MtCO?e/ปี (ปี 2021–2024) ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างอุปสงค์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า

แนวโน้มดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านการผลักดันโครงการระดับประเทศอย่าง Low Carbon City (LCC) ซึ่งเป็นโครงการระดับประเทศที่มุ่งยกระดับการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและประสิทธิภาพพลังงานในโครงสร้างพื้นฐานเมือง ผ่านการรวบรวมโครงการขนาดเล็ก เช่น Solar rooftop ระบบไฟสาธารณะ และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคาร ให้เกิด การสร้างคาร์บอนเครดิตได้อย่างเป็นระบบ ซึ่ง ค.ร.ม. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อ 9 ธ.ค. 2025 ที่ผ่านมา โดยโครงการนี้เปิดโอกาสให้หลายภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น SME ขณะเดียวกันยังได้รับการสนับสนุนผ่านกลไกทางการเงินที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินลงทุนในระยะเริ่มต้น โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 2.3 MtCO?e ภายใน 10 ปี และสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตราว 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น ได้ตอกย้ำความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้กล่าวว่า จากวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสีเขียวเป็นเรื่องที่ต้องทำให้เร็วที่สุด ซึ่งรัฐบาลมีแผนเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งสนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนและผู้ใช้ไฟฟ้า6 จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีกรอบนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจนภายใต้ พ.ร.บ. Climate Change ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งในระยะยาวอาจช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยจากราคาพลังงานโลกได้ 
 
6 อ้างอิงจาก สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (https://www.infoquest.co.th/2026/581591)

Summary & Recommendation

พ.ร.บ. Climate Change เป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผ่านกลไกภาคบังคับและกลไกราคาคาร์บอนที่ทำให้เกิดต้นทุนใหม่ ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ โดยธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วจะมีแนวโน้มได้เปรียบ ทั้งในด้านประสิทธิภาพระยะยาวและการเข้าถึงโอกาสจากกลไกตลาดคาร์บอน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถสร้างรายได้ใหม่จากการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตเพื่อเสริมความได้เปรียบในการแข่งขัน

แม้ผู้ประกอบการ SME อาจไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับของ พ.ร.บ.ฯ โดยตรง โดยเฉพาะในเรื่องของการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มีแนวโน้มต้องเผชิญแรงกดดันจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นคู่ค้า ซึ่งต้องการรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งได้รับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ SME จำเป็นต้องเริ่มเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถดำเนินการได้ในเบื้องต้น อาทิ

1) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น บำรุงรักษาเครื่องจักรเพื่อลดการสูญเสียพลังงาน ซึ่งเป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและมีต้นทุนไม่สูง 

2) การพัฒนาความสามารถในการจัดเก็บและติดตามข้อมูลการใช้พลังงานหรือการปล่อยก๊าเซเรือนกระจกเพื่อรองรับข้อกำหนดจากคู่ค้าในอนาคต โดยสามารถเริ่มต้นจากการใช้เครื่องมือพื้นฐานอย่างแบบฟอร์มออนไลน์ที่หน่วยงานภาครัฐจัดทำขึ้น เช่น Acamp7

3) การวางแผนปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด โดยเริ่มจากโครงการที่มีระยะเวลาคืนทุนสั้น เพื่อลดผลกระทบต่อกระแสเงินสด 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรติดตามทิศทางนโยบายอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มศักยภาพในการปรับตัว

ภวิกา กล้าหาญ
ณัฏฐณิชา ศรีเกิดครืน
ศูนย์วิจัย Krungthai Compass
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 15 พ.ค. 2569 เวลา : 17:03:42
15-05-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (15 พ.ค.69) ลบ 21.17 จุด ดัชนี 1,517.95 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (15 พ.ค.69) ลบ 12.62 จุด ดัชนี 1,526.50 จุด

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (15 พ.ค.69) ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักบางแห่ง ภาคเหนือ ฝน 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก 60% ภาคใต้ 60-70%

4. MTS Gold คาด ราคาทองคำกลับลงมาทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 4,600 เหรียญ อีกครั้ง ภาพรวมระยะสั้นยังอยู่ในลักษณะ Sideways Down

5. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.35-32.60 บาท/ดอลลาร์

6. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (15 พ.ค.69) อ่อนค่าลง ที่ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (14 พ.ค.69) บวก 370.26 จุด, S&P500 ทำนิวไฮ รับแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคฯ

8. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (14 พ.ค.69) ลบ 21.40 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่า-ราคาน้ำมันสูงกดดันตลาด

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (15 พ.ค.69) ร่วงแรง 850 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 71,900 บาท

10. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (15 พ.ค.69) ลบ 5.67 จุด ดัชนี 1,533.45 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิด (14 พ.ค.69) บวก 21.86 จุด ดัชนี 1,539.12 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้า (14 พ.ค.69) บวก 7.05 จุด ดัชนี 1,524.31 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (14 พ.ค.69) บวก 5.24 จุด ดัชนี 1,522.50 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบบริเวณ 4,680 - 4,720 เหรียญ

15. พยากรณ์อากาศวันนี้ (14 พ.ค.69) ทั่วไทยฝนฟ้าคะนองและตกหนักบางแห่ง / ภาคเหนือ ฝน 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก 60% ภาคใต้ 60-70%

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 15, 2026, 6:23 pm