• จีนพลิกบทบาทจากประเทศที่พึ่งพาถ่านหินและปล่อยคาร์บอนสูง สู่ผู้นำด้านพลังงานสะอาดของโลก
• พลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และไฮโดรเจนสีเขียว กลายเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ
• ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงทุนระยะยาวและนโยบายที่ต่อเนื่อง
• จีนกำลังสร้าง “ระบบนิเวศพลังงานสะอาด” ตั้งแต่การผลิต การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการใช้งานจริง
• แม้ยังเป็นผู้ปล่อย CO? รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่จีนกำลังแสดงให้เห็นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลดคาร์บอนสามารถเดินไปพร้อมกันได้
เมื่อโลกกังวลเรื่องราคาน้ำมัน สงคราม และความมั่นคงทางพลังงาน จีนกำลังสร้างสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น
นั่นคือการเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจพลังงานสะอาด” ที่อาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติพลังงานครั้งสำคัญในรอบหลายทศวรรษ สงครามส่งผลกระทบต่อแหล่งเชื้อเพลิง ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผันผวน ขณะที่หลายประเทศเริ่มตระหนักว่าความมั่นคงทางพลังงานมีความสำคัญไม่ต่างจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
แต่ท่ามกลางความปั่นป่วนนี้ “จีน” กลับพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส
ด้วยการปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ที่ไม่ได้มุ่งเพียงรับมือกับแรงกดดันระยะสั้น แต่ยังวางรากฐานเพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในระยะยาว และก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดของโลก
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาว ภายใต้เป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2060 และการมุ่งสู่ Net Zero Emissions ในระยะยาว
เป้าหมายนี้ทำให้พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่กลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่เชื่อมโยงนโยบายอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน
อดีต: ยักษ์ใหญ่แห่งยุคฟอสซิล
ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 2000 กว่า 80% ของไฟฟ้าจีนยังคงพึ่งพาถ่านหิน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระจายอยู่ทั่วประเทศเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วที่สุดช่วงหนึ่งของโลก
ระหว่างปี 2000–2011 จีนมีอัตราการปล่อย CO? เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 9% ต่อปี
รถยนต์ไฟฟ้ายังแทบไม่มีบทบาทนอกเหนือจากโครงการนำร่องในเมืองใหญ่ไม่กี่แห่ง ขณะที่ระบบกักเก็บพลังงานยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
จีนในเวลานั้นถูกมองว่าเป็น “จำเลยของสังคมโลก” ทั้งในฐานะผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุด และสัญลักษณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม
การเปลี่ยนผ่าน: แตะเบรกและหักเลี้ยว
หลังปี 2012 จีนเริ่ม “แตะเบรก” การขยายตัวของการปล่อยมลพิษ
อัตราการเพิ่มขึ้นของการปล่อย CO?ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รัฐบาลเริ่มใช้เครื่องมือเชิงนโยบายควบคู่กันทั้งด้านพลังงาน อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี
พัฒนารถยนต์ไฟฟ้า
• ต้นทศวรรษ 2000 รัฐบาลบรรจุ “ยานยนต์พลังงานใหม่” (New Energy Vehicles: NEVs) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เทคโนโลยีแห่งชาติ
• ปี 2009 จีนเปิดตัวโครงการ “Ten Cities, Thousand Vehicles” เพื่อทดลองใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งสาธารณะ ก่อนขยายผลสู่ระดับประเทศ
• ตั้งเป้าการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า 500,000 คันในปี 2015 และเร่งสู่ระดับ 5 ล้านคันในปี 2020
ขณะเดียวกัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (2021–2025) ได้วางรากฐานการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานอย่างชัดเจน โดยมุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านในระยะนี้ไม่ใช่เพียงการลดการปล่อยคาร์บอน แต่เป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำหรับหลายทศวรรษข้างหน้า
• เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้า
• ลดบทบาทของโรงไฟฟ้าถ่านหินลงอย่างต่อเนื่อง
• พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน
• ส่งเสริมการผลิตและการใช้ไฮโดรเจนสีเขียว
ปัจจุบัน: มังกรเขียวผู้ขับเคลื่อนโลก
ในช่วงปี 2024–2025 ผลลัพธ์ของยุทธศาสตร์ดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดเจน
การปล่อย CO?ของจีนอยู่ที่ราว 12,289 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศพุ่งสู่กว่า 10,087 TWh หรือเกือบหนึ่งในสามของโลก
แม้จีนยังใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลัก แต่สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลดลงเหลือราว 51% จากมากกว่า 70% ในช่วงต้นทศวรรษ 2010
ขณะที่พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 38% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ จากเพียงราว 16% ในปี 2011
ปัจจุบันจีนมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 2,337 กิกะวัตต์ คิดเป็นมากกว่า 60% ของกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด โดยพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
หลายปีที่ผ่านมา จีนติดตั้งกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่มากกว่าหลายประเทศรวมกัน สะท้อนบทบาทของจีนในฐานะศูนย์กลางของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดโลก และเป็นผู้นำตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ของโลกในปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า จีนกำลังค่อย ๆ แยก “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ออกจาก “การเพิ่มขึ้นของการปล่อยคาร์บอน”
การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา: หัวใจของ Carbon Neutrality
จีนไม่ได้มองพลังงานสะอาดเป็นต้นทุน แต่เป็น “อุตสาหกรรมใหม่”
ปี 2025 จีนมีกำลังการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวมากกว่า 250,000 ตันต่อปี จากเพียงไม่กี่พันตันเมื่อทศวรรษก่อน ทั่วประเทศมีสถานีเติมไฮโดรเจนกว่า 600 แห่ง และมีรถเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนมากกว่า 76,000 คัน
ในภาคยานยนต์ไฟฟ้า จีนมีรถ EV สะสมมากกว่า 55 ล้านคัน จากเพียงไม่กี่หมื่นคันในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ส่วนจุดชาร์จเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 20 ล้านจุดทั่วประเทศ
บริษัทเอกชนอย่าง CATL และ BYD ลงทุนอย่างหนักในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ทำให้ต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง และช่วยเร่งการเข้าถึงพลังงานสะอาดในวงกว้าง
การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศพลังงานสะอาด” ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต การกักเก็บพลังงาน การขนส่ง และการใช้งานจริงเข้าด้วยกัน
ความท้าทายที่ยังเหลืออยู่
แม้จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดของโลก แต่การเปลี่ยนผ่านยังไม่สมบูรณ์ เพราะจีนยังคงเป็นผู้ใช้ถ่านหินและผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก
ขณะเดียวกัน การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดยังนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ ทั้งการบริหารโครงข่ายไฟฟ้า การจัดการกำลังการผลิตส่วนเกิน และแรงกดดันทางการค้าจากหลายประเทศที่กังวลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตจีน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับจุดเริ่มต้นเมื่อสองทศวรรษก่อน ทิศทางของจีนได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
บทสรุป: จีนคือเครื่องยนต์สำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก
จีนกำลังพิสูจน์ว่า แม้จะเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ด้วยการลงทุนเชิงโครงสร้าง นโยบายระยะยาวที่ต่อเนื่อง และพลังของภาคเอกชน ประเทศสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ การที่จีนมองพลังงานสะอาดเป็น “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ไม่ใช่เพียงเครื่องมือแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกสร้างความสามารถในการแข่งขัน เทคโนโลยีใหม่ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ท้องฟ้าที่เริ่มกลับมาเป็นสีครามในหลายเมืองของจีน จึงไม่ใช่เพียงสัญญาณของสิ่งแวดล้อมที่ฟื้นตัว แต่เป็นการสะท้อนว่า การแข่งขันด้านพลังงานสะอาดได้กลายเป็นการแข่ง
ข่าวเด่น