
· ปัญหา PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตสุขภาพชั่วคราวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นภาระเชิงโครงสร้างที่เรื้อรัง คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาทในช่วงปี 2557-2561 เฉพาะในส่วนที่สามารถประเมินได้จากภาคการท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายในการป้องกันตนเองของภาคครัวเรือน
· ปัญหา PM2.5 ที่ยืดเยื้อ สีสาเหตุจากมีความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้างใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการกำหนดราคา (ผู้เผาไม่ต้องรับผิดชอบต้นทุนปลายทาง) ด้านขีดความสามารถ (เกษตรกรรายย่อยไม่มีเงินทุนเพรียงพอเพื่อใช้ทางเลือกอื่น) และด้านการจัดสรรทรัพยากร (ร้อยละ 96.2 ของงบประมาณด้าน PM2.5 กระจุกตัวอยู่ในหน่วยงานส่วนกลาง)
· นโยบายในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิผล เฉพาะกับแหล่งกำเนิดมลพิษที่มองเห็นได้ชัดในเชิงการบริหาร เช่น การเผาในพื้นที่เกษตรกรรม อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การแก้ไขปัญหาที่มองเห็นได้ยากกว่า อาทิ การเกิดไฟป่า ระบบนิเวศของการเกิดไฟไหม้ในท้องถิ่น และผลกระทบจากหมอกควันข้ามพรมแดน
PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตเฉียบพลันอีกต่อไป แต่กลายเป็นวิกฤตตามฤดูกาลที่เกิดซ้ำและเรื้อรัง
วิกฤต PM2.5 ของไทย มักถูกมองว่าเป็นปรากฏการณ์เฉียบพลัน ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมของทุกปี อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อว่า แม้ปัญหา PM2.5 จะเกิดขึ้นตามฤดูกาล 1 แต่ผลกระทบในระยะยาวได้ทวีความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญและเป็นปัญหาเรื้อรัง ซึ่งสะท้อนผ่านการชะลอตัวของการท่องเที่ยวในแต่ละภาคของไทย การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันตนเองของภาคครัวเรือน และต้นทุนด้านการรักษาพยาบาล
PM2.5 ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผลการศึกษาประเมินว่า หาก PM2.5 เฉลี่ยรายเดือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังเชียงใหม่ลดลง 106,060 คน และกรุงเทพฯ ลดลง 659,368 คน คิดเป็นมูลค่าของการเสียโอกาสประมาณ 476 ล้านบาท และ 4,105 ล้านบาทตามลำดับ ในช่วงปี 2557–25612 นอกจากนี้ ผู้ประกอบการโรงแรมในเชียงใหม่ระบุว่าสถานการณ์หมอกควันส่งผลให้อัตราการยกเลิกการจองเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยผลกระทบที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ปี 2567 ซึ่งทำให้อัตราการเข้าพักในย่านช้างคลาน และไนท์บาซาร์ลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น3
ภาคครัวเรือนต้องแบกรับต้นทุนจากมลพิษทางอากาศเองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครัวเรือนในกรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ป้องกันและลดผลกระทบจากมลภาวะ เช่น หน้ากาก เครื่องฟอกอากาศ และค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการด้านสุขภาพ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2,450-9,624 บาทต่อปี4
นอกจากนี้ หลักฐานทางวิชาการยืนยันชัดเจนว่าฝุ่น PM2.5 ส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยสามารถแทรกซึมลึกสู่ปอดและเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งทำลายระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงระบบทางเดินหายใจ5 ทั้งนี้ ประชากรในภาคเหนือที่รับสัมผัสฝุ่นดังกล่าวมีอัตรา
เสี่ยงเป็นมะเร็งปอดอยู่ที่ประมาณ 1.0–1.4 เท่าของค่าฐาน6
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ปัญหา PM2.5 ของไทยยืดเยื้อ
ปัญหา PM2.5 ไม่ได้มีสาเหตุจากปัจจัยเดียว แต่เกิดจากหลายสาเหตุผสมกันได้แก่ มลพิษในเขตเมืองจากภาคคมนาคมและภาคอุตสาหกรรม หมอกควันข้ามพรมแดน ไฟป่า และการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม7 ที่ผ่านมามีการดำเนินนโยบายที่สำคัญหลายประการ ตั้งแต่มาตรการให้เงินอุดหนุนค่าเปลี่ยนไส้กรองและน้ำมันเครื่องของกรุงเทพฯ8 ไปจนถึง “ยุทธศาสตร์ท้องฟ้าใส” ของกระทรวงการ
ต่างประเทศ9ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการร่วมระหว่างไทย สปป.ลาวและเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนอีกด้วย ใน บทวิเคราะห์ฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่วิกฤตการณ์ PM2.5 ตามฤดูกาลที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งการเผาชีวมวลยังคงเป็นสาเหตุหลัก โดยอ้างอิงจากงานวิจัยของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA)10
ข่าวเด่น