เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : สหรัฐนำ Alibaba, Baidu และ BYD กลับเข้าบัญชี "เชื่อมโยงกองทัพจีน" ในวันที่หุ้นเทคทั่วโลกกำลังถูกเทขาย


 

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 การที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ (Pentagon) นำชื่อ Alibaba, Baidu และ BYD กลับเข้าสู่บัญชีรายชื่อบริษัทที่ถูกมองว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนอีกครั้ง อาจเป็นมากกว่าการอัปเดตรายชื่อบริษัทตามปกติ เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเผชิญแรงขายอย่างหนัก จนทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจสะท้อนความพยายามของสหรัฐในการตอกย้ำมุมมองเดิมที่มีต่อบริษัทเทคโนโลยีจีน ว่าไม่ได้เป็นเพียงเป็นธุรกิจเอกชนธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีที่อาจถูกนำไปสนับสนุนเป้าหมายด้านความมั่นคงและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจีนได้ในอนาคต
 
แม้จะยังไม่มีหลักฐานว่าสหรัฐจงใจเลือกช่วงเวลาประกาศเพื่อกดดันตลาดหุ้นโดยตรง แต่จังหวะเวลาที่เกิดขึ้นก็ทำให้การกลับมาของรายชื่อดังกล่าวถูกจับตาเป็นพิเศษ ขณะเดียวกัน การถูกบรรจุอยู่ในบัญชีนี้ไม่ได้หมายถึงการถูกคว่ำบาตรในทันที หากแต่สะท้อนมุมมองของวอชิงตันที่ยังคงเชื่อว่าบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนไม่อาจถูกแยกออกจากประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติได้อย่างสมบูรณ์ และอาจเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ตอกย้ำว่าสงครามระหว่างสหรัฐและจีนในวันนี้ ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านการค้า แต่กำลังขยายไปสู่การต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของเทคโนโลยีโลกด้วย
 
บัญชีรายชื่อฉบับปรับปรุงดังกล่าว มีชื่อของ Alibaba, Baidu และ BYD ปรากฏอยู่ในรายชื่อดังกล่าวอีกครั้ง การกลับมาของทั้งสามบริษัทได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากแต่ละแห่งถือเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์สำคัญของจีน ไม่ว่าจะเป็น Cloud Computing, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจ คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชื่อของ Alibaba, Baidu และ BYD ปรากฏอยู่ในบัญชีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เพราะก่อนหน้านี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 Pentagon เคยเผยแพร่รายชื่อที่มีทั้งสามบริษัทรวมอยู่ด้วยแล้ว แต่หลังจากเผยแพร่ได้เพียงไม่นาน รายชื่อดังกล่าวกลับถูกถอดออกจากเว็บไซต์อย่างกะทันหันโดยไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดความสับสนในหมู่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ว่าการถอดรายชื่อครั้งนั้นเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค การทบทวนข้อมูล หรือเหตุผลทางการเมืองกันแน่

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การใส่และถอดชื่อบริษัทจีนออกจากบัญชีลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ภายใต้การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐและจีน รายชื่อดังกล่าวมักถูกปรับปรุงอยู่เป็นระยะ และหลายบริษัทก็เคยยื่นฟ้องหรือคัดค้านการถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน ด้วยเหตุนี้ การนำชื่อ Alibaba, Baidu และ BYD กลับเข้าสู่รายชื่ออีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องที่สร้างความประหลาดใจมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจกับอยู่ที่ “ช่วงเวลา” ของการประกาศ

หากมองเพียงผิวเผิน หลายคนอาจตีความว่าสหรัฐกำลังต้องการกดดันบริษัทจีนหรือสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นในตลาดโลก ทว่าหากพิจารณาอย่างรอบด้าน ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่า นี่คือความพยายามโจมตีราคาหุ้นโดยตรง ในความเป็นจริง การถูกบรรจุอยู่ในบัญชีของ Pentagon ไม่ได้หมายความว่า บริษัทเหล่านั้นถูกคว่ำบาตรทันที ไม่ได้ถูกสั่งห้ามดำเนินธุรกิจ และไม่ได้ทำให้รายได้ของบริษัทหายไปในชั่วข้ามคืน แต่สิ่งที่รายชื่อดังกล่าวทำได้ คือ การสร้าง “ความเสี่ยงเชิงการรับรู้” หรือ Perception Risk ให้เกิดขึ้นในสายตาของนักลงทุน

เมื่อบริษัทแห่งหนึ่งถูกระบุว่า มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน นักลงทุนสถาบัน กองทุน หรือคู่ค้าทางธุรกิจจำนวนมาก ย่อมต้องกลับมาประเมินความเสี่ยงใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ความเสี่ยงด้านการเมือง หรือความเป็นไปได้ที่จะถูกมาตรการเพิ่มเติมจากรัฐบาลสหรัฐในอนาคต ในโลกของตลาดทุน บางครั้งการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของนักลงทุนก็สร้างผลกระทบได้มากพอ ๆ กับมาตรการทางกฎหมายจริง ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า Pentagon เชื่อว่าบริษัทเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพจีนหรือไม่ แต่อยู่ที่การที่รัฐบาลสหรัฐต้องการส่งสัญญาณให้ตลาดรับรู้ว่าบริษัทเหล่านี้ควรถูกมองผ่านมิติด้านความมั่นคงแห่งชาติด้วย

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดที่สหรัฐพูดถึงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั่นคือ แนวคิด Military-Civil Fusion หรือการบูรณาการระหว่างภาคพลเรือนและภาคทหารของจีน ภายใต้แนวคิดนี้ สหรัฐเชื่อว่าเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาโดยภาคเอกชนจีน ไม่ว่าจะเป็น AI, Cloud Computing, Big Data, เซมิคอนดักเตอร์ หรือแม้แต่รถยนต์ไฟฟ้า อาจถูกนำไปใช้สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพทางทหารของประเทศได้ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ บริษัทอย่าง Alibaba จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ Baidu ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงบริษัท AI และ BYD ก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ในสายตาของทางรัฐบาลสหรัฐ บริษัทเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีจีนที่มีศักยภาพในการสนับสนุนเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของรัฐ นี่คือเหตุผลที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐขยายขอบเขตการแข่งขันจากสงครามการค้าไปสู่สงครามเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ จากเดิมที่การเผชิญหน้ามุ่งเน้นไปยังอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปัจจุบันการแข่งขันได้ขยายไปสู่ AI, Cloud Computing, รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ อุปกรณ์เครือข่าย และเทคโนโลยีชีวภาพ

การกลับมาใส่ชื่อ Alibaba, Baidu และ BYD จึงสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลสหรัฐยังคงยึดมุมมองเดิม นั่นคือ บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนไม่อาจถูกแยกออกจากประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติได้อย่างสมบูรณ์ และที่น่าสนใจก็คือ การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังเผชิญแรงขายในหุ้นเทคโนโลยีอยู่แล้ว ส่งผลให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการเลือกช่วงเวลาประกาศอาจมีนัยทางการเมืองมากกว่าที่เห็น แม้จะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่า สหรัฐตั้งใจใช้รายชื่อดังกล่าวเพื่อกดดันตลาดหุ้น แต่การประกาศในจังหวะเช่นนี้ก็ย่อมช่วยตอกย้ำความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ Alibaba, Baidu หรือ BYD ในทันที แต่กำลังสะท้อนภาพที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ การแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีนกำลังเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยี ความมั่นคง และตลาดทุน เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก และในโลกที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงยอดขายหรือกำไรอีกต่อไป การต่อสู้เพื่อกำหนดว่า “บริษัทใดควรถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง” อาจกลายเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญที่สุดของสงครามเศรษฐกิจยุคใหม่

LastUpdate 10/06/2569 18:20:08 โดย : Admin
10-06-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (10 มิ.ย.69) ลบ 20.55 จุด ดัชนี 1,563.59 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (10 มิ.ย.69) ลบ 10.75 จุด ดัชนี 1,573.39 จุด

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (10 มิ.ย.69) ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักในภาคเหนือ-ภาคอีสาน 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 60% ภาคใต้ 40-60%

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (9 มิ.ย.69) บวก 86.10 จุด, Nasdaq-S&P500 ปิดลบจากแรงขายหุ้นเทคฯ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (9 มิ.ย.69) ลบ 77 ดอลลาร์ นักลงทุนกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย-ตลาดจับตา CPI

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (10 มิ.ย.69) ร่วงแรง 1,900 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,300 บาท

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.85-33.10บาท/ดอลลาร์

8. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (10 มิ.ย.69) ลบ 5.48 จุด ดัชนี 1,578.66 จุด

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (10 มิ.ย.69) อ่อนค่าลง ที่ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (9 มิ.ย.69) บวก 22.46 จุด ดัชนี 1,584.14 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (9 มิ.ย.69) บวก 20.16 จุด ดัชนี 1,581.84 จุด

12. พยากรณ์อากาศวันนี้ (9 มิ.ย.69) ภาคใต้ ฝั่ง ตต. ฝนฟ้าคะนอง 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก 60% ภาคอีสาน-ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 40%

13. ทองคำนิวยอร์กปิดลบ $1.90 กังวลจ้างงานแกร่งหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ย

14. ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 80 จุด Nasdaq พุ่ง รับแรงซื้อหุ้นชิป-AI

15. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-32.95 บาท/ดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 10, 2026, 9:33 pm