เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Scoop : เมื่อการท่องเที่ยวเริ่มส่งแรงไม่เหมือนเดิม "การส่งออกเทคโนโลยี" กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของไทยหรือไม่?


 

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ "การท่องเที่ยว" ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ทุกครั้งที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทาย ความหวังมักกลับไปอยู่ที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ รายได้จากโรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน ศูนย์การค้า และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง ภาพดังกล่าวยิ่งชัดเจนหลังวิกฤตโควิด-19 เมื่อการกลับมาของนักท่องเที่ยวถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ หลายฝ่ายติดตามตัวเลขนักท่องเที่ยวรายเดือนแทบไม่ต่างจากการติดตามตัวเลข GDP เพราะเชื่อว่าหากนักท่องเที่ยวกลับมา เศรษฐกิจไทยก็จะกลับมาเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป สัญญาณบางอย่างเริ่มสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยอาจกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญกว่านั้น คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “นักท่องเที่ยวจะกลับมาเท่าเดิมหรือไม่” แต่เป็น “หากวันหนึ่งการท่องเที่ยวไม่ได้เป็นพระเอกเพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไป เศรษฐกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วยอะไร”

แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ แต่เหตุการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่า อุตสาหกรรมนี้มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาพลังงานที่ผันผวน หรือแม้แต่ความกังวลด้านความปลอดภัย ล้วนส่งผลกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศได้แทบทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเคยเป็นตลาดต่างชาติอันดับหนึ่งของไทย ก็ไม่ได้กลับมาเร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง ส่งผลให้เป้าหมายด้านการท่องเที่ยวต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าการท่องเที่ยวกำลังหมดความสำคัญ แต่สะท้อนให้เห็นว่าการฝากอนาคตของเศรษฐกิจไว้กับเครื่องยนต์เพียงตัวเดียวอาจไม่ใช่ทางเลือกที่มั่นคงนักในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายจึงเริ่มมองหาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะช่วยลดการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวในระยะยาว และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่สังคมไทยยังคงจับตาตัวเลขนักท่องเที่ยว นักลงทุนต่างชาติจำนวนไม่น้อยกลับกำลังมองประเทศไทยในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาไม่ได้มองไทยเพียงในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว แต่กำลังมองไทยในฐานะศูนย์กลางด้านข้อมูล ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีของภูมิภาค

ข้อมูลจากสำนักข่าว Reuters ระบุว่า ในช่วงปี 2567-2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของไทยพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ การลงทุนใน Data Center และ Cloud Services จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก จากเดิมที่ประเทศไทยแข่งขันกันดึงดูดโรงงานผลิตรถยนต์หรือโรงงานอุตสาหกรรม วันนี้สนามแข่งขันกำลังเปลี่ยนไปสู่การดึงดูดศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI มากขึ้น

เหตุผลสำคัญคือ ในเศรษฐกิจยุคใหม่ “ข้อมูล” กำลังกลายเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าไม่ต่างจากน้ำมันในอดีต ยิ่งเทคโนโลยีดิจิทัลเติบโตมากเท่าไร ความต้องการจัดเก็บ ประมวลผล และส่งต่อข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น โดยแนวโน้มดังกล่าว สะท้อนผ่านการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เริ่มเข้ามาปักหมุดในประเทศไทยมากขึ้น ทั้ง Amazon Web Services หรือ AWS ได้เปิดใช้งานภูมิภาคคลาวด์ในประเทศไทยพร้อมประกาศแผนลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Google, Microsoft และผู้ให้บริการด้านดิจิทัลรายใหญ่อื่น ๆ ต่างทยอยขยายการลงทุนในประเทศเช่นกัน

นอกจากนี้ TikTok ภายใต้บริษัท ByteDance ยังได้ประกาศแผนลงทุนด้าน Data Center และโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลในประเทศไทยมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ก็ได้อนุมัติโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติกำลังมองประเทศไทยในมิติใหม่ที่แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน และหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็คือกระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

เมื่อพูดถึง AI คนจำนวนมากมักนึกถึงความกังวลว่าจะถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ หรือมองเห็นผลกระทบต่อการจ้างงานเป็นหลัก แต่ในระดับเศรษฐกิจมหภาค AI กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย การเติบโตของ AI ทำให้ความต้องการชิป เซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ระบบคลาวด์ และศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก แม้ประเทศไทยจะยังไม่ใช่ผู้ผลิตชิปขั้นสูงเหมือนไต้หวันหรือเกาหลีใต้ แต่ไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานด้านอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งการผลิตแผงวงจร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์

นั่นหมายความว่า เมื่อความต้องการเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ความต้องการสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ภาคการส่งออกเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และหากมองให้ลึกลงไป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวไปสู่การส่งออกเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างจากเศรษฐกิจที่สร้างรายได้จากการเคลื่อนย้ายผู้คน ไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างรายได้จากการเคลื่อนย้ายข้อมูล

เพราะในอดีต เม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ประเทศผ่านการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ในอนาคต เม็ดเงินอาจไหลเข้าผ่านการประมวลผลข้อมูล บริการคลาวด์ ซอฟต์แวร์ AI ศูนย์ข้อมูล และบริการดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ อาจไม่ได้มองเห็นได้ชัดเหมือนนักท่องเที่ยวเดินเต็มถนน หรือไม่ได้สร้างภาพจำเหมือนโรงงานขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนสายหลัก แต่กำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม การมองว่าการลงทุนด้าน Data Center และ AI จะเข้ามาแทนที่ภาคการท่องเที่ยวทั้งหมด อาจเป็นข้อสรุปที่เร็วเกินไป แม้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะมีมูลค่าสูง แต่ลักษณะการสร้างรายได้และการจ้างงานแตกต่างจากภาคการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ นักท่องเที่ยวหนึ่งคนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยไม่ได้สร้างรายได้ให้เฉพาะโรงแรมหรือสายการบินเท่านั้น แต่ยังส่งต่อเม็ดเงินไปยังร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ผู้ประกอบการรายย่อย คนขับรถ ร้านนวด ร้านขายของที่ระลึก และแรงงานอีกจำนวนมากทั่วประเทศ

ในทางกลับกัน Data Center หนึ่งแห่ง อาจมีมูลค่าการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท แต่เมื่อก่อสร้างแล้วกลับใช้แรงงานประจำจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับธุรกิจบริการ ส่งผลให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่และบางอุตสาหกรรมมากกว่า นอกจากนี้การแข่งขันในอุตสาหกรรมดิจิทัลยังเข้มข้นอย่างมาก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ต่างก็พยายามดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center และเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน ดังนั้นความสำเร็จของไทย จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการพัฒนาบุคลากร ยกระดับทักษะแรงงาน สร้างนวัตกรรม และเชื่อมโยงธุรกิจไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้นด้วย

และมองในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่การที่ภาคเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่ภาคการท่องเที่ยว แต่เป็นการที่เศรษฐกิจไทยกำลังมีเครื่องยนต์หลายตัวมากขึ้น จากในอดีตที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไป การมีภาคดิจิทัล การส่งออกเทคโนโลยี และการลงทุนด้านข้อมูลเข้ามาเสริม อาจช่วยให้เศรษฐกิจมีความสมดุลและรับมือกับความผันผวนของโลกได้ดีขึ้น

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป้าหมายของการขับเคลื่อน GDP ไทย อาจไม่ใช่การเปลี่ยนจาก “เศรษฐกิจท่องเที่ยว” ไปเป็น “เศรษฐกิจเทคโนโลยี” อย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความหลากหลายมากขึ้น ลดการพึ่งพาภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งมากเกินไป และสร้างสมดุลระหว่างรายได้จากการท่องเที่ยว การส่งออก และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งอาจเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยต่อไปในระยะยาว

LastUpdate 14/06/2569 22:04:53 โดย : Admin
14-06-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 17 มิ.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนรามอินทรา

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (12 มิ.ย.69) บวก 20.09 จุด ดัชนี 1,592.41 จุด

3. บช.น. แจ้งเส้นทางเคลื่อนพระศพ "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" ไปยังพระบรมมหาราชวัง

4. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (12 มิ.ย.69) บวก 16.57 จุด ดัชนี 1,588.89 จุด

5. MTS Gold คาดราคาทองคำปิดปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายตลาด COMEX หลังจากร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,020 เหรียญ ก่อนดีดกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 4,200 เหรียญ

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (11 มิ.ย.69) ร่วง 19.30 ดอลลาร์ นักลงทุนเกาะติดสถานการณ์ตอ.กลาง หลังทรัมป์ยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (11 มิ.ย.69) พุ่ง 929.97 จุด ขานรับทรัมป์ยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (12 มิ.ย.69) ร่องมรสุมพาดผ่าน ส่งผล ภาคเหนือ ฝนตกหนัก 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 40%

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ื (12 มิ.ย.69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,900 บาท

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (12 มิ.ย.69) แข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 32.77 บาทต่อดอลลาร์

11. ทองเปิดตลาดวันนี้ื (12 มิ.ย.69) พุ่งขึ้น 1,150 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,900 บาท

12. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (12 มิ.ย. 69) บวก 12.15 จุด ดัชนี 1,572 จุด

13. กปน.: 16 มิ.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนราชปรารภตัดถนนรางน้ำ

14. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (11 มิ.ย.69) บวก 8.73 จุด ดัชนี 1,572.32 จุด

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (11 มิ.ย.69) บวก 13.83 จุด ดัชนี 1,577.42 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 14, 2026, 11:51 pm