ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกต่างมีความหวังร่วมกันอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed จะเริ่มเข้าสู่วัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมาเป็นเวลาหลายปีเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ความหวังดังกล่าวนี้ ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อตลาดหุ้นสหรัฐเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงตลาดการเงินทั่วโลก ตั้งแต่ค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ราคาทองคำ ไปจนถึงทิศทางการเคลื่อนย้ายของเงินทุนระหว่างประเทศ นักลงทุนจำนวนมากมองว่า หาก Fed เริ่มลดดอกเบี้ยได้จริง ต้นทุนทางการเงินทั่วโลกจะเริ่มผ่อนคลายลง เศรษฐกิจจะมีโอกาสขยายตัวได้ดีขึ้น และสินทรัพย์เสี่ยงจะได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติม
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เริ่มทำให้ความเชื่อดังกล่าวถูกทบทวนใหม่อีกครั้ง เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐหลายชุดออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง จนทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ปี 2569 อาจไม่ได้เป็นปีแห่งการลดดอกเบี้ยอย่างที่เคยหวังไว้ และในบางสถานการณ์ Fed อาจต้องพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมด้วยซ้ำ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของมุมมองดังกล่าวนี้ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลกในขณะนี้
ในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ตลาดเคยให้น้ำหนักอย่างมากต่อแนวคิดที่ว่า Fed กำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุดของการต่อสู้กับเงินเฟ้อ หลังจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในช่วงก่อนหน้า ขณะที่เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงในบางภาคส่วน ในเวลานั้น นักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่า Fed จะสามารถเริ่มลดดอกเบี้ยได้ภายในปีนี้ เพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และลดภาระต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน
แต่สถานการณ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง เพราะหนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ตลาดแรงงานสหรัฐยังคงแข็งแกร่งกว่าที่ประเมินไว้ การจ้างงานยังเติบโตได้ดี อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ และการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสำหรับ Fed เอง ภาพดังกล่าวถือเป็นดาบสองคม แม้เศรษฐกิจที่แข็งแรงจะเป็นข่าวดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็หมายความว่าแรงกดดันด้านราคาอาจยังไม่หายไปง่าย ๆ เพราะเมื่อผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อและภาคธุรกิจยังสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ เงินเฟ้อก็มีโอกาสกลับมาสูงขึ้นได้อีก
ตัวเลขดัชนีผู้บริโภคของสหรัฐ จาก Investing.com
และสิ่งที่ตลาดกังวลก็เริ่มเกิดขึ้นจริง เมื่อข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากระดับ 3.8% ในเดือนเมษายน นับเป็นการเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ที่อัตราเงินเฟ้อกลับมาอยู่เหนือระดับ 4% อีกครั้ง
ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับขึ้นจาก 2.8% เป็น 2.9% แม้จะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง แต่ก็สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังคงฝังอยู่ในระบบเศรษฐกิจ และยังอยู่ห่างจากเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ของ Fed พอสมควร
ตัวเลขดังกล่าวมีความสำคัญมากกว่าการเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% เพราะสะท้อนให้เห็นว่าเส้นทางการนำเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายอาจไม่ราบรื่นอย่างที่เคยคาดไว้ โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเร่งตัวของเงินเฟ้อ คือ “ราคาพลังงานโลก” ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งส่งผลต่อความกังวลด้านอุปทานน้ำมันโลก แม้ราคาน้ำมันจะไม่ได้อยู่ในระดับสูงสุดเหมือนในช่วงวิกฤตพลังงานที่ผ่านมา แต่การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานก็เพียงพอที่จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ
เมื่อพลังงานเป็นต้นทุนพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบทุกประเภท การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจึงสามารถผลักดันเงินเฟ้อให้กลับมาเร่งตัวได้อย่างรวดเร็ว นี่คือ เหตุผลที่ Fed ไม่สามารถมองข้ามความเสี่ยงดังกล่าวได้ เพราะหาก Fed รีบลดดอกเบี้ยในช่วงที่เงินเฟ้อยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ความต้องการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจกลับมาร้อนแรงขึ้น และทำให้เงินเฟ้อกลับมาเป็นปัญหาใหญ่กว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ ตลาดจึงเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐอย่างชัดเจน
การคาดการณ์ของนักลงทุนต่อนโยบายดอกเบี้ยของ Fed จาก cmegroup.com
ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ซึ่งสะท้อนการคาดการณ์ของนักลงทุนในตลาดอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากกว่า 97.4% ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ในการประชุมวันที่ 16-17 มิถุนายน 2569 ตัวเลขดังกล่าวนี้สะท้อนว่า ตลาดแทบไม่เชื่อแล้วว่า Fed จะลดดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่า คือมุมมองต่อช่วงที่เหลือของปี เพราะหลังจากตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด หลายสำนักรายงานตรงกันว่า นักลงทุนเริ่มเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปี โดยข้อมูลจากตลาดฟิวเจอร์สที่ถูกรายงานโดย Reuters เคยสะท้อนความน่าจะเป็นดังกล่าวสูงถึงประมาณ 68%
แม้ตัวเลขเหล่านี้จะไม่ใช่การคาดการณ์ของ Fed โดยตรง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อในหมู่นักลงทุนทั่วโลก จากเดิมที่ตลาดถกเถียงกันว่า Fed จะลดดอกเบี้ยกี่ครั้ง วันนี้ตลาดกำลังหันมาประเมินว่า Fed อาจไม่ลดดอกเบี้ยเลย หรืออาจต้องกลับมาพิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหรือไม่ แน่นอนว่า การขึ้นดอกเบี้ยยังไม่ใช่ฉากทัศน์หลักในปัจจุบัน เพราะ Fed ยังคงต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นตลาดแรงงาน การบริโภคภาคครัวเรือน ภาคอสังหาริมทรัพย์ และทิศทางราคาพลังงานในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดเริ่มพูดถึงความเป็นไปได้นี้อีกครั้ง ก็เพียงพอที่จะสร้างผลกระทบต่อสินทรัพย์ทั่วโลก เพราะในช่วงที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นในหลายช่วงเวลา เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่เคยคาด ส่วนบรรดาประเทศเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทย ภาวะดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงิน กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย และต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นทั่วโลกก็อาจต้องเผชิญกับความผันผวนมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงหมายถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และทำให้ความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยงลดลงเมื่อเทียบกับพันธบัตร
ทั้งหมดนี้กำลังทำให้แนวคิด “Higher for Longer” หรือภาวะดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน กลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดอีกครั้ง จากที่ช่วงต้นปี นักลงทุนจำนวนมากยังเชื่อว่าปี 2569 จะเป็นปีแห่งการผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐ แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่กลับมาแตะระดับ 4.2% ตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์พลังงานโลก กำลังทำให้สมมติฐานดังกล่าวถูกทบทวนใหม่อีกครั้ง ถึงแม้ตอนนี้ จะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า Fed จะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยไม่ได้เป็นภาพที่ชัดเจนเหมือนในช่วงต้นปีอีกต่อไป และภาวะดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานานอาจกลายเป็นความจริงที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องเตรียมรับมือในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้
ข่าวเด่น