
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์การซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) รวมถึงร่วมแนะนำการใช้แชทบอทปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ (AI) “นกกระซิบ” บนแอปพลิเคชันถุงเงินที่พัฒนาโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ง่าย สามารถช่วยให้เจ้าของรู้จักร้านค้าของตนได้ในเชิงลึก
รัฐบาลได้ดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และช่วยพยุงรายได้ของร้านค้ารายย่อยในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพยังคงเป็นความกังวลของประชาชนจำนวนมาก ดังนั้น การเริ่มใช้จ่ายผ่าน Food Delivery Platform จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิ และช่วยให้เม็ดเงินไปถึงร้านค้ารายย่อยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากประโยชน์โดยตรงแล้ว ผลพลอยได้สำคัญที่จะเกิดกับร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการคือ การเรียนรู้การขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การเรียนรู้การทำการตลาดออนไลน์ และเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน อีกทั้ง นกกระซิบ ยังเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยให้ร้านค้าสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ในการดูข้อมูลยอดขาย วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ดูราคาวัตถุดิบ วางแผนธุรกิจ และขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ มีข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า การเข้าร่วมให้บริการ Food Delivery Platform ในอดีตช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงและทดลองสั่งอาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าขนาดเล็กรายใหม่มากขึ้น สะท้อนจากสถิติร้านค้าที่มีรายได้เติบโตได้จากการขยายฐานลูกค้ารายใหม่ โดยร้านค้ามีจำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 176และจำนวนคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 167 อีกทั้ง ผลลัพธ์ยังมีความยั่งยืนต่อเนื่องหลังจบโครงการ ดังนั้น นอกจากการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนแล้ว ร้านค้าจำนวนมากยังได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาศักยภาพของตนเองไปพร้อมกัน
ในกิจกรรมประชาสัมพันธ์วันนี้ ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้รายงานผลการดำเนินงานต่อนายกรัฐมนตรี โดยผู้แทนจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้เผยความสำเร็จของแชทบอทปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ (AI) “นกกระซิบ” ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าเข้าใช้งานแล้วกว่า 4 แสนครั้ง ขณะที่ผู้แทนจาก Food Delivery Platform ต่างรายงานผลการเติบโตที่ต่อเนื่องแม้โครงการคนละครึ่ง พลัส จะสิ้นสุดลงแล้ว ได้แก่ Grab ซึ่งพบว่าร้านค้าร้อยละ 75 ยังคงมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง Lineman ที่ร้านค้ามีอัตราการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยถึง 2 เท่า Robinhood ที่ร้านค้ากว่าร้อยละ 85 มียอดขายขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และ ShopeeFood ที่มียอดสั่งซื้อและยอดขายเติบโตต่อเนื่องถึง 2 เท่าเช่นเดียวกัน
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เน้นย้ำว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีเป้าหมายหลักคือ การช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และยังช่วยให้ร้านค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น มีทักษะดิจิทัลเพิ่มขึ้น และสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง AI เพื่อพัฒนาธุรกิจของตนเองได้อันจะเป็นผลลัพธ์และผลพลอยได้ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อีกทั้ง ได้ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น และขอเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อก้าวผ่านวิกฤตด้านพลังงานไปด้วยกัน
ทั้งนี้ ประชาชนผู้ได้รับสิทธิร่วมใช้จ่ายกับร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่าน Food Delivery Platform ทั้ง 4 ราย ได้ในระหว่างเวลา 06.00 - 21.00 น. ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยในการใช้สิทธิดังกล่าวจะต้องเข้าใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังก่อนเพื่อเชื่อมโยงไปยัง Food Delivery Platform ที่ต้องการต่อไป สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และประสงค์จะผูกร้านกับ Food Delivery Platform สามารถดำเนินการได้บนแอปพลิเคชันถุงเงิน ระหว่างเวลา 06.00 น. ถึง 23.00 น.
สำหรับความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ล่าสุด ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. มีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการสำเร็จแล้วกว่า 24.98 ล้านราย ใช้จ่ายกับร้านค้า 1,001,525 ร้านค้า และมียอดใช้จ่ายสะสมรวม 30,918.44 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของประชาชนจำนวน 13,020.20 ล้านบาทและส่วนที่รัฐร่วมจ่าย 17,898.24 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นส่วนของการใช้จ่ายผ่าน Food Delivery Platform ซึ่งเริ่มวันนี้เป็นวันแรก 46.13 ล้านบาท
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. เว็บไซต์โครงการฯ: www.ไทยช่วยไทยพลัส.th
2. ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับประชาชน:2.1 ติดต่อสอบถาม โทร. 0 2111 1122 ทุกวัน 24 ชั่วโมง2.2 ตรวจสอบผลการลงทะเบียนหรือวงเงินคงเหลือ โทร. 0 2111 1122 กด 2 ทุกวัน 24 ชั่วโมง
3. ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับร้านค้า:3.1 ติดต่อเกี่ยวกับรายการรับเงินภาครัฐ และการใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โทร. 0 2111 1122 กด 3ทุกวัน 24 ชั่วโมง3.2 ตรวจสอบสถานะลงทะเบียนร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 ทุกวัน 24 ชั่วโมง
4. สอบถามข้อมูลโครงการฯ:สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 08 5842 7102 - 9 ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น.ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
ข่าวเด่น