เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : "สงครามอาจจบ แต่ต้นทุนโลกไม่เหมือนเดิม" เมื่อภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นต้นทุนใหม่ของเศรษฐกิจโลก


 

                     By วิภาดา จิณณวาโส

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้สายตาของโลกจับจ้องไปยัง "ช่องแคบฮอร์มุซ" อย่างใกล้ชิด เพราะนี่ไม่ใช่เพียงช่องแคบที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย แต่เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีน้ำมันราว 20% ของการบริโภคน้ำมันโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ของการค้า LNG โลก ลำเลียงผ่านเส้นทางแห่งนี้ในแต่ละวัน

นั่นหมายความว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด แม้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง แต่จะส่งผ่านไปยังต้นทุนพลังงาน ค่าระวางเรือ เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงความขัดแย้งรุนแรง ตลาดการเงินทั่วโลกจะจับตาทุกการเคลื่อนไหวในพื้นที่แห่งนี้อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม แม้วันนี้การสู้รบจะเริ่มผ่อนคลาย เรือพาณิชย์กลับมาใช้เส้นทางเดินเรือได้อีกครั้ง และโอกาสเกิดสงครามเต็มรูปแบบจะลดลง แต่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ขณะที่อิหร่านยังยืนยันสิทธิในการบริหารการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ นั่นทำให้คำถามสำคัญของโลกเปลี่ยนไป จากเดิมที่ถามว่า สงครามจะจบเมื่อไหร่? กลายเป็น แม้สงครามจะจบแล้ว โลกจะกลับไปเหมือนเดิมหรือไม่? ซึ่งคำตอบที่ได้อาจจะเป็น “ไม่” เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยน ไม่ใช่เพียงราคาน้ำมัน แต่คือวิธีที่โลกกำลังคำนวณ “ต้นทุน” ของการทำธุรกิจ

จากสงคราม สู่เศรษฐศาสตร์ของความไม่แน่นอน

ในทางเศรษฐศาสตร์ ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ได้สะท้อนเฉพาะอุปสงค์และอุปทานที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน แต่ยังสะท้อน “ความคาดหวัง” ของผู้คนที่มีต่ออนาคตด้วย ซึ่งวิกฤตฮอร์มุซก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของหลักการนี้ เพราะตอนนี้ แม้การส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางจะยังไม่ได้หยุดชะงัก แต่เพียงมีข่าวการโจมตีเรือสินค้า หรือข่าวว่าอิหร่านยังไม่พร้อมพบผู้แทนสหรัฐฯโดยตรง ก็เพียงพอที่จะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เพราะตลาดกำลังตีราคาความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์จะเลวร้ายลงในอนาคต

ในโลกการเงิน สิ่งนี้เรียกว่า Risk Premium หรือ “ค่าความเสี่ยง” ซึ่งหมายถึงส่วนเพิ่มของราคาที่นักลงทุนยินดีจ่าย หรือเรียกร้อง เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น โดยเมื่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันก็เพิ่มขึ้น แม้ว่าน้ำมันในตลาดจะยังมีเพียงพอแต่หากความเสี่ยงลดลง ราคาก็สามารถปรับตัวลงได้ แม้ปริมาณการผลิตจะไม่ได้เปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ตลาดไม่ได้ซื้อขายเพียงน้ำมัน แต่กำลังซื้อขาย “ความน่าจะเป็น” ของเหตุการณ์ในอนาคต

หากการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านประสบความสำเร็จ ความเสี่ยงด้านอุปทานก็จะลดลง และราคาพลังงานก็อาจค่อย ๆ คลายความร้อนแรง แต่หากการเจรจาสะดุด หรือเกิดเหตุโจมตีเรือขึ้นอีกครั้ง ความเสี่ยงดังกล่าวก็พร้อมกลับเข้าสู่ราคาน้ำมันทันทีปรากฏการณ์นี้ทำให้เห็นว่า โลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ “ความไม่แน่นอน” กลายเป็นสินค้าที่มีราคา และกำลังส่งผลต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจไม่ต่างจากน้ำมัน เหล็ก หรือวัตถุดิบชนิดอื่น ซึ่งผลกระทบที่สำคัญที่สุดของวิกฤตครั้งนี้ จึงอาจไม่ใช่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นลงในแต่ละวัน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของภาคธุรกิจทั่วโลก แม้สงครามจะจบลงไปแล้ว

ช่องแคบฮอร์มุซเปิดแล้ว แต่ต้นทุนไม่ได้กลับไปเหมือนเดิม

หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อเรือพาณิชย์กลับมาใช้ช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง วิกฤตก็ควรสิ้นสุดลง และต้นทุนต่าง ๆ ก็น่าจะค่อย ๆ กลับสู่ระดับเดิม แต่ในความเป็นจริง ระบบเศรษฐกิจไม่ได้ทำงานเช่นนั้น ทางด้าน องค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNCTAD) ได้ออกมาเตือนว่า แม้การเดินเรือจะกลับมาดำเนินการได้ แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและอาหารจำนวนมาก โดย UNCTAD ประเมินว่า มีประเทศเศรษฐกิจเปราะบางอย่างน้อย 61 ประเทศ ที่ยังมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและอาหารที่สูงขึ้น แม้วิกฤตทางทหารจะเริ่มคลี่คลายแล้วก็ตาม เพราะผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานมักใช้เวลานานกว่าจะส่งผ่านและฟื้นตัว

เนื่องจากว่า เมื่อเรือเดินสมุทรต้องเผชิญความเสี่ยง บริษัทประกันภัยย่อมปรับค่าเบี้ยประกันภัยให้สูงขึ้น และเมื่อค่าเบี้ยประกันภัยสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งก็สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อราคาวัตถุดิบและสินค้านำเข้าที่จะสูงขึ้นตามไปด้วย ท้ายที่สุด ต้นทุนทั้งหมดก็จะค่อย ๆ ถูกส่งผ่านไปยังผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าที่แพงขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “การสิ้นสุดของเหตุการณ์” จึงไม่ได้หมายถึง “การสิ้นสุดของผลกระทบทางเศรษฐกิจ”

โดยหากเรามองในมุมที่กว้างขึ้น วิกฤตฮอร์มุซไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเดี่ยว ๆ  แต่คืออีกหนึ่งชิ้นส่วนของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย–ยูเครน ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จนมาถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือ การทำให้ภาคธุรกิจตระหนักว่า ห่วงโซ่อุปทานที่ออกแบบมาเพื่อ “ประสิทธิภาพสูงสุด” อาจไม่ใช่ห่วงโซ่อุปทานที่ “ปลอดภัยที่สุด” จากที่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยุคของโลกาภิวัตน์ทำให้บริษัทข้ามชาติแข่งขันกันด้วยการลดต้นทุน โรงงานถูกสร้างในประเทศที่ค่าแรงต่ำที่สุด วัตถุดิบถูกจัดหาจากแหล่งที่ราคาถูกที่สุด ระบบ Just-in-Time ถูกนำมาใช้เพื่อลดต้นทุนการเก็บสต็อกสินค้าให้น้อยที่สุด ซึ่งระบบพวกนี้ ตราบใดที่โลกสงบ ระบบดังกล่าวก็ถือว่ามีประสิทธิภาพอย่างมาก

แต่เมื่อโลกเริ่มเผชิญวิกฤตต่อเนื่อง ตั้งแต่โรคระบาด สงคราม การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงความขัดแย้งในเส้นทางเดินเรือสำคัญ หลายบริษัทกลับค้นพบว่า การลดต้นทุนจนเหลือน้อยที่สุด อาจทำให้ธุรกิจเปราะบางที่สุดเช่นกัน เพราะหากโรงงานแห่งเดียวต้องหยุดผลิต หากท่าเรือแห่งเดียวถูกปิด หรือหากเส้นทางเดินเรือหลักถูกตัดขาด ทั้งห่วงโซ่อุปทานก็สามารถหยุดชะงักได้ทันที นั่นทำให้แนวคิดใหม่อย่าง Resilience Economy หรือเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่น” มากกว่าการแสวงหาประสิทธิภาพสูงสุดเข้ามาแทนที่ โดยแทนที่จะลดต้นทุนทุกบาททุกสตางค์ ธุรกิจจำนวนมากกลับเลือกที่จะยอมมีต้นทุนสูงขึ้น เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

แนวคิดนี้กำลังสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านกลยุทธ์ใหม่ของบริษัทข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็น China+1 ที่ลดการพึ่งพาฐานการผลิตเพียงประเทศเดียว หรือ Friend-shoring ที่ย้ายการลงทุนไปยังประเทศพันธมิตรซึ่งมีเสถียรภาพทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้นกว่า รวมถึง Near-shoring ที่เลือกตั้งฐานการผลิตให้ใกล้ตลาดผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการขนส่งระยะไกล โดยหากมองผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่ากลยุทธ์เหล่านี้คือการย้ายโรงงาน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่บริษัทกำลังซื้อ ไม่ใช่โรงงานแห่งใหม่ หากแต่เป็น “ประกันความเสี่ยง” สำหรับอนาคต บริษัทจำนวนมากยอมถือสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น ยอมมีซัพพลายเออร์หลายราย ยอมลงทุนในคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์สำรอง ยอมจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่เป็นต้นทุนที่หลายบริษัทมองว่า “คุ้มค่า” หากสามารถลดความเสียหายจากวิกฤตในอนาคตได้

นั่นทำให้สมการต้นทุนของโลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยจากเดิมที่ประกอบด้วย

ค่าแรง + วัตถุดิบ + พลังงาน + ค่าขนส่ง

กำลังกลายเป็น

ค่าแรง + วัตถุดิบ + พลังงาน + ค่าขนส่ง + ต้นทุนของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน” ไม่ใช่ข้อได้เปรียบทางธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นต้นทุนพื้นฐานที่ทุกบริษัทต้องยอมจ่าย หากต้องการอยู่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

แล้วประเทศไทยควรอ่านเกมนี้อย่างไร

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความผันผวนของราคาน้ำมันเท่านั้น เพราะไทยเรา นอกจากเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างลึกซึ้ง ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูป นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่ต้นทุนค่าระวางเรือ ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ หรือราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ผล กระทบย่อมส่งผ่านมายังต้นทุนของผู้ประกอบการไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในระยะสั้น ผู้ประกอบการอาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น กำไรที่ลดลง หรือจำเป็นต้องผลักภาระบางส่วนไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับราคาสินค้า แต่ในระยะยาว สิ่งที่ประเทศไทยควรจับตามองอาจไม่ใช่ราคาน้ำมัน หากเป็น “การเปลี่ยนกติกาของการลงทุนโลก” จากที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ แข่งขันกันดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี ค่าแรงที่สามารถแข่งขันได้ และต้นทุนการผลิตที่ต่ำ แต่เมื่อบริษัทข้ามชาติเริ่มให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ปัจจัยที่ใช้ตัดสินใจลงทุนก็เริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย

ตอนนี้นักลงทุนต่างให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อมั่น” ที่มีเกณฑ์วัดว่า “หากเกิดวิกฤตอีกครั้ง ห่วงโซ่อุปทานของประเทศนี้จะเดินหน้าต่อได้หรือไม่” โดยความเชื่อมั่นในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงความเชื่อมั่นของตลาดการเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยน แต่รวมถึงความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ความมั่นคงด้านพลังงาน ประสิทธิภาพของท่าเรือและระบบขนส่ง ตลอดจนความสามารถของประเทศในการรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ซึ่งประเทศไทย มีความจำเป็นอย่างมาก ที่ต้องพัฒนาขีดความสามารถในมิติใหม่ควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับความมั่นคงด้านพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิส ติกส์ การสร้างแรงงานทักษะสูง ตลอดจนการกำหนดนโยบายที่มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้ เพราะทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบของ “ความเชื่อมั่น” ที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซอาจไม่ได้ทิ้งไว้เพียงบทเรียนเรื่องพลังงานหรือความเปราะบางของเส้นทางเดินเรือ หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก จากตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ที่โลกาภิวัตน์ทำให้ธุรกิจแข่งขันกันด้วยการลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด แต่เหตุการณ์ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย–ยูเครน จนถึงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ กำลังพิสูจน์ว่า “ต้นทุนที่ต่ำที่สุด” อาจไม่ใช่ “ต้นทุนที่ปลอดภัยที่สุด” อีกต่อไป เพราะตอนนี้ ประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุน บริษัททั่วโลกจึงไม่ได้คำนวณเพียงค่าแรง ค่าวัตถุดิบ หรือค่าขนส่ง หากแต่ต้องคำนวณ “ต้นทุนของความไม่แน่นอน” ควบคู่ไปด้วย นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันที่โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพราะการแข่งขันในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันที่ใครผลิตได้ถูกที่สุด แต่จะวัดกันที่ใครสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทานได้มากที่สุด

LastUpdate 01/07/2569 22:24:59 โดย : Admin
01-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (1 ก.ค.69) ลบ 3.01 จุด ดัชนี 1,588.23 จุด

2. MTS Gold คาดราคาทองคำยังเคลื่อนไหวผันผวนบริเวณ 4,000 เหรียญ โดยเมื่อวานนี้ฟื้นขึ้นไปทดสอบ 4,060 เหรียญ ก่อนอ่อนตัวหลุด 4,000 เหรียญ

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (1 ก.ค.69) บวก 1.79 จุด ดัชนี 1,593.03 จุด

4. พยากรณ์อากาศวันนี้ (1 ก.ค.69) ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักในภาคอีสาน-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 80% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก 70% ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 60%

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (30 มิ.ย.69) บวก 136.46 จุด ทำผลงาน Q2 แกร่งสุดนับตั้งแต่ปี 65

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (30 มิ.ย.69) ลบ 40 เซนต์ นักลงทุนกังวลดอกเบี้ยขาขึ้น

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ ( 1 ก.ค.69) บวก 4.99 จุด ดัชนี 1,596.23 จุด

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (1 ก.ค.69) ลดลง 450 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 63,650 บาท

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.45 บาท/ดอลลาร์

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (1 ก.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 1 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนบรรทัดทอง

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (30 มิ.ย.69) บวก 13.43 จุด ดัชนี 1,591.24 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (30 มิ.ย.69) บวก 5.46 จุด ดัชนี 1,583.27 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงอีกครั้ง หลังเกิดแรง Technical Rebound ในช่วงก่อนหน้าและขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,090 เหรียญ ก่อนถูกขายกลับลงมาอย่างรวดเร็ว

15. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (29 มิ.ย.69) บวก 306.63 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคฯ จับตาเจรจาอิหร่าน-สหรัฐฯ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 1, 2026, 11:33 pm