เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ถอดบทเรียน วิกฤตอินโดนีเซีย เมื่อความเสี่ยงภายในประเทศมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยภายนอก


ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเวลาหลายเดือนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้รับแรงกดดัน ขณะที่เงินเฟ้อโลกกลับมามีทิศทางที่ปรับสูงขึ้น ภาวะดังกล่าวส่งผลให้กระแสเงินทุนโลกผันผวน โดยเฉพาะกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดเอเชียที่มีความเชื่อมโยงกับการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบจากตะวันออกกลางไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ คือ อินโดนีเซีย สะท้อนผ่านผลตอบแทนสินทรัพย์ในปีนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 มิถุนายน 2026) โดยดัชนีหุ้นอินโดนีเซียปรับลดลงราว 30% อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นกว่า 100 bps และค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่ากว่า 6% มากที่สุดในภูมิภาคและทำสถิติระดับอ่อนค่าสุด ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น ไทย ได้รับผลกระทบโดยรวมจำกัดกว่า แม้ไทยจะมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสูงกว่าอินโดนีเซียก็ตาม 

สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่คำถามที่ว่า เหตุใดประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีการขาดดุลพลังงานไม่สูง และยังสามารถผลิตน้ำมันดิบได้บางส่วน จึงได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค โดย ttb analytics มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจของอินโดนีเซียไม่ใช่สาเหตุหลักที่ส่งผลให้เกิดวิกฤตดังกล่าว แต่เป็นผลจากแนวทางการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ตลอดจนโครงสร้างตลาดที่ไม่แข็งแกร่งที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนกระแสเงินทุนต่างชาติให้ไหลออกอย่างมีนัย

ภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจของอินโดนีเซียปัจจุบันไม่ได้อ่อนแอจนถึงระดับที่น่ากังวล
หากพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียในช่วงที่ผ่านมา โดยรวมยังไม่ได้สะท้อนถึงความเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ และตัวเลขเศรษฐกิจบางด้านอยู่ในระดับที่ดีกว่าไทย เช่น จีดีพีของอินโดนีเซียที่ขยายตัวราว 5.1% ในปี 2025 เทียบกับไทยที่เติบโตเพียง 2.4% สะท้อนถึงโมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่า ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ อินโดนีเซียยังไม่ได้เผชิญแรงกดดันที่รุนแรงมากนัก โดยอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับไทย อย่างไรก็ดี หากมองในมิติของเสถียรภาพภายนอก (External Stability) ภาพของอินโดนีเซียอาจไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับไทย โดยระดับเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าของไทย ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาอยู่ในภาวะขาดดุลในช่วง 2-3 ปีหลัง ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก เช่น เงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนลง อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้ต่างประเทศของอินโดนีเซียยังอยู่ในระดับไม่สูงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ จึงยังไม่ใช่ความเสี่ยงที่น่ากังวลในทันที 

บทบาทภาครัฐอินโดนีเซียที่เพิ่มมากขึ้น และการใช้จ่ายที่เน้นสวัสดิการประชาชน คือ ตัวแปรสำคัญที่สร้างความกังวลต่อนักลงทุน
แม้ว่าภาพเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะยังดูปกติ แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การเปลี่ยนแปลงจากยุคของประธานาธิบดี Joko Widodo ไปสู่ Prabowo Subianto ทิศทางของเศรษฐกิจอินโดนีเซียมีการเปลี่ยนแปลงจาก Model ที่เน้นเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและการเติบโตของการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่แนวทางที่รัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผ่านการผลักดันการใช้จ่ายภาครัฐ สวัสดิการ และการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ  แม้นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจให้สูงกว่า 5% ยกระดับอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพิ่มมูลค่าการผลิต และทำให้อินโดนีเซียมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) แต่การเข้ามามีบทบาทของภาครัฐที่มากขึ้นได้สร้างความกังวลแก่นักลงทุนโดยเฉพาะต่างชาติ ประกอบกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เห็นภาพความเสี่ยงที่เกิดขึ้นชัดเจนยิ่งขึ้น 

รัฐขยายบทบาทเพิ่มความเสี่ยงเชิงสถาบัน (Institutional Risk) : การเพิ่มบทบาทของภาครัฐทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับกลไกการตรวจสอบและความโปร่งใส โดยเฉพาะกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติแห่งใหม่ของประเทศอินโดนีเซีย (Danantara) ซึ่งสะท้อนบทบาทของรัฐที่เพิ่มขึ้นในการลงทุนโดยตรงในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ แม้เป้าหมายคือการสนับสนุนการเติบโตระยะยาว แต่แนวทางดังกล่าวทำให้นักลงทุนกังวลว่าภาครัฐอาจอยู่ในสองบทบาทพร้อมกัน คือ ผู้กำกับดูแลและผู้เล่นในตลาด รวมถึงความเสี่ยงที่การจัดสรรเงินทุนอาจให้น้ำหนักกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่รวดเร็ว เช่น การเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ หรือการที่ภาครัฐประกาศเข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลางในการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญในช่วงพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน ทำให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงและวางแผนการลงทุนระยะยาวได้ยากขึ้น อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องพูดถึง คือ ความเสี่ยงด้านความเป็นอิสระของธนาคารกลางที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากการที่ภาครัฐเพิ่มบทบาทในการกำกับดูแล และกำหนดกรอบภารกิจของธนาคารกลางมากขึ้น อาทิ การขยายเป้าหมายของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia :BI) ให้ครอบคลุมถึงการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ตลาดกังวลว่า BI อาจมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพเงินเฟ้อและค่าเงิน 

แนวทางการใช้จ่าย ทำให้ฐานะทางการคลังมีสัญญาณที่แย่ลง (Macro Risk) : แม้ว่าฐานะทางการคลังของอินโดนีเซียยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง โดยมีเพดานขาดดุลงบประมาณที่ 3% ของจีดีพี แต่แนวโน้มการขาดดุลเริ่มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 2.3% ของจีดีพีในปี 2024 เป็น 2.9% ในปี2025 ขณะที่แผนงบประมาณปี 2026 (APBN) คาดขาดดุลที่ 2.68% ของจีดีพี ซึ่งยังอยู่ในกรอบ อย่างไรก็ตาม ทิศทางการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวเร็วขึ้น จากนโยบายที่ยกระดับสวัสดิการประชาชน และมาตรการเชิงประชานิยม โดยเฉพาะโครงการอาหารกลางวันฟรี (Makan Bergizi Gratis : MBG) ซึ่งเป็นโครงการเรือธงและใช้งบประมาณราว 7-8% ของรายจ่ายภาครัฐ ส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐในไตรมาส 1/2026 เร่งตัว 31.4% YoY จากการเร่งเบิกจ่าย ซึ่งสวนทางกับการขยายตัวของรายได้ภาษีที่ไม่ได้สูงขึ้นตาม โดยอินโดนีเซียมีสัดส่วนรายได้จากภาษีที่ไม่สูงมาก สะท้อนจาก Tax-to-GDP ราว 12% (ปี 2023) ต่ำกว่าเฉลี่ย Asia-Pacific ที่ 19.5% นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีภาระเพิ่มเติมจากมาตรการช่วยเหลือในช่วงวิกฤตพลังงาน ทั้งการตรึงราคาและอุดหนุนพลังงาน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า USD1.48 พันล้านในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อการขาดดุลและทำให้เข้าใกล้เพดาน 3% มากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังระยะกลาง-ยาวเพิ่มขึ้น และลดความเชื่อมั่นต่อวินัยทางการคลังที่แข็งแกร่งในอดีต สอดคล้องกับ Credit Rating ทั้ง Moody’s และ Fitch ที่ปรับลด Outlook จาก Stable ไป Negative 

โครงสร้างตลาดทุนยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ (Market Risk) : โครงสร้างตลาดทุนของอินโดนีเซียสร้างความกังวลต่อนักลงทุนมาช้านาน ทั้งความโปร่งใสของข้อมูล สภาพคล่อง สัดส่วนหุ้นที่ซื้อขายได้จริง (Free Float) และข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดของนักลงทุนต่างชาติ สะท้อนผ่านสัดส่วนการถือครองของต่างชาติที่ทยอยลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยความกังวลของ MSCI (Morgan Stanley Capital International) ที่มีต่อคุณภาพตลาดทุนอินโดนีเซีย และถอดหุ้นอินโดนีเซียบางตัวออกจากดัชนี ในช่วงวิกฤตพลังงาน ยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนขึ้นไปอีก ทำให้นักลงทุนต่างชาติประเมินมูลค่าสินทรัพย์ได้ยากขึ้น และลดความน่าสนใจของตลาดอินโดนีเซียในฐานะจุดหมายการลงทุน

โดยสรุป วิกฤตกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกในประเทศอินโดนีเซีย ไม่ได้เกิดขึ้นจากภาพเศรษฐกิจอินโดนีเซียที่เปราะบาง หรือ ปัจจัยภายนอก อย่างสงครามในตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากบทบาทและทิศทางการดำเนินนโยบายของภาครัฐที่ลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศ บทเรียนที่สำคัญจากเรื่องนี้ คือ การดำเนินนโยบายของภาครัฐ แม้ว่าจะมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศในระยะยาว แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงและส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไม่แพ้กัน คือ ธรรมาภิบาล (Good Governance) ความโปร่งใส (Transparency) และ ความรับผิดชอบ (Accountability) ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนด Premium ของประเทศ และท้ายที่สุดจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินทุนในระยะต่อไป
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 02 ก.ค. 2569 เวลา : 12:09:52
03-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 7 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนราชปรารภ

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (2 ก.ค.69) บวก 5.33 จุด ดัชนีื 1,593.56 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (2 ก.ค.69) บวก 3.99 จุด ดัชนี 1,592.22 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำฟื้นกลับขึ้นมายืนเหนือแนวรับจิตวิทยา 4,000 เหรียญ หลังเมื่อวานร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 3,960 เหรียญ และทำจุดสูงสุดบริเวณ 4,115 เหรียญ

5. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.45 บาท/ดอลลาร์

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (2 ก.ค. 69) ลบ 0.88 จุด ดัชนี 1,587.35 จุด

7. ทองเปิดตลาดวันนี้ (2 ก.ค.69) ปรับขึ้น 850 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,700 บาท

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (2 ก.ค.69) ประเทศไทยมีฝนตกหนักในภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 80% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก 70% ภาคกลาง -ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 60%

9. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (1 ก.ค.69) ลบ 13.96 จุด หุ้นกลุ่มเทคฯร่วงฉุดตลาด

10. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (1 ก.ค.69) บวก 43.90 เหรียญ หลัง เควิน วอร์ช เผยความเสี่ยงเงินเฟ้อลดลง

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (2 ก.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (1 ก.ค.69) ลบ 3.01 จุด ดัชนี 1,588.23 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำยังเคลื่อนไหวผันผวนบริเวณ 4,000 เหรียญ โดยเมื่อวานนี้ฟื้นขึ้นไปทดสอบ 4,060 เหรียญ ก่อนอ่อนตัวหลุด 4,000 เหรียญ

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (1 ก.ค.69) บวก 1.79 จุด ดัชนี 1,593.03 จุด

15. พยากรณ์อากาศวันนี้ (1 ก.ค.69) ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักในภาคอีสาน-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 80% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก 70% ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 60%

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 3, 2026, 12:25 am