• K-Zombie กลายเป็นหนึ่งในกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ได้รับความนิยมทั่วโลก สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์เกาหลีใต้ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากความคิดสร้างสรรค์
• ความสำเร็จของ K-Content ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากนโยบาย Korean Wave ที่เกาหลีใต้วางรากฐานมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990
• เกาหลีใต้ไม่ได้ส่งออกเพียงภาพยนตร์หรือซีรีส์ แต่กำลังส่งออกทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่สามารถต่อยอดสู่ธุรกิจอื่นได้อีกจำนวนมาก
• K-Zombie เป็นตัวอย่างของการนำแนวคิดสากลมาผสมผสานกับบริบทท้องถิ่น จนกลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์และแข่งขันได้ในตลาดโลก
จากหนังซอมบี้ สู่ Soft Power ระดับโลก
หากพูดถึง Soft Power ของเกาหลีใต้ หลายคนอาจนึกถึง K-Pop ซีรีส์เกาหลี หรืออาหารเกาหลีเป็นอันดับแรก
แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีใต้ได้สร้างอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ “K-Zombie”
จากภาพยนตร์อย่าง Train to Busan ที่สร้างชื่อไปทั่วโลก สู่ Kingdom ที่นำซอมบี้ไปผสมผสานกับประวัติศาสตร์และการเมืองในยุคโชซอน รวมถึง Colony ยึดร่างคลั่ง ที่นำเสนอซอมบี้ในรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
สิ่งที่ทำให้ K-Zombie แตกต่างจากภาพยนตร์ซอมบี้แบบตะวันตก ไม่ใช่เพียงฉากแอ็กชันหรือความน่ากลัว แต่คือการใส่ “บริบทแบบเกาหลี” ลงไปในเนื้อเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นชนชั้น ความเหลื่อมล้ำ
ความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือแรงกดดันทางสังคม ทำให้คอนเทนต์ที่มีความเป็นสากล แต่ยังคงมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว จนสามารถเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้พร้อมกัน
เบื้องหลังความสำเร็จ: ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แม้ K-Zombie จะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่รากฐานของความสำเร็จนี้ถูกวางไว้ตั้งแต่ปี 1998 หลังวิกฤตการเงินเอเชีย เศรษฐกิจเกาหลีใต้เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก รัฐบาลจึงเริ่มมองหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะช่วยสร้างการเติบโตในอนาคต
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือรายงานที่ระบุว่า ภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ใกล้เคียงกับยอดขายรถยนต์ Hyundai กว่า 1.5 ล้านคัน
รายงานดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีคิม แดจุง มองเห็นว่า “วัฒนธรรม” ไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่
สามารถกลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้
Korean Wave หรือ Hallyu จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงนโยบายด้านวัฒนธรรม
เมื่อ Soft Power ถูกสร้างอย่างเป็นระบบ
สิ่งที่ทำให้เกาหลีใต้แตกต่างจากหลายประเทศ คือการมองอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในฐานะ “อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ” อย่างจริงจัง
รัฐบาลไม่ได้เพียงประชาสัมพันธ์วัฒนธรรม แต่ลงทุนสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างสำคัญคือการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมคอนเทนต์แห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KOCCA) เพื่อทำหน้าที่พัฒนาอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในทุกมิติ ตั้งแต่การสนับสนุนผู้ผลิต การสร้างบุคลากร การทำตลาด ไปจนถึงการผลักดันคอนเทนต์เกาหลีสู่ต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา หรือ Intellectual Property (IP) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์
นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล แพลตฟอร์มออนไลน์ และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและกระจายคอนเทนต์ ทำให้สามารถเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
K-Content ไม่ได้ขายแค่ความบันเทิง แต่ขาย IP
สิ่งที่น่าสนใจคือ เกาหลีใต้ไม่ได้สร้างรายได้จากค่าตั๋วหนังหรือค่าลิขสิทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังสร้าง
“ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่นได้อีกจำนวนมาก
ซีรีส์หนึ่งเรื่องสามารถขายลิขสิทธิ์ไปยังหลายประเทศ
ตัวละครสามารถต่อยอดเป็นสินค้า ของสะสม เกม หรือกิจกรรมทางการตลาด
สถานที่ถ่ายทำสามารถกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ขณะที่ความนิยมในคอนเทนต์ยังส่งต่อไปยังอาหาร เครื่องสำอาง แฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์ของเกาหลีใต้อีกจำนวนมาก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง รายได้ที่แท้จริงของ K-Content ไม่ได้จบลงเมื่อผู้ชมดูซีรีส์จบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยาวกว่านั้นมาก
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเกาหลีใต้มีมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 5–10% ของ GDP และยังเติบโตเร็วกว่าหลายอุตสาหกรรมดั้งเดิม
ความสำเร็จของ BTS, Blackpink, Squid Game, Parasite รวมถึงกระแส K-Zombie ล้วนสะท้อนภาพเดียวกันว่า การแข่งขันทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในภาคการผลิตหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในสนามของวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ด้วย
บทเรียนจาก K-Zombie
สิ่งที่น่าสนใจของ K-Zombie ไม่ใช่เรื่องซอมบี้ แต่คือการที่เกาหลีใต้สามารถเปลี่ยนเรื่องเล่าธรรมดาให้กลายเป็นสินค้าระดับโลกได้
ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำกัด กลับสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์จากความคิดสร้างสรรค์ ทุนมนุษย์ และทรัพย์สินทางปัญญา
เกาหลีใต้ใช้ Soft Power เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ ผ่านการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ การจ้างงาน และความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
ความได้เปรียบของประเทศอาจไม่ได้อยู่ที่ใครมีทรัพยากรมากกว่า แต่อยู่ที่ใครสามารถเปลี่ยนเรื่องเล่า วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ของตนเองให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า
เส้นทางจาก Korean Wave สู่ K-Zombie จึงเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง
ข่าวเด่น