เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
คนกำลังกลัว AI แย่งงาน ขณะที่องค์กรกำลังกลัวขาดคน ภัยคุกคามที่แท้จริงอาจไม่ใช่ AI แต่คือ "การทำงานแบบเดิม" ที่กำลังหมดอายุ


 
• AI กำลังเปลี่ยนโลกการทำงานจริง แต่สิ่งที่องค์กรกังวลไม่ใช่การปรับลดคน หากเป็นการขาดแคลนคนที่มีทักษะพร้อมสำหรับอนาคต
 
• สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่วิกฤตการว่างงาน แต่เป็น "วิกฤตคนไม่ตรงงาน" (Talent Mismatch) เมื่อทักษะที่ตลาดต้องการเปลี่ยนเร็วกว่าความสามารถในการปรับตัวของแรงงาน
 
• ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนในเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบงานใหม่ให้คนและ AI ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
• ในโลกการทำงานยุคใหม่ “ทักษะ” กำลังมีความสำคัญมากกว่าตำแหน่งงาน และความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความมั่นคงในอาชีพ
 
• AI อาจเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่คนยังคงเป็นผู้กำหนดว่าเทคโนโลยีจะถูกนำมาใช้สร้างคุณค่าและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้มากเพียงใด
 
ถ้าคุณรู้สึกว่า AI กำลังเก่งขึ้นทุกวัน…
 
บริษัททั่วโลกกำลังลงทุนใน AI มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่ผู้บริหารกังวลมากที่สุดกลับไม่ใช่เทคโนโลยี หากเป็น “คน”
 
ในวันที่แรงงานจำนวนมากกำลังกลัวว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานของตัวเอง
“อีกไม่กี่ปี งานของเราจะยังมีอยู่ไหม?”
คุณไม่ได้คิดแบบนั้นคนเดียว
 
ผลสำรวจ Mercer Global Talent Trends 2026 พบว่า สัดส่วนพนักงานที่กังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานของตนเองเพิ่มขึ้นจาก 28% เป็น 40% ภายในเวลาเพียง 2 ปี ความกังวลนี้กำลังเกิดขึ้นกับแรงงานทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมหรือประเทศใดก็ตาม
 
แต่องค์กรกลับกำลังกังวลในเรื่องตรงกันข้าม พวกเขากำลังห่วงว่าจะหาคนที่มีทักษะสำหรับโลกยุคใหม่ไม่เจอ ความย้อนแย้งนี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดแรงงานโลก
 
ข่าวร้ายคือ AI กำลังเปลี่ยนโลกการทำงานจริง
 
ผู้บริหารถึง 98% ระบุว่าองค์กรของตนกำลังวางแผนปรับโครงสร้างภายใน 2 ปีข้างหน้า
 
99% คาดว่า AI จะส่งผลให้จำนวนพนักงานบางส่วนลดลง
 
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงด้านกำลังคนครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นจริง และไม่มีองค์กรใดสามารถหลีกเลี่ยงได้
 
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจไม่ได้หมายความว่างานกำลังหายไปทั้งหมด แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบของงานที่ตลาดต้องการ
 
ข่าวดีคือ องค์กรยังต้องการคนมากกว่าที่หลายคนคิด
 
แม้ AI จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาที่ผู้บริหารกังวลมากที่สุดในปี 2026 กลับเป็นเรื่อง “การขาดแคลนบุคลากร”
 
ผู้บริหาร 54% มองว่าปัญหาขาดแคลนคนคือความท้าทายอันดับหนึ่ง
 
ขณะที่ HR 59% กังวลเรื่องการหาคนที่มีทักษะด้านดิจิทัลและ AI
 
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่ปัญหาการว่างงานแบบที่โลกเคยเผชิญในอดีต แต่เป็นปัญหา “คนไม่ตรงงาน”
 
หลายองค์กรยังเปิดรับคนจำนวนมาก ขณะที่แรงงานจำนวนไม่น้อยกลับกังวลเรื่องอนาคตของตนเอง ไม่ใช่เพราะงานหายไปทั้งหมด แต่เพราะทักษะที่ตลาดต้องการกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าที่คนจำนวนมากจะปรับตัวได้ทัน
 
นี่คือหนึ่งในความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า
 
ในอดีต การว่างงานมักเกิดจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหรือความต้องการแรงงานที่ลดลง แต่ในอนาคต เราอาจเห็นสถานการณ์ที่บริษัทจำนวนมากยังต้องการจ้างงาน ขณะที่แรงงานจำนวนหนึ่งกลับหางานได้ยากขึ้น เพราะทักษะที่มีไม่สอดคล้องกับความต้องการใหม่ของตลาด
 
AI กำลังทำให้ “คนที่มีทักษะเหมาะสม” กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากขึ้นกว่าเดิม
 
สิ่งที่กำลังหมดอายุ อาจไม่ใช่อาชีพของคุณ แต่คือวิธีทำงานแบบเดิม
 
เมื่อพูดถึง AI หลายคนมักนึกถึงการที่เครื่องจักรจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่สิ่งที่กำลังถูกแทนที่จริง ๆ อาจไม่ใช่ “คน”
 
หากเป็น “วิธีการทำงาน”
 
ผู้บริหาร 63% มองว่าการสร้างผลตอบแทนจาก AI สูงสุด ไม่ได้เกิดจากการซื้อเทคโนโลยีใหม่ แต่เกิดจากการออกแบบงานใหม่
 
ที่ผ่านมา หลายแห่งพยายามนำ AI เข้าไปช่วยให้กระบวนการเดิมทำงานเร็วขึ้น
ลงทุนใน Chatbot
ลงทุนใน Copilot
ลงทุนใน Generative AI
 
ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ให้กับเทคโนโลยีเหล่านี้ แต่ผลการศึกษาของ MIT พบว่า องค์กรส่วนใหญ่ยังไม่เห็นผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน Generative AI อย่างมีนัยสำคัญ
 
เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะ AI ไม่มีศักยภาพ แต่เพราะหลายองค์กรยังคงใช้วิธีทำงานแบบเดิม การมี AI เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ผลิตภาพเพิ่มขึ้น
 
คุณค่าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อองค์กรเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า
 
งานใดควรให้ AI ทำ
งานใดควรให้คนทำ
และงานใดควรให้คนกับ AI ทำร่วมกัน
 
นี่คือการเปลี่ยนจากการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ไปสู่การออกแบบองค์กรใหม่ทั้งระบบ
 
ความสุขในการทำงานที่ลดลง กำลังคุกคามผลิตภาพขององค์กร
 
แม้ AI จะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น แต่สำหรับคนทำงานจำนวนมาก มันกลับนำมาซึ่งคำถามใหม่
 
ทักษะที่มีอยู่จะยังมีคุณค่าอีกนานแค่ไหน
ฉันควรเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม
และบทบาทของฉันในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร
 
ผลสำรวจพบว่า พนักงานที่รู้สึกว่าตนเองกำลังเติบโตและมีความสุขในการทำงาน ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จาก 66% ในปี 2024 เหลือเพียง 44% ในปี 2026 ขณะที่ความพึงพอใจในการทำงานลดลงจาก 82% เหลือ 63%
 
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านจิตวิทยาของแรงงานครั้งใหญ่เช่นกัน
 
พนักงานที่ขาดความมั่นใจ เหนื่อยล้า หรือไม่เห็นเส้นทางการเติบโตในอนาคต ย่อมยากที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงขององค์กร
 
ดังนั้น การลงทุนใน AI เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ องค์กรจำเป็นต้องลงทุนในคนควบคู่กันไป ทั้งในด้านการสื่อสาร การพัฒนาทักษะ และการสร้างความเชื่อมั่นว่าพนักงานยังมีบทบาทสำคัญในอนาคต
 
“ประสิทธิภาพแบบก้าวกระโดด” ไม่ได้เกิดจากการดึงศักยภาพจากทรัพยากรที่มีอยู่ให้มากที่สุด แต่เกิดจากการสร้างระบบที่ทำให้ผู้คนสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จได้ พร้อมใช้ AI เป็นตัวเร่งศักยภาพ
 
องค์กรจำเป็นต้องสร้าง “วัฒนธรรมที่เอื้อต่อ AI” (AI-Enablement Culture) ผ่านการสื่อสารอย่างโปร่งใส การให้พนักงานมีส่วนร่วมในการออกแบบงานใหม่ และการสนับสนุนทั้งด้านอารมณ์และทักษะ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพวกเขาจะยังมีบทบาทสำคัญในอนาคต
 
เมื่อทักษะกำลังกลายเป็น “สกุลเงินใหม่” ของโลกการทำงาน
 
ในโลกการทำงานยุคใหม่ “ทักษะ” กำลังมีความสำคัญมากกว่า “ตำแหน่งงาน”
 
คนที่กังวลว่าทักษะของตนเองจะไม่ทันโลก เพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 47%
ขณะที่ 63% ของพนักงานยอมแลกการขึ้นเงินเดือน 10% กับโอกาสในการเรียนรู้ทักษะด้าน AI และดิจิทัล
และ 35% พร้อมลาออก หากรู้สึกว่าตนเสียเปรียบจากการเข้าถึง AI หรือการฝึกอบรมที่ไม่เท่าเทียม
 
ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนว่า คนทำงานจำนวนมากเริ่มมองเห็นความจริงใหม่ของตลาดแรงงาน
 
ความมั่นคงในอาชีพอาจไม่ได้มาจากตำแหน่งงาน แต่มาจากความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว ในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความรู้ที่เคยใช้ได้อาจมีอายุสั้นลงเรื่อย ๆ แต่คนที่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้อย่างต่อเนื่องจะยังคงมีคุณค่าเสมอ
 
AI อาจไม่ใช่คู่แข่งที่แท้จริงของแรงงาน
 
ในอดีต ความมั่นคงในอาชีพมักมาจากประสบการณ์ ตำแหน่งงาน หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สั่งสมมานาน แต่ในโลกปัจจุบัน สิ่งที่องค์กรกำลังมองหามากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพียงคนที่มีความรู้มากที่สุด แต่คือคนที่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วที่สุด
 
ภัยคุกคามที่แท้จริงของแรงงานในวันนี้อาจไม่ใช่ AI แต่คือการยึดติดกับวิธีคิด วิธีทำงาน และทักษะชุดเดิม ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนไปแล้ว
 
เพราะท้ายที่สุดแล้ว AI อาจทำงานได้เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และเก่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างคุณค่าจากการเปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์ถือครองอยู่
 
และในวันที่กติกาของตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนไป ความสามารถเหล่านี้อาจกลายเป็นทักษะที่มีค่าที่สุดในเศรษฐกิจยุคใหม่
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 06 ก.ค. 2569 เวลา : 12:08:17
07-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 9 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนวิภาวดีรังสิต

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (6 ก.ค.69) บวก 5.60 จุด ดัชนี 1,616.88 จุด

3. ทีทีบี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหว 32.70-33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบาย Fed

4. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (6 ก.ค.69) ลบ 1.58 จุด ดัชนี 1,609.70 จุด

5. MTS Gold คาดราคาทองคำดีดตัวขึ้นต่อเนื่องจากช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเช้าวันนี้ได้รับแรงซื้อจากตลาดเอเชีย หนุนให้ราคาขยับขึ้นใกล้ทดสอบบริเวณ 4,200 เหรียญ

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (6 ก.ค.69) ฝนตกหนัก ในภาคตะวันออก 70% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคกลาง 60% กรุงเทพปริมณฑล 40% ภาคใต้ 30%

7. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 32.80-33.50 ควันหลงจ้างงานสหรัฐฯกดดันดอลลาร์

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (6 ก.ค.69) ปรับขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,550 บาท

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (6 ก.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.18 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (6 ก.ค. 69) บวก 4.53 จุด ดัชนี 1,615.81 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (3 ก.ค.69) บวก 17.72 จุด ดัชนี 1,611.28 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (3 ก.ค.69) บวก 20.77 จุด ดัชนี 1,614.33 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำฟื้นตัวแข็งแกร่งในสัปดาห์นี้โดยราคาได้ลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 3,940 เหรียญ ก่อนดีดตัวขึ้นทำจุดสูงสุดของสัปดาห์ที่ 4,195 เหรียญ

15. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 7, 2026, 6:05 am