By วิภาดา จิณณวาโส
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด แม้ในช่วงหนึ่งจะมีสัญญาณว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบ ฮอร์มุซเริ่มกลับมา และความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานลดลง แต่เหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ และเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่เกิดขึ้นล่าสุดสะท้อนว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่ได้หายไป เพียงแต่เปลี่ยนจากความกังวลเรื่องการปิดเส้นทางเดินเรือ ไปสู่ความไม่แน่นอนของความปลอดภัยในการขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์
ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้ข่าวจากตะวันออกกลางจะยังสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดเป็นระยะ แต่ความสนใจของนักลงทุนทั่วโลกกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนทิศทาง เพราะเมื่อความเสี่ยงด้านพลังงานเริ่มถูกประเมินใหม่ คำถามที่ตลาดอยากรู้มากกว่า คือ “ผลกระทบต่อเงินเฟ้อจะยืดเยื้อเพียงใด” และ “Fed จะตอบสนองต่อความไม่แน่นอนเหล่านี้อย่างไร” โดยเรื่องนี้เองที่ทำให้การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ที่แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ตลาดกำลังพยายามทำความเข้าใจกลับไม่ใช่ระดับดอกเบี้ย หากเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีสื่อสารของ Fed ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกในระยะต่อไป
โดยหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกคุ้นเคยกับการพยายามตีความทุกถ้อยคำของประธาน Fed (ในสมัยของ Jerome Powell) ไม่ว่าจะเป็นการแถลงข่าวรายงานการประชุมหรือแม้แต่การใช้คำบางคำที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย เพราะทุกคำพูดสามารถส่งผลต่อทิศทางของตลาดการเงินได้ทันที อีกทั้ง Fed เองก็เคยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ForwardGuidance หรือการส่งสัญญาณล่วงหน้าถึงทิศทางนโยบายการเงิน เพื่อช่วยให้ตลาดสามารถปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปลดความผันผวนและทำให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนการลงทุนได้ง่ายขึ้น แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ Fed กำลังจะเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า Fed จะลดการชี้นำตลาดล่วงหน้า และจะไม่พยายามบอกว่านโยบายดอกเบี้ยในอนาคตควรเป็นอย่างไร แต่จะปล่อยให้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลาแทน โดยเขาเรียกแนวทางนี้ว่าเป็นการ “กลับสู่พื้นฐาน” ของการดำเนินนโยบายการเงิน และย้ำว่า Fed ไม่ต้องการให้ตลาดยึดติดกับคำแนะนำล่วงหน้าอีกต่อไป
หากมองเผิน ๆ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร แต่ในความเป็นจริง นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของตลาดการเงินในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ เพราะที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากไม่ได้ลงทุนจากข้อมูลเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนจาก “ความคาดหวัง” ที่ Fed ส่งสัญญาณไว้ โดยที่ผ่านมา เมื่อ Fed บอกว่ามีโอกาสลดดอกเบี้ย ตลาดหุ้นก็มักปรับตัวขึ้นก่อนที่การลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นจริง หรือเมื่อ Fed ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ย ตลาดพันธบัตรก็เริ่มปรับตัวตั้งแต่ยังไม่มีการประชุม กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ตลาดเคยเคลื่อนไหวจาก “คำพูดของ Fed” มากพอๆ กับ “การตัดสินใจของ Fed”
แต่เมื่อตอนนี้ ธนาคารกลางสหรัฐอย่าง Fed เลือกที่จะพูดให้น้อยลง ความรับผิดชอบในการตีความเศรษฐกิจจึงกลับมาตกอยู่กับนักลงทุนอีกครั้ง นับจากนี้ ทุกตัวเลขทางเศรษฐกิจจะมีน้ำหนักมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล(PCE), ตัวเลขการจ้างงานอัตราการว่างงาน, การเติบโตของค่าจ้าง หรือแม้แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลก เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ Fed ใช้ประกอบการตัดสินใจมากกว่าการยึดตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า
ผลที่ตามมาก็คือ ตลาดการเงินอาจมีความผันผวนมากขึ้น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อาจตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจแต่ละชุดรุนแรงกว่าเดิม ค่าเงินดอลลาร์อาจแกว่งตัวเร็วขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นก็อาจเปลี่ยนทิศทางภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาผิดจากที่ตลาดคาดไว้ ซึ่งสำหรับนักลงทุน นี่คือการเปลี่ยนจากยุคที่พยายาม “อ่านใจ Fed” ไปสู่ยุคที่ต้อง “อ่านเศรษฐกิจ” ด้วยตัวเองอีกครั้ง และนี่อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าการขึ้นหรือลดดอกเบี้ยเสียอีก เพราะมันกำลังเปลี่ยนกติกาที่ตลาดการเงินโลกใช้มาตลอดกว่าทศวรรษ
หากมองให้ลึกลงไปอีก สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวิธีสื่อสารของ Fed แต่คือการเปลี่ยนกรอบความคิดที่มีต่อ “ต้นตอของเงินเฟ้อ” โดยในอดีต Fed และบรรดาธนาคารกลางต่างๆ มักรับมือกับเงินเฟ้อผ่านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าการทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นจะช่วยชะลอการบริโภคและการลงทุน ส่งผลให้อุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจลดลง และแรงกดดันด้านราคาค่อย ๆ คลี่คลาย แต่อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามรัสเซีย–ยูเครน รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้เห็นชัดว่า เงินเฟ้อจำนวนไม่น้อยไม่ได้เกิดจากผู้บริโภคใช้จ่ายมากเกินไป แต่เกิดจากปัญหาด้านอุปทาน ไม่ว่าจะเป็นห่วงโซ่อุปทานที่สะดุด ราคาพลังงานที่พุ่งสูง หรือการขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบ
เมื่อเงินเฟ้อมีสาเหตุจากฝั่งอุปทาน การขึ้นดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวอาจช่วยได้ไม่มากนัก เพราะไม่สามารถทำให้เรือขนส่งแล่นเร็วขึ้น ผลิตน้ำมันได้มากขึ้น หรือแก้ปัญหาคอขวดของห่วงโซ่อุปทานได้ทันที ดังนั้นมันจึงกลายเป็นเหตุผลที่ Fed เริ่มให้ความสำคัญกับ “ผลิตภาพ” (Productivity) มากขึ้น โดยหากเศรษฐกิจสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง แรงกดดันด้านราคาก็จะลดลงโดยธรรมชาติ เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ แต่ยังอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะยาวได้ด้วย
แน่นอนว่า ผลของการลงทุนเหล่านี้ต้องใช้เวลา และไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อในระยะสั้นได้ทั้งหมด ดังนั้น ภารกิจหลักของ Fed ในปัจจุบันยังคงเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ขณะที่ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากราคาพลังงาน มาตรการภาษีการค้า และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด หมายความว่า แม้ความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะลดลง แต่โลกก็ยังไม่ได้กลับไปอยู่ในจุดเดิม เพราะปัจจัยที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในวันนี้มีความซับซ้อนกว่าเดิมมาก ดังนั้นตอนนี้ สิ่งที่ตลาดกำลังเผชิญจึงไม่ใช่แค่การเฝ้าดูว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเมื่อใด แต่ต้องรับผิดชอบในการพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจชุดถัดไปว่าควรตัดสินใจเรื่องการลงทุนของตัวเองอย่างไร เพราะในช่วงต่อจากนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อ การจ้างงาน การเติบโตของค่าจ้าง การใช้จ่ายของผู้บริโภค และราคาพลังงาน จะกลายเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อตลาดมากกว่าที่เคย เพราะทุกข้อมูลอาจทำให้การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงได้ทันที
สำหรับประเทศเศรษฐกิจที่มีลักษณะเปิดอย่างประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญ เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐ ส่งผลต่อค่าเงิน กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ต้นทุนการกู้ยืม และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก หากตลาดปรับมุมมองต่อ Fed อย่างรวดเร็ว ประเทศเกิดใหม่ก็มักได้รับผลกระทบตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของค่าเงินบาท การเคลื่อนย้ายของเงินทุน หรือแรงกดดันต่อตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น
ในอีกด้านหนึ่ง ภาคธุรกิจไทยเองก็จำเป็นต้องปรับตัวเช่นกัน เพราะต้นทุนทางการเงินอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดไว้ ขณะเดียวกัน ความสามารถในการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับการยกระดับผลิตภาพ การลงทุนด้านเทคโนโลยี และการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจมากกว่าการรอคอยวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงเพียงอย่างเดียว
ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจาก Fed ในรอบนี้อาจไม่ใช่เรื่องการคงหรือการลดอัตราดอกเบี้ย หากแต่เป็นการส่งสัญญาณว่า โลกการเงินที่กำลังเข้าสู่ยุคที่ธนาคารกลางสหรัฐอย่าง Fed จะพยายาม “พูดให้น้อยลง” และปล่อยให้ข้อมูลเศรษฐกิจเป็นผู้ส่งสัญญาณแทน สำหรับนักลงทุน นี่หมายถึงการต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับมุมมองอยู่เสมอ ส่วนสำหรับผู้ประกอบการและผู้กำหนดนโยบาย นี่คือเครื่องเตือนใจว่า ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจในระยะยาวจะไม่ได้วัดกันเพียงที่ระดับอัตราดอกเบี้ยอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ผลิตภาพ นวัตกรรม และความยืดหยุ่นในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ข่าวเด่น