เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : เศรษฐกิจโลกไม่ได้ถดถอย แต่เข้าสู่ยุค "โตได้...แต่โตยาก"



             
      BY วิภาดา จิณณวาโส
 
ในตอนนี้ โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ชวนสับสนที่สุดช่วงหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ด้านหนึ่ง เราเห็นการลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน บริษัทเทคโนโลยีเร่งสร้างศูนย์ข้อมูล ประเทศต่างๆ แข่งขันกันดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน แต่อีกด้านหนึ่ง สถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศกลับทยอยปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงอย่างต่อเนื่อง

ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่โลกที่กำลังถดถอย แต่คือโลกที่กำลังเติบโตภายใต้ข้อจำกัดใหม่ ซึ่งสะท้อนผ่านรายงานล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2569 จาก 3.1% เหลือ “3.0%” ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นการปรับลดเพียง 0.1% ไม่น่าจะมีนัยสำคัญมากนัก แต่แท้จริงแล้ว สำหรับในเชิงเศรษฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของตัวเลขเพียงเล็กน้อยกลับสะท้อนมุมมองที่เปลี่ยนไปต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้กำลังบอกว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) เพราะเศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัว เพียงแต่กำลังส่งสัญญาณว่า การเติบโตในอนาคตจะเกิดขึ้นช้าลง เปราะบางมากขึ้น และเผชิญข้อจำกัดมากกว่าที่โลกเคยคุ้นชินในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

รายงาน World Economic Outlook ฉบับล่าสุดของ IMF ระบุว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตเพียง 3.0% ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 3.4% ในปี 2570 แต่ก็ยังต่ำกว่าการเติบโต 3.5% ที่เกิดขึ้นในปี 2568 ขณะเดียวกัน IMF ยังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อโลกจากเดิม โดยคาดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นจาก 4.1% ในปี 2568 เป็น 4.7% ในปี 2569 ก่อนจะทยอยลดลงในปีถัดไป ส่วนการค้าโลกก็มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากการเติบโต 5.0% ในปีที่ผ่านมา เหลือเพียง 3.5% ในปีนี้

เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ คือ ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ รวมถึงความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลกที่ยังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้เร็วอย่างที่ตลาดเคยคาดหวัง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินยังอยู่ในระดับสูง และการลงทุนของภาคธุรกิจชะลอตัวลง

แต่หากมองลึกลงไป รายงานของ IMF กำลังสะท้อนภาพที่น่าสนใจกว่านั้น เพราะเศรษฐกิจโลกในวันนี้ไม่ได้มีแต่ “แรงกดดัน” หากยังมี “แรงขับเคลื่อน” ที่ทรงพลังที่สุดในรอบหลายสิบปี นั่นคือ การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดย IMF ระบุว่า วัฏจักรการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่เร่งตัวขึ้นจากการพัฒนา AI กำลังช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกไว้ในระดับหนึ่ง การลงทุนในศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง หลายประเทศได้รับอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังเดินหน้าลงทุนอย่างไม่หยุดยั้ง

หากมองเพียงด้านนี้ หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ในเมื่อโลกกำลังอยู่ท่ามกลางการปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เหตุใด IMF จึงกลับปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก คำตอบก็คือ “เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยแรงสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน” ด้านหนึ่งคือ “แรงผลัก” จากเทคโนโลยี AI ที่ช่วยเพิ่มการลงทุน กระตุ้นนวัตกรรม และสร้างอุตสาหกรรมใหม่อย่างรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็น “แรงดึง” จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กำลังกดทับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หนี้สาธารณะของหลายประเทศที่อยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยของหลายประเทศ

กล่าวคือ โลกไม่ได้กำลังขาดเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตรงกันข้าม เครื่องยนต์ใหม่อย่าง AI กำลังทำงานอย่างเต็มกำลัง แต่ในเวลาเดียวกัน เครื่องยนต์เดิมที่เคยผลักดันเศรษฐกิจโลกให้เติบโตอย่างรวดเร็วกลับกำลังอ่อนแรงลง เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกเคยเติบโตจากสามปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.การเพิ่มขึ้นของประชากรวัยแรงงาน 2.การขยายตัวของโลกาภิวัตน์ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต และ 3.การค้าระหว่างประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

โมเดลการเติบโตดังกล่าวนี้ ทำให้บริษัทสามารถย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำ สินค้าถูกผลิตได้ในราคาที่ถูกลง การค้าโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคทั่วโลกได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง แต่ในวันนี้ เครื่องยนต์เหล่านั้นกำลังเปลี่ยนไปทีละส่วน การค้าโลกไม่ได้เติบโตในอัตราเดิมอีกต่อไป หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานมากกว่าต้นทุนที่ต่ำที่สุด บริษัทข้ามชาติทยอยกระจายฐานการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงจากสงคราม การคว่ำบาตร และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ

แนวคิดอย่าง Friend-shoring ที่เน้นย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตร, Near-shoring ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตใกล้ตลาดปลายทางเพื่อลดความเสี่ยงด้านการขนส่ง และ China+1 ที่กระจายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานการผลิตเพียงแห่งเดียว กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของภาคธุรกิจทั่วโลก แม้แนวทางเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทาน แต่ก็แลกมาด้วยต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต

ในเวลาเดียวกัน สงครามและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อราคาพลังงานเท่านั้น แต่ยังทำให้ต้นทุนของการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ไปจนถึงการสำรองวัตถุดิบและสินค้าคงคลังเพื่อรองรับความไม่แน่นอน สิ่งเหล่านี้อาจไม่ทำให้เศรษฐกิจโลกหยุดเติบโตในทันที แต่กำลังทำให้การเติบโตในแต่ละปีเกิดขึ้นได้ยากกว่าที่เคย และนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น

นอกจากนี้แล้ว การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกยาวนานกว่าสงครามหรือวัฏจักรเศรษฐกิจใด ๆ คือ “โครงสร้างประชากร” หากในอดีตโลกเคยได้รับประโยชน์จากจำนวนประชากรวัยแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง วันนี้สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลายประเทศกำลังเผชิญอัตราการเกิดที่ลดลง ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจากรายงาน World Population Prospects 2024 ขององค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่า จำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นจนแตะระดับสูงสุดประมาณ 10,300 ล้านคนในช่วงกลางทศวรรษ 2080 ก่อนจะเริ่มลดลง และที่สำคัญ ภายในช่วงปลายทศวรรษ 2070 จำนวนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปของโลกจะมีมากกว่าจำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ตัวเลขดังกล่าวอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ นี่คือหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดศักยภาพการเติบโตของโลกในระยะยาว เพราะเมื่อแรงงานมีจำนวนลดลง เศรษฐกิจย่อมขยายตัวได้ช้าลง การผลิตสินค้าและบริการเติบโตได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลยังต้องใช้งบประมาณด้านสาธารณสุข การดูแลผู้สูงอายุ และระบบบำนาญเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาระการคลังสูงขึ้นตามไปด้วย หรือหมายความว่า แม้วันหนึ่งสงครามจะยุติลง หรือราคาพลังงานจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โลกก็ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านการเติบโตจากโครงสร้างประชากรอยู่ดี

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการเติบโตของเศรษฐกิจโลก คือ ระดับหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งหนี้ภาครัฐ หนี้ภาคเอกชน และหนี้ครัวเรือน ตามที่ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศใช้นโยบายการคลังและการเงินเพื่อรับมือกับวิกฤตต่าง ๆ ตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ไปจนถึงผลกระทบจากสงครามและราคาพลังงาน แม้มาตรการเหล่านี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็ทำให้ภาระหนี้สะสมเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เมื่อหนี้อยู่ในระดับสูง การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจก็ทำได้ยากขึ้น เพราะรัฐบาลต้องคำนึงถึงเสถียรภาพทางการคลัง ขณะที่ธนาคารกลางก็ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้รวดเร็ว หากเงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมาย นี่คือเหตุผลที่ IMF มองว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเติบโต แต่การเติบโตในระยะต่อไปจะเผชิญข้อจำกัดมากกว่าที่เคย

แล้ว AI จะช่วยเปลี่ยนภาพทั้งหมดเหล่านี้ได้หรือไม่ คำตอบคือ “อาจเป็นไปได้” แต่ไม่ใช่ในทันที หลายคนมักเข้าใจว่า เมื่อ AI กำลังถูกนำไปใช้ในแทบทุกอุตสาหกรรม เศรษฐกิจโลกก็น่าจะกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริง เทคโนโลยีใหม่กับการเติบโตของเศรษฐกิจ ไม่ได้เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกัน การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีต การใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต ต่างต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่การลงทุนจะเปลี่ยนเป็นผลิตภาพที่สะท้อนผ่านตัวเลข GDP ซึ่ง AI ก็เช่นเดียวกัน

วันนี้โลกกำลังลงทุนมหาศาลในศูนย์ข้อมูล ชิปประมวลผล ระบบคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่การเปลี่ยนการลงทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นผลผลิตทางเศรษฐกิจ ยังต้องอาศัยเวลา การปรับตัวของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในหลายอุตสาหกรรม กล่าวคือ AI กำลังสร้าง “ศักยภาพ” ของการเติบโตในอนาคต แต่ยังไม่สามารถลบข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกได้ทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลที่รายงานของ IMF มีภาพที่ดูเหมือนขัดแย้งกันในตัวเอง ด้านหนึ่ง IMF ยอมรับว่า วัฏจักรการลงทุนด้าน AI กำลังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจโลก แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังปรับลดคาดการณ์การเติบโต เพราะแรงหนุนจากเทคโนโลยียังไม่มากพอที่จะชดเชยผลกระทบจากสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน หนี้ และการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า โลกกำลังเข้าสู่รูปแบบการเติบโตที่แตกต่างจากอดีต หากเมื่อก่อนเศรษฐกิจโลกเติบโตจากการขยายตัวของแรงงาน การค้าเสรี และต้นทุนการผลิตที่ลดลง วันนี้เศรษฐกิจโลกกำลังต้องเติบโตท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนที่มากขึ้น และข้อจำกัดที่ซับซ้อนกว่าเดิม โดยการรักษาการเติบโตในระดับ 3% ของเศรษฐกิจโลกในอนาคต อาจต้องใช้ความพยายามมากกว่าการเติบโตในระดับเดียวกันเมื่อยี่สิบปีก่อน เพราะเงื่อนไขของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว

สำหรับประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจไม่ใช่แรงส่งที่เพียงพอเหมือนในอดีตอีกต่อไป ประเทศที่ยังพึ่งพาปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว อาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ขณะที่ประเทศที่สามารถยกระดับผลิตภาพ พัฒนานวัตกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยีได้ จะมีโอกาสเติบโตเหนือค่าเฉลี่ยของโลก แม้อยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวไม่มากนัก เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกคุ้นชินกับการเติบโตที่อาศัยโลกาภิวัตน์ แรงงานราคาถูก และการค้าเสรีเป็นเครื่องยนต์หลัก แต่เครื่องยนต์เหล่านั้นกำลังทยอยอ่อนแรงลง ขณะที่เครื่องยนต์ใหม่อย่าง AI แม้จะมีศักยภาพสูง แต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน

ดังนั้น สิ่งที่ IMF กำลังส่งสัญญาณในครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงการปรับลดตัวเลข GDP ลง 0.1% หากกำลังสะท้อนว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่การเติบโตยังคงเกิดขึ้นได้ แต่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากกว่าที่เคย และนั่นคือเหตุผลที่เศรษฐกิจโลกในวันนี้ ไม่ได้กำลังถดถอย แต่กำลังเข้าสู่ยุค “โตได้…แต่โตยาก” ซึ่งความท้าทายของประเทศต่าง ๆ ต่อจากนี้ อาจไม่ใช่การรอให้เศรษฐกิจโลกกลับไปเติบโตเหมือนเดิม หากคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของตนเองให้สามารถเติบโตได้ แม้โลกทั้งใบจะไม่ได้เติบโตเร็วเหมือนในอดีตอีกแล้ว

LastUpdate 11/07/2569 21:26:04 โดย : Admin
12-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: ด่วนมาก!!! คืนวันนี้ 10 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนวิภาวดีรังสิต

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (10 ก.ค. 69) บวก 13.25 จุด ดัชนี 1,621.55 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (10 ก.ค. 69) บวก 8.97 จุด ดัชนี 1,617.27 จุด

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (9 ก.ค.69) บวก 139.02 จุด, Nasdaq พุ่งแรงกว่า 300 จุด รับแรงซื้อหุ้นกลุ่มชิป

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (9 ก.ค.69) บวก 58.40 ดอลลาร์ นักลงทุนช้อนซื้อหลังราคาร่วง- จับตาตะวันออกกลาง

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (10 ก.ค.69) ภาคเหนือ ฝนฟ้าคะนอง 60% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคอีสาน-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 40% ภาคใต้ 30-40%

7. MTS Gold คาดราคาทองคำกลับมายืนเหนือ 4,100 เหรียญ ขณะที่ราคาทองคำไทยกลับมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 65,000 บาท ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.25-33.50 บาท/ดอลลาร์

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (10 ก.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.38 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (10 ก.ค.69) บวก 6.00 จุด ดัชนี 1,614.30 จุด

11. ทองเปิดตลาดวันนี้ (10 ก.ค.69) "คงที่" ทองรูปพรรณ ขายออก 65,800 บาท

12. ประกาศ กปน.: 15 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนบรรทัดทอง

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (9 ก.ค. 69) บวก 32.05 จุด ดัชนี 1,608.30 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (9 ก.ค.69) บวก 23.71 จุด ดัชนี 1,599.96 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 หลังไม่สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 4,200 เหรียญ ได้ ก่อนอ่อนตัวลงหลุดระดับ 4,100 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 12, 2026, 8:50 am