
ทุกปี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะจัดทำรายงาน Article IV เพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก พร้อมเสนอข้อแนะนำเชิงนโยบาย
สิ่งที่น่าสนใจในรายงานปีนี้ ไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP หรือประมาณการเศรษฐกิจ แต่คือการเปรียบเทียบระหว่าง มุมมองของ IMF กับ มุมมองของรัฐบาลไทย ซึ่งถูกนำเสนอไว้ในรายงานฉบับเดียวกัน
แม้ทั้งสองฝ่ายจะเห็นตรงกันในหลายเรื่อง แต่สิ่งที่ให้น้ำหนักกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน
1. IMF: เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ "ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง"
IMF มองว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้กำลังเผชิญเพียงแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกหรือสงครามการค้าเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ได้แก่ ผลิตภาพที่เติบโตช้า การลงทุนภาคเอกชนที่อยู่ในระดับต่ำ สังคมสูงวัย และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การฟื้นตัวของไทยช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค และกดทับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
IMF ยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของการค้าโลก การชะลอตัวของการส่งออก ภาวะสินเชื่อที่ยังตึงตัว และเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจสะท้อนว่าอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ
2. รัฐบาลไทย: ปัญหามีอยู่ แต่กำลังเดินหน้าแก้ไข
ใน Statement ของผู้แทนประเทศไทย รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธความท้าทายเหล่านี้
แต่ให้น้ำหนักกับสิ่งที่กำลังดำเนินการเพื่อยกระดับเศรษฐกิจมากกว่า
รัฐบาลชูการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Smart Agriculture, Smart Electronics, Future Mobility รวมถึงการลงทุนด้าน Data Center, Cloud และ AI ควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงานผ่านโครงการ Upskill และ Reskill เพื่อเพิ่มผลิตภาพของประเทศ
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ทบทวนกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act) พัฒนาระบบ BOI FastPass และเร่งทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
ในด้านเงินเฟ้อ รัฐบาลมองว่าการที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ส่วนใหญ่เป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน เช่น ราคาพลังงานและอาหารที่ลดลง รวมถึงมาตรการลดค่าครองชีพ มากกว่าจะเป็นสัญญาณของอุปสงค์ที่อ่อนแอ และเชื่อว่าเงินเฟ้อจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะต่อไป
3. จุดที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน
หากมองภาพรวม จะพบว่า IMF และรัฐบาลไทย เห็นพ้องกันในทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ
• เพิ่มผลิตภาพของแรงงานและภาคธุรกิจ
• ยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
• ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
• เปิดเศรษฐกิจและเชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น
• พัฒนาทักษะแรงงานและเทคโนโลยี
• ปรับปรุงกฎระเบียบและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง "ปลายทาง" ที่ทั้งสองฝ่ายต้องการเดินไปนั้นแทบไม่แตกต่างกัน
4. แต่สิ่งที่ต่าง คือ "น้ำหนัก"
ความแตกต่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่แนวทาง แต่อยู่ที่สิ่งที่แต่ละฝ่ายเลือกเน้น
IMF ให้น้ำหนักกับ ข้อจำกัด ความเสี่ยง และสิ่งที่ยังต้องเร่งแก้ไข โดยเตือนว่า หากการปฏิรูปดำเนินไปช้า เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่องในระยะยาว
ขณะที่รัฐบาลไทยให้น้ำหนักกับ มาตรการที่กำลังดำเนินการและโอกาสในอนาคต โดยเชื่อว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการปรับปรุงกฎระเบียบ จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจที่สุด
รายงาน Article IV ปีนี้จึงไม่ได้สะท้อนความเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่าง IMF กับรัฐบาลไทย
แต่สะท้อน สองมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยที่แตกต่างกัน
IMF มองจากมุมของผู้ประเมินความเสี่ยง จึงเน้นสิ่งที่อาจฉุดรั้งการเติบโตในอนาคต
ส่วนรัฐบาลมองจากมุมของผู้กำหนดนโยบาย จึงเน้นสิ่งที่กำลังทำเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างโอกาสใหม่
สิ่งที่ต้องจับตาคือ ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนจาก "การเห็นตรงกันในเป้าหมาย" ไปสู่ "การปฏิรูปที่เกิดผลจริง" ได้เร็วเพียงใด เพราะนั่นจะเป็นตัวกำหนดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตได้ใกล้ศักยภาพอีกครั้งหรือไม่ในทศวรรษข้างหน้า
ข่าวเด่น