เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : จากโกโก้ไทย...สู่โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจ ตอนที่ 2 : ไทยจะก้าวสู่ศูนย์กลางคราฟต์ช็อกโกแลตโลกได้อย่างไร


  By วิภาดา จิณณวาโส
 
ในบทความตอนแรก เราได้เห็นแล้วว่า "โกโก้" กำลังกลายเป็นพืชที่น่าจับตามองของประเทศไทย ไม่ใช่เพราะเราจะก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก แต่เพราะโกโก้กำลังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสร้างอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป ไปจนถึงการพัฒนาแบรนด์ของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การปลูกโกโก้ได้เพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นจะสามารถสร้างอุตสาหกรรมช็อกโกแลตที่แข็งแกร่งได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ประเทศไทยจะปลูกโกโก้เพิ่มอีกกี่ไร่” แต่คือ “ประเทศไทยจะสร้างมูลค่าเพิ่มจากโกโก้ได้อย่างไร” โดยคำตอบของคำถามนี้ กำลังเชื่อมโยงกับเทรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า “คราฟต์ช็อกโกแลต” (Craft Chocolate)

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายที่สุด ช็อกโกแลตทั่วไปที่วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตมักเป็นการผลิตในระดับอุตสาหกรรม เน้นให้รสชาติและคุณภาพมีมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะผลิตที่ใดในโลก ผู้ผลิตจึงมักผสมเมล็ดโกโก้จากหลายประเทศเข้าด้วยกัน ก่อนผ่านกระบวนการผลิตขนาดใหญ่เพื่อให้ได้รสชาติที่คุ้นเคยกับผู้บริโภค แต่คราฟต์ช็อกโกแลตมีแนวคิดที่แตกต่างออกไป

ผู้ผลิตจะให้ความสำคัญกับ “ตัวตน” ของเมล็ดโกโก้ในแต่ละแหล่งปลูก พยายามรักษากลิ่น รสชาติ และเอกลักษณ์ตามธรรมชาติของเมล็ดโกโก้เอาไว้ให้มากที่สุด ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การหมัก การตาก การคั่ว ไปจนถึงการทำช็อกโกแลตแต่ละแท่ง มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ช็อกโกแลตจากเมล็ดโกโก้จังหวัดน่าน อาจให้กลิ่นผลไม้และดอกไม้ ขณะที่เมล็ดจากภาคใต้กลับมีบุคลิกที่เข้มข้นกว่า ให้โทนถั่วหรือเครื่องเทศ ทั้งที่เป็นโกโก้สายพันธุ์เดียวกัน ความแตกต่างเหล่านี้เกิดจากสภาพดิน น้ำ ภูมิอากาศ และวิธีการแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งวงการอาหารเรียกว่า Terroir หรืออัตลักษณ์ของแหล่งกำเนิด

โดยแนวคิดนี้ไม่ต่างจากโลกของกาแฟ Specialty หรือไวน์ชั้นดี ที่ผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้อเพียงเพราะยี่ห้อ แต่ให้ความสำคัญกับแหล่งปลูก วิธีการผลิต และเรื่องราวเบื้องหลังสินค้า นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตลาดคราฟต์ช็อกโกแลตทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองช็อกโกแลตเป็นเพียงของหวานอีกต่อไป แต่เป็นอาหารที่สะท้อนคุณภาพของวัตถุดิบ ความยั่งยืนของกระบวนการผลิต และเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่

โดยเทรนด์ดังกล่าว สอดคล้องกับข้อมูลของ Fortune Business Insights ที่คาดว่าตลาดโกโก้และช็อกโกแลตโลกจะเติบโตจาก 55,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เป็นกว่า 86,520 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 ขณะที่การเติบโตส่วนหนึ่งมาจากความต้องการสินค้าในกลุ่มพรีเมียม สินค้าที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และสินค้าที่ผลิตอย่างยั่งยืน เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ จะเห็นว่าได้ว่า การแข่งขันของอุตสาหกรรมโกโก้ในปัจจุบัน ไม่ได้ตัดสินกันเพียงว่าใครปลูกได้มากที่สุด แต่กำลังแข่งขันกันว่า ประเทศใดสามารถสร้างเรื่องราว คุณภาพ และมูลค่าเพิ่มจากเมล็ดโกโก้ของตนเองได้มากกว่า และตรงนี้เอง คือจุดที่ประเทศไทยเริ่มมีโอกาส

แม้ว่าประเทศไทยจะมีผลผลิตเมล็ดโกโก้เพียงประมาณ 3,194 ตันต่อปี และยังเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 44 ของโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมล็ดโกโก้ไทยกลับสามารถคว้าเหรียญทองจากเวทีประกวดระดับโลกได้หลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าจุดแข็งของประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ “ขนาด” ของอุตสาหกรรม แต่อยู่ที่ “คุณภาพ” ที่ตลาดโลกเริ่มให้การยอมรับ

ดังนั้นโจทย์หลักของการเติบโตในอุตสาหกรรมโกโก้ไทย อาจจะต้องโฟกัสว่า “ประเทศไทยจะเปลี่ยนคุณภาพที่มีอยู่ ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าได้อย่างไร” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยจะปลูกโกโก้ได้มากขึ้นเท่าใด แต่คือประเทศไทยควรเลือกวางตำแหน่งของตนเองไว้ตรงไหนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโกโก้โลก เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศพิสูจน์แล้วว่า ความสำเร็จของอุตสาหกรรมช็อกโกแลตไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเมล็ดโกโก้ผ่านการแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ

ประเทศไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่มีโอกาสแข่งขันกับโกตดิวัวร์ กานา หรือเอกวาดอร์ ในฐานะผู้ผลิตเมล็ดโกโก้รายใหญ่ของโลก เพราะจุดแข็งของประเทศเหล่านั้นคือ “ปริมาณ” แต่สำหรับประเทศไทย โอกาสอาจอยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากคุณภาพของเมล็ดโกโก้มากกว่า เช่นเดียวกับทาง “มาเลเซีย” ที่หากพิจารณาปริมาณผลผลิตโกโก้ มาเลเซียไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก อีกทั้งยังมีพื้นที่เพาะปลูกลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเกษตรกรหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ปาล์มน้ำมัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มาเลเซียกลับกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการแปรรูปโกโก้และช็อกโกแลตที่สำคัญของโลก และเป็นผู้แปรรูปรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตามที่ นายบดินทร์ เจริญพงศ์ชัย นายกสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย (TACCO) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมาเลเซียนำเข้าเมล็ดโกโก้มากถึงประมาณ 500,000 ตันต่อปี เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ก่อนส่งออกในรูปของโกโก้บัตเตอร์ ผงโกโก้ และผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตไปยังตลาดโลก ซึ่งทางมาเลเซีย เขาไม่ได้สร้างความได้เปรียบจากการปลูกโกโก้ แต่สร้างความได้เปรียบจาก “การสร้างมูลค่าเพิ่ม”

ขณะที่อินโดนีเซียก็เลือกเดินในแนวทางที่คล้ายกัน โดยรัฐบาลมีนโยบายผลักดันการแปรรูปภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เมล็ดโกโก้กว่า 85% ถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปก่อนส่งออก แทนที่จะขายเป็นวัตถุดิบเหมือนในอดีต บทเรียนจากทั้งสองประเทศจึงน่าสนใจสำหรับประเทศไทย เพราะกำลังสะท้อนว่า มูลค่าที่แท้จริงของอุตสาหกรรมโกโก้ ไม่ได้อยู่ที่เมล็ดโกโก้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ การปลูก การหมัก การตาก การคั่ว การผลิตช็อกโกแลต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การตลาด การท่องเที่ยวเชิงอาหาร ตลอดจนการส่งออก ทุกขั้นตอนล้วนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และการจ้างงาน

มันคือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า Value Chain หรือ ห่วงโซ่มูลค่า ยิ่งประเทศใดสามารถรักษากิจกรรมเหล่านี้ไว้ภายในประเทศได้มากเท่าไร มูลค่าทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสำหรับประเทศไทย จุดแข็งสำคัญคือระบบนิเวศของอุตสาหกรรมโกโก้กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน

หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 10 ปีก่อนประเทศไทยเคยมีการส่งเสริมให้ปลูกโกโก้มาแล้ว แต่เมื่อโรงงานรับซื้อปิดตัวลง เกษตรกรก็ขาดตลาดรองรับ ต้นโกโก้จำนวนมากจึงถูกโค่นทิ้ง เพราะไม่มีผู้ซื้อผลผลิต แต่การกลับมาของโกโก้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแตกต่างจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันเริ่มมีผู้ผลิตคราฟต์ช็อกโกแลตไทยเกิดขึ้นต่อเนื่อง มีผู้ประกอบการที่รับซื้อเมล็ดโกโก้จากเกษตรกรโดยตรง มีโรงหมัก โรงคั่ว ผู้เชี่ยวชาญด้านการแปรรูป ร้านช็อกโกแลต คาเฟ่ และธุรกิจที่ต่อยอดจากโกโก้อีกจำนวนมาก ทำให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเริ่มมีความสมบูรณ์มากขึ้น

ซึ่งทางนายกสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย เคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่ทำให้ตนเองมั่นใจว่า “โกโก้ไทยรอบนี้จะอยู่ได้” ไม่ใช่เพราะมีคนปลูกมากขึ้น แต่เพราะเริ่มมีผู้แปรรูปที่สามารถเติบโตจนสร้างธุรกิจได้จริง ส่งผลให้เกษตรกรมีตลาดรองรับที่ชัดเจน ต่างจากในอดีตที่มีโรงงานรับซื้อเพียงแห่งเดียว

แม้ว่าประเด็นนี้ อาจดูเป็นรายละเอียดของอุตสาหกรรม แต่ในมุมเศรษฐศาสตร์กลับถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญ เพราะเมื่อมีผู้ประกอบการในหลายช่วงของห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยงของทั้งระบบจะลดลง เกษตรกรไม่ได้พึ่งผู้ซื้อรายเดียว ผู้แปรรูปก็สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้ ขณะที่ตลาดก็มีความหลากหลายมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรมโกโก้ยังเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมทางอาหาร (Food Innovation) ได้อีกมาก

โดยปัจจุบัน ผู้ผลิตไทยหลายรายเริ่มนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาต่อ ยอดกับช็อกโกแลต เช่น การใช้ข้าวไทยผลิตช็อกโกแลตนมแทนนมผง การนำสมุนไพรไทยอย่างกะเพรา มะแขว่น หรือดอกอัญชันมาผสมกับช็อกโกแลตเพื่อสร้างรสชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์ของประเทศ ในขณะเดียวกัน วัตถุดิบที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิต ก็ถูกนำกลับมาสร้างมูลค่าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตโกโก้ไซเดอร์จากเมล็ดตกเกรด หรือการนำเปลือกโกโก้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรมและของใช้

แนวคิดเช่นนี้สะท้อนว่า เมล็ดโกโก้หนึ่งเมล็ดสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าการเป็นวัตถุดิบของช็อกโกแลต หากมีองค์ความรู้ เทคโนโลยี และผู้ประกอบการที่ช่วยต่อยอดในแต่ละขั้นตอนของการผลิต ตรงนี้เองคือสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมโกโก้แตกต่างจากการขายผลผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิม เพราะยิ่งระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเข้มแข็งมากเท่าไร มูลค่าทางเศรษฐกิจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเพียงอย่างเดียว

หากบทเรียนจากมาเลเซียและอินโดนีเซียสะท้อนให้เห็นว่า “การแปรรูป” คือ หัวใจของการสร้างมูลค่าเพิ่ม คำถามต่อมา คือ ประเทศไทยควรเดินต่ออย่างไร?

คำตอบอาจเริ่มต้นจากการมองว่า โกโก้ไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตร แต่เป็น “อุตสาหกรรม” ที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของผู้ผลิต     คราฟต์ช็อกโกแลต การได้รับรางวัลในเวทีระดับโลก หรือการที่ต่างชาติเริ่มรู้จักเมล็ดโกโก้ไทยมากขึ้น แต่หากต้องการก้าวไปไกลกว่านั้น การเติบโตของผู้ประกอบการรายบุคคลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังต้องอาศัยระบบสนับสนุนที่เข้มแข็งในระดับประเทศ

และหนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาองค์ความรู้ให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน การปลูกโกโก้ให้ได้ผลผลิตที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะคุณภาพของช็อกโกแลตส่วนใหญ่กลับถูกกำหนดหลังการเก็บเกี่ยว ตั้งแต่กระบวนการหมัก การควบคุมอุณหภูมิ การตาก การคัดแยกเมล็ด ไปจนถึงการคั่วและการแปรรูป ซึ่งล้วนต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์เฉพาะทาง

ดังนั้นแล้ว ก่อนจะปลูกโกโก้ เกษตรกรควรศึกษาทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงการปลูกเท่านั้น แต่ต้องรู้ว่าจะส่งผลผลิตให้ใคร ตลาดต้องการอะไร และตัวเองเหมาะจะอยู่ในช่วงใดของห่วงโซ่อุปทาน เพราะไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องปลูกโกโก้ บางคนอาจถนัดการหมัก บางคนถนัดการแปรรูป ขณะที่บางคนอาจสร้างแบรนด์หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่า ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ สะท้อนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับ “ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน” มากกว่าการพยายามทำทุกอย่างด้วยตนเอง

ส่วนอีกหนึ่งโจทย์สำคัญ คือการสร้างตลาดภายในประเทศให้แข็งแรงควบคู่กับการขยายตลาดต่างประเทศ ตามที่ปัจจุบัน ตลาดโกโก้และช็อกโกแลตของไทย มีมูลค่ารวมประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี แต่กว่า 70% หรือประมาณ 7,000 ล้านบาท ยังเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ตัวเลขนี้สะท้อนประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะหมายความว่า ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากการไม่มีตลาด ตรงกันข้าม ความต้องการของผู้บริโภคมีอยู่แล้ว เพียงแต่มูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังหมุนเวียนอยู่ในต่างประเทศ

หากประเทศไทยสามารถเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการแปรรูป ก็อาจช่วยลดการนำเข้า สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย รวมถึงทำให้เม็ดเงินจำนวนหนึ่งหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ในระยะยาว หากอุตสาหกรรมสามารถเติบโตจนมีศักยภาพเพียงพอ ประเทศไทยก็จะไม่ได้พึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงไปยังตลาดต่างประเทศได้เช่นกัน
 
ขณะที่กฎกติกาใหม่ของการค้าโลก ตามเทรนด์ปัจจุบัน ที่ผู้บริโภคและประเทศผู้นำเข้าหลายแห่งไม่ได้พิจารณาเฉพาะคุณภาพของสินค้าอีกต่อไป แต่ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส และการตรวจสอบย้อนกลับได้ดั่งเช่นตัวอย่างสำคัญ คือ กฎระเบียบ EU Deforestation Regulation (EUDR) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้สินค้าโกโก้ที่จะเข้าสู่ตลาดยุโรปต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งเพาะปลูก และต้องไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า

หลายคนอาจมองว่ากฎระเบียบลักษณะนี้เป็นอุปสรรค แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังให้ความสำคัญ ซึ่งปัจจุบัน สมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทยก็ได้เริ่มร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับบันทึกข้อมูลตั้งแต่แปลงปลูกไปจนถึงกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมไทยให้สอดคล้องกับทิศทางของตลาดโลก

ท้ายที่สุดแล้ว หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางคราฟต์ช็อกโกแลตของโลก ความสำเร็จคงไม่ได้เกิดจากการเพิ่มจำนวนพื้นที่ปลูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัย การพัฒนาสายพันธุ์ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การลงทุนในโรงหมักและโรงแปรรูป การสร้างนักชิมและผู้เชี่ยวชาญ การสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ “โกโก้ไทย” ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

เส้นทางนี้อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี และยังมีความท้าทายอีกไม่น้อย แต่หากมองจากทิศทางที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ประเทศไทยถือว่ามีองค์ประกอบสำคัญหลายอย่างอยู่ในมือ ทั้งสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม คุณภาพของเมล็ดโกโก้ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เริ่มเติบโต และความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ

และบางที เป้าหมายของประเทศไทยอาจไม่ใช่การเป็นประเทศที่ปลูกโกโก้ได้มากที่สุดในโลก แต่คือการเป็นประเทศที่สามารถเปลี่ยนเมล็ดโกโก้คุณภาพดี ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่สร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ประเทศหนึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ไม่ใช่การมีวัตถุดิบมากที่สุดเสมอไป หากคือการรู้ว่าจะสร้าง “คุณค่า” จากวัตถุดิบนั้นอย่างไร และทำให้คุณค่านั้นเติบโตไปพร้อมกับผู้คนทั้งห่วงโซ่อุปทาน

 


LastUpdate 15/07/2569 21:04:53 โดย : Admin
16-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (16 ก.ค.69) บวก 7.06 จุด ดัชนี 1,637.27 จุด

2. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.45-33.70 บาท/ดอลลาร์

3. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (15 ก.ค.69) ลบ 17.90 ดอลลาร์ กังวลสงครามยืดเยื้อหนุนราคาน้ำมันขึ้นสูง

4. ทองเปิดตลาดวันนี้ (16 ก.ค. 69) ปรับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,050 บาท

5. MTS Gold คาดราคาทองคำยังทรงตัวเหนือแนวรับจิตวิทยาบริเวณ 4,000 เหรียญ หลังเคลื่อนไหวผันผวนระหว่างวัน

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (16 ก.ค. 69) ลบ 0.44 จุด ดัชนี 1,629.77 จุด

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (15 ก.ค.69) บวก 150.37 จุด รับเงินเฟ้อชะลอตัว-ผลประกอบการแกร่ง

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (16 ก.ค.69) "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก" ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคกลาง 40% ภาคใต้ 30-40%

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (16 ก.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (15 ก.ค.69) บวก 4.18 จุด ดัชนี 1,630.21 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (15 ก.ค.69) บวก 9.35 จุด ดัชนี 1,635.38 จุด

12. MTS Gold คาดราคาทองคำดีดตัวจากจุดต่ำสุดบริเวณ 3,980 เหรียญ ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใกล้ 4,100 เหรียญ

13. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (14 ก.ค.69) บวก 64 ดอลลาร์ เก็งเฟดไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย หลังเงินเฟ้อต่ำกว่าคาด

14. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (14 ก.ค.69) บวก 9.63 จุด รับผลประกอบการแบงก์ใหญ่-เงินเฟ้อต่ำกว่าคาด

15. ทองเปิดตลาดวันนี้ (15 ก.ค.69) ปรับขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,850 บาท

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 16, 2026, 1:40 pm