เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Scoop : "การเติบโตของเศรษฐกิจไทย" กำลังถูกวัดด้วยมาตรฐานใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ GDP


         By วิภาดา จิณณวาโส
 
GDP โต 3% ถือว่าเศรษฐกิจดีแล้วหรือยัง? หลายคนอาจตอบว่า "ใช่" เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสำเร็จทางเศรษฐกิจ จนแทบกลายเป็นตัวเลขแรกที่รัฐบาล นักลงทุน และประชาชนใช้ประเมินสถานการณ์ของประเทศ ยิ่ง GDP เติบโตมาก เศรษฐกิจก็ยิ่งถูกมองว่ากำลังขยายตัว ธุรกิจมีการลงทุนมากขึ้น การจ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ของผู้คนมีแนวโน้มดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ GDP จึงยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทั่วโลกใช้วัด “ขนาดของเศรษฐกิจ” และคงไม่มีใครปฏิเสธบทบาทของตัวชี้วัดนี้

อย่างไรก็ตาม โลกในวันนี้กำลังเผชิญความท้าทายที่แตกต่างจากอดีต ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้หลายประเทศเริ่มตระหนักว่า การมีเศรษฐกิจที่เติบโตเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับการรับมือกับโลกยุคใหม่อีกต่อไป เหตุผลไม่ใช่เพราะ GDP ใช้ไม่ได้ หากแต่เป็นเพราะ GDP ถูกออกแบบมาเพื่อวัด “ขนาดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ” มากกว่าจะวัด “คุณภาพของระบบเศรษฐกิจ”

โดย GDP สามารถบอกได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศมีมูลค่าเท่าใด หรือเติบโตเร็วเพียงใด แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า การเติบโตนั้นเกิดจากการเพิ่มผลิตภาพและนวัตกรรม หรือเกิดจากการใช้ทรัพยากรอย่างเข้มข้น ผลประโยชน์จากการเติบโตกระจายไปสู่คนส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่ แรงงานมีทักษะพร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่เพียงใด หรือระบบของประเทศมีความแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับวิกฤติครั้งต่อไปหรือไม่ กล่าวคือ GDP บอกเราได้เพียงว่าเศรษฐกิจโตแค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าเศรษฐกิจนั้นเติบโตอย่างมีคุณภาพเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง Quality of Growth หรือ “คุณภาพของการเติบโต” จึงได้รับความสนใจมากขึ้นจากเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพราะหลายฝ่ายเริ่มเห็นตรงกันว่า เป้าหมายของการพัฒนาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการทำให้ตัวเลข GDP สูงขึ้น แต่ควรสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพ แข่งขันได้ กระจายโอกาสได้อย่างทั่วถึง และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ซึ่งแนวคิดดังกล่าว สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในทิศทางการทำงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับประเด็นอย่างการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structural Reform) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงอัตราการขยายตัวของ GDP ในแต่ละปี

และหากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่าประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์เดียวกับที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ จากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโต แต่การเติบโตกลับเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างมากขึ้น ทั้งผลิตภาพแรงงานที่ขยายตัวช้า การเข้าสู่สังคมสูงวัย ความสามารถในการแข่งขันที่ถูกท้าทายจากเทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว นั่นทำให้การประเมินเศรษฐกิจไทยในวันนี้ ไม่อาจพิจารณาเพียงว่า GDP จะเติบโต 2% หรือ 3% เพราะตัวเลขดังกล่าวสะท้อนเพียงอัตราการขยายตัวในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่า ประเทศไทยกำลังสร้างรากฐานที่แข็งแรงพอสำหรับการแข่งขันในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศจึงเริ่มพัฒนาตัวชี้วัดใหม่ ๆ เพื่อประเมิน “คุณภาพของการเติบโต” ควบคู่ไปกับ “ขนาดของเศรษฐกิจ” มากขึ้น และหนึ่งในความพยายามที่น่าสนใจ คือ Global Sustainomy Index (GSi) ดัชนีที่ชวนให้โลกมองการพัฒนาประเทศผ่านมิติที่กว้างกว่า GDP เพียงตัวเดียว เพราะในโลกยุคใหม่ ประเทศที่เติบโต ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นประเทศที่พร้อมสำหรับอนาคตเสมอไป

หนึ่งในภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือการที่หลายองค์กรทั่วโลกเริ่มพัฒนาตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เพื่อประเมิน “คุณภาพของการเติบโต” ควบคู่ไปกับการวัดขนาดของเศรษฐกิจ เพราะต่างตระหนักว่าตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว ไม่อาจอธิบายศักยภาพและความพร้อมของประเทศในโลกยุคใหม่ได้ทั้งหมด โดย Global Sustainomy Index (GSi) เป็นหนึ่งในความพยายามดังกล่าว โดยพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Beyond GDP เพื่อใช้ประเมินคุณภาพของการเติบโตในมิติที่กว้างขึ้น ไม่ได้มุ่งแทนที่ GDP หากแต่ต่อยอดจากสิ่งที่ GDP ไม่สามารถสะท้อนได้

โดยหัวใจของ GSi ไม่ได้อยู่ที่การพยายามแทนที่ GDP เพราะ GDP ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการเติมเต็มสิ่งที่ GDP ไม่สามารถอธิบายได้ ด้วยการประเมินว่าประเทศนั้นมีรากฐานที่แข็งแรงเพียงใดสำหรับการเติบโตในอนาคต GSi จึงไม่ได้พิจารณาเพียงว่าเศรษฐกิจขยายตัวมากน้อยแค่ไหน แต่ยังประเมินผ่าน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ แหล่งที่มาของการเติบโตว่าขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพและนวัตกรรมมากเพียงใด, การกระจายโอกาสและความสามารถในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน, ความเข้มแข็งของสถาบันและกลไกภาครัฐ, ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นธรรม ตลอดจนความสามารถในการรับมือกับวิกฤติและความผันผวนในระยะยาว

หากพิจารณาให้ดี ทั้งห้าองค์ประกอบนี้ ล้วนเป็นเรื่องเดียวกับที่หลายองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึง OECD ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการสร้างเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูง แข่งขันได้ มีสถาบันที่มีประสิทธิภาพ และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการเร่งให้ตัวเลข GDP ขยายตัวในระยะสั้น โดยสำหรับประเทศไทย ผลการประเมิน GSi ปี 2025 อยู่ที่ 58 คะแนน จาก 100 คะแนน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 53 คะแนน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 52 คะแนน อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่คะแนน หากคือการที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Structurally Constrained Developers หรือประเทศที่ยังมีการเติบโต แต่เผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ซึ่งทำให้การยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาวเป็นไปได้ยากกว่าที่ควร

ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับสิ่งที่หลายสถาบันทั้งในและต่างประเทศวิเคราะห์มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นประเด็นผลิตภาพแรงงานที่ขยายตัวช้า การเข้าสู่สังคมสูงวัย ความสามารถในการแข่งขันที่ถูกท้าทายจากเทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนความจำเป็นในการปฏิรูปกฎระเบียบ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างนวัตกรรมของประเทศ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพในการเติบโต แต่กำลังเผชิญโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้การเติบโตในอนาคตมีคุณภาพมากกว่าที่ผ่านมา

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือการที่นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BRANDi and Companies และผู้ริเริ่มแนวคิด Sustainomy ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกของ Business at OECD (BIAC) Economic Policy Committee ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมมุมมองจากภาคธุรกิจเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายของ OECD สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการได้รับตำแหน่งของเขา หากคือการสะท้อนว่า มุมมองจากประเทศไทยและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ กำลังได้รับพื้นที่มากขึ้นบนเวทีนโยบายเศรษฐกิจโลก

เพราะจากที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนามักอยู่ในบทบาทของ “ผู้ปรับตัว” ตามกติกาที่ประเทศพัฒนาแล้วกำหนด แต่เมื่อโลกกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ ทั้งความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการปฏิวัติเทคโนโลยี ประสบการณ์ของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กลับมีความสำคัญมากขึ้น เพราะหลายประเทศกำลังเผชิญความท้าทายในลักษณะเดียวกัน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่การยกระดับประเทศไทยในวันนี้ อาจไม่ได้หมายถึงการไล่ตามตัวเลข GDP ให้สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการยกระดับผลิตภาพ ความน่าเชื่อถือของสถาบัน ความสามารถในการแข่งขัน การสร้างโอกาสที่ทั่วถึง และการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้

ท้ายที่สุดแล้ว โลกอาจไม่ได้กำลังเปลี่ยนเพียงวิธีวัดเศรษฐกิจ แต่กำลังเปลี่ยนความหมายของคำว่า “ประเทศที่ประสบความสำเร็จ” จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับขนาดของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว สู่การมองว่า ประเทศที่พร้อมสำหรับอนาคต คือประเทศที่สามารถสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีสถาบันที่เข้มแข็ง มีความเป็นธรรมในการพัฒนา และมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรับมือกับความไม่แน่นอนของโลก เพราะในศตวรรษที่ 21 การเติบโตที่รวดเร็วอาจไม่ใช่ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดอีกต่อไป หากการเติบโตนั้นไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาวได้

LastUpdate 22/07/2569 20:47:51 โดย : Admin
22-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 23 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนรถไฟ

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (22 ก.ค.69) ลบ 13.63 จุด ดัชนี 1,639.34 จุด

3. ประกาศ กปน.: 23 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนพระสุเมรุตัดถนนราชดำเนินกลาง

4. ประกาศ กปน.: 23 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพหลโยธิน

5. ประกาศ กปน.: 23 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล โรงงานผลิตน้ำสามเสน 3

6. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (22 ก.ค.69) ลบ 12.12 จุด ดัชนี 1,640.85 จุด

7. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกปรับขึ้นสู่บริเวณ 4,120 เหรียญ โดยในช่วง 2 วันที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นกว่า 100 เหรียญ จากแรงซื้อกลับหลังราคาปรับตัวลงแรงก่อนหน้านี้

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.60 - 33.85 บาท/ดอลลาร์

9. พยากรณ์อากาศวันนี้ (22 ก.ค.69) ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก 60% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง 40% ภาคใต้ 30-40%

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (22 ก.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.73 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (22 ก.ค.69) ดัชนีอยู่ที่ 1,654.41 จุด บวก 1.44 จุด

12. ทองเปิดตลาดวันนี้ (22 ก.ค.69) พุ่งขึ้น 1,050 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,600 บาท

13. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (21 ก.ค.69) บวก 385.38 จุด, Nasdaq พุ่งแข็งแกร่งกว่า 1% รับแรงซื้อหุ้นชิป

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (21 ก.ค.69) พุ่ง 60.50 ดอลลาร์ รับความหวังอิหร่าน-สหรัฐฯ เจรจาสันติภาพ

15. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (21 ก.ค.69) บวก 6.97 จุด ดัชนี 1,652.97 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 22, 2026, 11:16 pm