เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
วิกฤต Super El Nino: ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ไทยต้องเตรียมรับมือ


 
• NOAA ระบุว่าโลกได้เข้าสู่ภาวะเอลนีโญแล้ว และประเมินว่ามีโอกาส 81%ที่จะพัฒนาเป็น Very Strong El Niño ในช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2569 ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2493 และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้งในหลายพื้นที่ รวมถึงประเทศไทย
 
• ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำสูง โดยปริมาณน้ำใช้การได้ในภาคกลางลดลงเหลือเพียง 28% ต่ำกว่าระดับวิกฤตที่ 30% ขณะที่พื้นที่เกษตรมากกว่า 80% ยังคงพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก และคาดว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำจะรุนแรงที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–มิถุนายน 2570
 
• ภาคเกษตรมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเอลนีโญที่รุนแรงในช่วงปี 2569–2570 อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตร 38,000–100,000 ล้านบาท และทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงราว 0.19–0.51% ของ GDP พร้อมทั้งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานอาหาร เงินเฟ้อ และอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญ
 
• ผลกระทบของเอลนีโญอาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำ การเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปรับตัวของภาคเกษตร จึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย

เมื่อความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่อากาศเพียงอย่างเดียว
 
หากฝนตกน้อยลงหลายเดือน สิ่งที่ได้รับผลกระทบอาจไม่ได้มีเพียงผลผลิตทางการเกษตร แต่ยังรวมถึงราคาอาหาร รายได้ของเกษตรกร ต้นทุนของภาคธุรกิจ และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยด้วย
 
สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ระบุว่า โลกได้เข้าสู่ภาวะเอลนีโญแล้ว และคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง โดยมีโอกาส 81% ที่จะพัฒนาเป็น Very Strong El Niño ในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569 ซึ่งอาจติดอันดับหนึ่งในเหตุการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 2493
 
คำว่า Super El Niño ซึ่งมักใช้ในสื่อและงานวิเคราะห์ หมายถึงเหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 องศาเซลเซียส
 
ในช่วงกว่า 70 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง ได้แก่ ปี 2525–2526 ปี 2540–2541 และปี 2558–2559 ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ความมั่นคงด้านอาหาร และเศรษฐกิจในหลายประเทศ
 
แม้ผลกระทบของเอลนีโญจะแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค แต่เมื่อเหตุการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น ความน่าจะเป็นที่จะเกิดภัยแล้ง คลื่นความร้อน และความผันผวนของสภาพอากาศก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำสูง
 
สำหรับประเทศไทย เอลนีโญมักทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อุณหภูมิสูงขึ้น และเกิดฝนทิ้งช่วงยาวนาน
 
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมคาดว่า ปริมาณฝนของไทยจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570 และอาจลดลงมากขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน หากเอลนีโญพัฒนาไปสู่ระดับที่รุนแรง
 
ข้อมูล ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ปริมาณน้ำใช้การได้ในภาคกลางเหลือเพียง 28% ต่ำกว่าระดับวิกฤตที่ 30% ขณะที่พื้นที่เกษตรของไทยมากกว่า 80%อยู่นอกเขตชลประทานและต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก จึงมีความสามารถในการรับมือกับภาวะฝนทิ้งช่วงค่อนข้างจำกัด
 
แม้เอลนีโญจะมีแนวโน้มรุนแรงที่สุดในช่วงปลายปี 2569 แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำของไทยจะรุนแรงที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–มิถุนายน 2570 ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลงต่อเนื่องหลังฤดูฝน
 
ภาคเกษตรอาจได้รับผลกระทบมากที่สุด
 
ภาคเกษตรใช้น้ำประมาณ 75% ของการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ จึงเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวต่อภัยแล้งมากที่สุด
 
ในเวลาเดียวกัน เกษตรกรไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านรายได้ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า รายได้เกษตรกรในไตรมาสแรกของปี 2569 ลดลง 6.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง 8.5%
 
หากเอลนีโญมีความรุนแรงมากขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรมีแนวโน้มลดลงจากฝนทิ้งช่วงที่ยาวนาน ขณะที่ต้นทุนด้านปุ๋ย พลังงาน และการขนส่งยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้รายได้และความสามารถในการทำกำไรของเกษตรกรลดลงมากขึ้น
 
สภาพัฒน์ฯ ประเมินว่า เอลนีโญที่รุนแรงในช่วงปี 2569–2570 อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตร 38,000–100,000 ล้านบาท และทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงประมาณ 0.19–0.51% ของ GDP โดยข้าว อ้อย และมันสำปะหลังเป็นพืชที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด
 
ผลกระทบยังอาจลุกลามไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น เมื่อผลผลิตลดลง ปริมาณวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปก็ลดลงตาม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น รายได้ของครัวเรือนชนบทอ่อนแอลง เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อด้านอาหาร และกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้น้ำเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญ
 
การเตรียมพร้อมสำคัญกว่าการเยียวยาหลังเกิดภัย
 
ประเทศไทยเคยเผชิญผลกระทบจากเอลนีโญรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง
 
ในช่วงปี 2540–2541 ภัยแล้งส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกราว 1.12 ล้านเฮกตาร์ ครอบคลุม 36 จังหวัด และทำให้ผลผลิตข้าวและข้าวโพดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
 
ต่อมาในช่วงปี 2558–2559 ประเทศไทยเผชิญภัยแล้งครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยกระทบพื้นที่เกษตรในเขตชลประทานมากกว่า 30 ล้านไร่ เกษตรกรจำนวนมากต้องลดการปลูกข้าวนาปรัง ส่งผลให้ผลผลิตลดลงประมาณ 20%และรายได้ของเกษตรกรลดลงถึง 45%
 
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศไทยเท่านั้น โดย Callahan และ Mankin (2022) ประเมินว่า เหตุการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2540–2541 สร้างความเสียหายสะสมต่อเศรษฐกิจโลกประมาณ 5.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เหตุการณ์ปี 2558–2559 สร้างความเสียหายเพิ่มเติมอีกประมาณ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
ที่สำคัญ ความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่ยังส่งผลต่อรายได้ ผลิตภาพ และการเติบโตของเศรษฐกิจต่อเนื่องไปอีกหลายปี
 
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การรับมือกับภัยแล้งไม่ควรเน้นเพียงการเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่ควรเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ขยายแหล่งกักเก็บน้ำ ปรับปฏิทินเพาะปลูก ส่งเสริมพืชทนแล้ง และพัฒนาระบบข้อมูลด้านภูมิอากาศ เพื่อช่วยลดความเสียหายในอนาคต
 
วิกฤตครั้งนี้จะเป็นบททดสอบความพร้อมของไทย
 
แม้จะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเอลนีโญในช่วงปี 2569–2570 จะพัฒนาเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดหรือไม่ แต่แบบจำลองสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น และข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ
 
บททดสอบของไทยในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่อง "ฝนจะตกเมื่อไร" แต่คือเราจะบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างไรให้เพียงพอสำหรับภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการดำรงชีวิตของประชาชน
 
ภัยแล้งอาจเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากประเทศไทยสามารถเตรียมความพร้อมได้ตั้งแต่วันนี้ ต้นทุนที่ต้องจ่ายในวันข้างหน้าก็อาจลดลง ทั้งในด้านความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 03 ส.ค. 2569 เวลา : 15:34:17
04-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 6 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนวิภาวดีรังสิต

2. ประกาศ กปน.: 6 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสุขสวัสดิ์

3. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (3 ส.ค. 69) ลบ 1.74 จุด ดัชนี 1,621.90 จุด

4. พยากรณ์อากาศวันนี้ (3 ส.ค.69) ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบน "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต." ฝน 60% ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 40%

5. ทองเปิดตลาดวันนี้ (3 ส.ค.69) ลดลง 100 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,900 บาท

6. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (3 ส.ค. 69) บวก 0.68 จุด ดัชนี 1,624.32 จุด

7. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.00-33.60 ติดตามข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯ

8. MTS Gold คาดราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบปรับฐานทิศทาง Sideways เพื่อรอการเลือกทิศทาง Breakout โดยราคายังคงยืนเหนือแนวรับสำคัญบริเวณ 4,000 เหรียญ

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.45 บาท/ดอลลาร์

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (3 ส.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.33 บาทต่อดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 5 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระสุเมรุตัดถนนราชดำเนินกลาง (ปรับแก้พื้นที่ผลกระทบ)

12. ประกาศ กปน.: 4 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนเทอดไท

13. ประกาศ กปน.: 4 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4

14. ประกาศ กปน.: 4 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนราชปรารภตัดถนนจตุรทิศ

15. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (31 ก.ค.69) บวก 25.53 จุด ดัชนี 1,623.64 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 4, 2026, 5:42 am