เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
SCB FM มองเงินบาทอาจอ่อนค่าได้ในระยะสั้น จากแนวโน้มสงครามและการเก็บภาษีนำเข้า แต่ระยะยาวมองดอลลาร์อ่อน


กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทเดือนที่ผ่านมาผันผวนตามดอลลาร์ ราคาทองคำ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยกลับมาอ่อนค่าหลังนายเควิน วอร์ช ประธาน Fed ส่งสัญญาณกังวลเงินเฟ้อ ประกอบกับความเสี่ยงจากสงครามอิหร่านและส่วนต่างดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐฯ ที่ยังกว้าง โดย SCB FM คาดว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าในระยะสั้นในกรอบ 33.30-33.80 บาท/ดอลลาร์ ก่อนกลับมาแข็งค่าสู่กรอบ 32.75-33.25 บาท/ดอลลาร์ช่วงปลายปี หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอลง Fed คงดอกเบี้ย และสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวยังอยู่ในระดับสูงจากความกังวลด้านการคลังและอุปทานพันธบัตรจำนวนมาก แม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวก็ตาม ทั้งนี้ หากไม่มีมาตรการที่แก้ปัญหาการคลังเชิงโครงสร้าง แรงกดดันอาจย้ายจากตลาดพันธบัตรไปสู่ค่าเงิน ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า และเพิ่มความเสี่ยงเรื่อง Dollar debasement ในระยะยาว 

 
นายแพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเงินบาทในเดือนที่ผ่านมาผันผวนสูงตามปัจจัยต่างประเทศ โดยมีดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาทองคำ และทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดในช่วงแรก เงินบาทแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของดัชนีเงินดอลลาร์ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ประกอบกับราคาทองคำปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำกลับมาอยู่ในระดับสูงอีกครั้ง ด้านดุลการค้าของไทย แม้ยังขาดดุล แต่ขนาดการขาดดุลลดลงจากช่วงก่อน อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาอ่อนค่าในช่วงปลายเดือน หลังนายเควิน วอร์ช ประธาน Fed ส่งสัญญาณกังวลต่อเงินเฟ้อ (Hawkish) และอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ปรับสูงขึ้น จึงกดดันให้บาทอ่อนค่า นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนจากสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับไทยที่ยังกว้าง หลังคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด ล้วนเป็นแรงกดดันต่อเงินบาทให้อ่อนค่าเพิ่มเติม ส่วนปัจจัยในประเทศมีอิทธิพลต่อตลาดค่อนข้างจำกัด 

 
 
เงินบาทยังมีโอกาสอ่อนค่าในระยะสั้น แต่มีแนวโน้มทยอยกลับมาแข็งค่าในช่วงปลายปี หากความเสี่ยงจากสงครามลดลงและธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า เงินบาทอาจยังเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากความเสี่ยงที่สถานการณ์ในอิหร่านอาจกลับมารุนแรงขึ้น มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมของสหรัฐฯ และความเป็นไปได้ที่ประเด็นสงครามการค้าจะกลับมา หลังสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าจากประเทศที่มีกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess manufacturing capacity) เช่น จีน รวมถึงความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในเดือนนี้ ขณะเดียวกัน ดุลการค้าไทยอาจยังขาดดุลในระยะสั้น และเงินดอลลาร์มีสถิติแข็งค่าขึ้นในช่วงประมาณหนึ่งเดือนก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ จึงประเมินกรอบเงินบาทระยะสั้นที่ 33.30-33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี เงินบาทมีโอกาสกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปีที่ 32.75-33.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หาก 1) ข้อมูลตลาดแรงงานและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอลงตามที่คาด ซึ่งจะทำให้ Fed คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ 2) สงครามอิหร่านเริ่มคลี่คลาย อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบย่อลงมาต่ำกว่า 90 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้อีกครั้ง ซึ่งส่งผลดีต่อดุลการค้าไทย และ 3) หากราคาทองคำปรับสูงขึ้นต่อ โดยอาจใกล้เคียง 5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ จะเป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้

 
 
สำหรับประเด็นเรื่องเงินเยนอ่อนค่า การแทรกแซงจากธนาคารกลางญี่ปุ่น และความเสี่ยงจากการคลายสถานะ Carry Trade นายแพททริกมองว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการ Unwind carry trade อย่างรุนแรงยังต่ำกว่าช่วงปี 2024 โดยเงินเยนเผชิญแรงกดดันจากความกังวลด้านฐานะการคลังของญี่ปุ่น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับต่างประเทศที่ยังกว้าง และผลกระทบจากสงครามอิหร่านต่อราคาพลังงานและภาวะตลาดการเงิน ส่งผลให้ทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงเพื่อชะลอการอ่อนค่าของเงินเยน พร้อมกับการแทรกแซงสนับสนุนจากฝั่งสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ผลของการแทรกแซงเป็นเพียงชั่วคราว เพราะปัจจัยพื้นฐานด้านส่วนต่างดอกเบี้ยและดุลการคลังยังไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับความเสี่ยงต่อการคลายสถานะ Unwind carry trade นั้น ยังไม่น่ากังวลมาก เนื่องจากสถานะขายสุทธิ (short position) ในเงินเยนมีขนาดเล็กกว่าช่วงกลางปี 2024 อย่างมีนัยสำคัญ จึงลดโอกาสเกิดการซื้อคืนเงินเยนอย่างเร่งตัว(จากภาวะ short squeeze) ขณะเดียวกัน นักลงทุนได้กระจายสกุลเงินที่ใช้เป็นแหล่งเงินทุน (funding currency) ไปยังเงินยูโร สวิสฟรังก์ และเงินแคนาเดียนดอลลาร์มากขึ้น ทำให้ตลาดไม่ได้พึ่งพาเงินเยนเพียงสกุลเดียว ความเสี่ยงจึงลดลง
 
 
 
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวยังอยู่ในระดับสูง แม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกมาตรการช่วยลดแรงกดดันแล้วก็ตาม แรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรมาจากทั้ง 1) การขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 2) อุปทานหุ้นกู้เอกชนออกมาจำนวนมาก โดยเฉพาะจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ระดมทุนรองรับการลงทุนด้าน AI และศูนย์ข้อมูล ทำให้เกิดผลกระทบในลักษณะ crowding-out ต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาล เพราะแย่งอุปสงค์จากนักลงทุนในตลาด ขณะเดียวกัน สงครามอิหร่านยังเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่นโยบายการเงินจะเข้มงวดกว่าคาด จึงทำให้ Bond yields ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จึงเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10-30 ปี (28,000 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส) เพื่อประคองไม่ให้ Yields สูงขึ้นเร็ว แต่ขนาดดังกล่าวยังค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับการออกพันธบัตรระยะยาวประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส ทำให้ผลของมาตรการนี้มีจำกัด และไม่สามารถกด yields ลงได้อย่างมีนัย ในระยะต่อไป นายวชิรวัฒน์คาดว่า Yield curve อาจชันขึ้นเล็กน้อย โดยอัตราผลตอบแทนระยะสั้นมีโอกาสลดลงตามเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ชะลอลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนระยะยาวน่าจะยังเคลื่อนไหวในระดับสูงจากความกังวลเรื่องการคลังและวงจรการลงทุน AI โดยประเมินอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ณ สิ้นปีที่ 4.00-4.20% และอายุ 10 ปีที่ 4.50-4.70%

 
มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงคลังสหรัฐฯ และความพยายามในการกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว อาจเป็นแรงกดดันทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าได้ (Dollar debasement) การเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ควบคู่กับแนวโน้มลดสัดส่วนการออกพันธบัตรระยะยาวและหันไปออกตั๋วเงินคลังระยะสั้นมากขึ้น มีลักษณะใกล้เคียงกับ “Operation Twist” ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทานบริเวณปลายเส้นอัตราผลตอบแทน (long-end) อย่างไรก็ดี หากตลาดมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการกดอัตราผลตอบแทนระยะยาวโดยไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐานด้านการขาดดุลและหนี้สาธารณะ ความกังวลอาจย้ายจากตลาดพันธบัตรไปยังค่าเงิน ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าและการคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น นอกจากนี้ หาก Fed ต้องช่วยรองรับสภาพคล่องผ่านเครื่องมือ Repo หรือการซื้อ Treasury bills ก็อาจถูกตีความว่าเป็น “Stealth QE” และเพิ่มข้อกังวลต่อความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน ปฏิกิริยาของนักลงทุนจึงอาจอยู่ในรูปของการลดการถือครองเงินดอลลาร์ และเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัด เช่น ทองคำ เงิน และสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนมุมมองว่าเงินดอลลาร์ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ในระยะยาว หนุนให้เงินบาทแข็งค่าได้ แม้เศรษฐกิจไทยจะยังอ่อนแอก็ตาม
 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 02 ก.ย. 2569 เวลา : 15:58:35
03-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 3 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระรามที่ 2

2. ประกาศ กปน.: 3 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนเอกมัย

3. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (2 ก.ย.69) ลบ 13.61 จุด ดัชนี 1,575.07 จุด

4. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (2 ก.ย.69) ลบ 10.27 จุด ดัชนี 1,578.41 จุด

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (1 ก.ย.69) ร่วง 85.10 เหรียญ เหตุบอนด์ยีลด์พุ่ง-ดอลลาร์แข็งทุบตลาด

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (1 ก.ย.69) ร่วง 419.02 จุด วิตกบอนด์ยีลด์-ราคาน้ำมันพุ่ง

7. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (1 ก.ย.69) ร่วง 85.10 เหรียญ เหตุบอนด์ยีลด์พุ่ง-ดอลลาร์แข็งทุบตลาด

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.50 บาท/ดอลลาร์

9. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเมื่อวานร่วงลงกว่า 120 เหรียญ หรือเกือบ 3% และหลุดระดับ 4,400 เหรียญ ก่อนเช้าวันนี้อ่อนตัวทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,287 เหรียญ

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (2 ก.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.32 บาทต่อดอลลาร์

11. ทองเปิดตลาดวันนี้ (2 ก.ย. 69) ร่วงลง 1,150 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 68,700 บาท

12. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (2 ก.ย.69) ลบ 1.02 จุด ดัชนี 1,587.66 จุด

13. พยากรณ์อากาศวันนี้ (2 ก.ย.69) ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนอง และฝนตกหนักในภาคเหนือ-ภาคอีสาน 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ.40%

14. เติมด่วน!!! น้ำมันขึ้นราคา

15. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (1 ก.ย.69) ลบ 6.48 จุด ดัชนี 1,588.68 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 3, 2026, 12:03 am