
• แม้ปัจจุบันประชากรโลก 74% หรือราว 6 พันล้านคน จะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้ว แต่ยังมีอีกประมาณ 2.2 พันล้านคนที่ยังออฟไลน์ โดยเกือบทั้งหมดอาศัยอยู่ในประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง
• ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลไม่ได้วัดเพียงว่า "มีอินเทอร์เน็ตหรือไม่" แต่รวมถึงคุณภาพของการเชื่อมต่อ ความเร็ว ความสามารถในการจ่าย และการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่
• การมีอินเทอร์เน็ตไม่ได้หมายความว่าจะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เพราะทักษะดิจิทัล (Digital Skills) คือปัจจัยสำคัญที่กำหนดโอกาสในการเรียนรู้ การทำงาน และการสร้างรายได้
• เทคโนโลยีไม่ได้สร้างความเหลื่อมล้ำขึ้นใหม่ แต่กำลังขยายช่องว่างเดิมให้กว้างขึ้น ทำให้ผู้ที่มีรายได้สูง อยู่ในเมือง หรือได้รับการศึกษาที่ดีกว่า สามารถใช้ประโยชน์จากโลกดิจิทัลได้มากกว่า
เด็กสองคนอาจมีสมาร์ตโฟนเหมือนกัน
แต่คนหนึ่งใช้ AI เรียนออนไลน์ และสมัครงานได้จากทุกที่
อีกคนใช้อินเทอร์เน็ตได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน เพราะค่าแพ็กเกจแพง สัญญาณไม่เสถียร และขาดทักษะดิจิทัล
ทั้งคู่ต่างก็ "ออนไลน์" แต่โอกาสในชีวิตกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นี่คือความหมายของ "ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล" (Digital Divide) ในโลกปัจจุบัน
หลายคนเคยเชื่อว่า เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงผู้คนมากขึ้น ความรู้ โอกาส และคุณภาพชีวิตก็จะกระจายไปอย่างทั่วถึง เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถเรียนรู้ ติดต่อสื่อสาร ทำงาน หรือเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โลกเดินหน้าไปไกลอย่างมาก รายงาน Facts and Figures 2025 ของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตราว 6 พันล้านคน หรือคิดเป็น 74% ของประชากรโลก เพิ่มขึ้นจากเพียง 1 พันล้านคน หรือ 16% เมื่อสองทศวรรษก่อน
แต่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ยังมีประชากรอีกประมาณ 2.2 พันล้านคนที่ยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต และกว่า 96% ของคนกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง
นั่นสะท้อนว่าแม้โลกดิจิทัลจะเปิดกว้างมากขึ้น แต่โอกาสในการเข้าถึงยังคงถูกกำหนดด้วยฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
ความเหลื่อมล้ำเปลี่ยนจาก "การเข้าถึง" สู่ "คุณภาพของการเชื่อมต่อ"
ในอดีต เรามักวัดความเหลื่อมล้ำจากคำถามว่า "มีอินเทอร์เน็ตหรือไม่"
แต่วันนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ "อินเทอร์เน็ตที่มี ใช้งานอะไรได้บ้าง"
ในปี 2025 เครือข่าย 5G ครอบคลุมประชากรโลก 55% แต่ประเทศรายได้สูงเข้าถึงได้ถึง 84% ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำเข้าถึงได้เพียง 4%
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศรายได้สูงยังใช้ข้อมูลผ่านมือถือมากกว่าประเทศรายได้ต่ำเกือบ 8 เท่า
ความแตกต่างนี้หมายถึงโอกาสที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ การทำงานระยะไกล การค้าขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
"มีสัญญาณ" ไม่ได้แปลว่า "เข้าถึงได้จริง"
ITU ใช้คำว่า Meaningful Connectivity หรือ "การเชื่อมต่อที่มีความหมาย" เพื่ออธิบายว่า การมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
ประชาชนต้องสามารถใช้อินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ ในราคาที่เอื้อมถึง และใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
แม้ค่าบริการอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือจะลดลงในหลายประเทศ แต่กว่า 60% ของประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง ยังมีค่าบริการที่ประชาชนจำนวนมากจ่ายไม่ไหว
นั่นหมายความว่า โครงสร้างพื้นฐานอาจมีอยู่แล้ว แต่ต้นทุนทางเศรษฐกิจยังเป็นกำแพงที่ทำให้หลายคนเข้าไม่ถึงโอกาสในโลกดิจิทัล
ความเหลื่อมล้ำอีกขั้น คือ "ทักษะดิจิทัล"
แม้ทุกคนจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์เท่ากัน
ในเศรษฐกิจยุค AI ความแตกต่างระหว่างคนที่ "ใช้เทคโนโลยีเป็น" กับ "ใช้เทคโนโลยีได้" เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดรายได้ ผลิตภาพ และโอกาสในการทำงานในอนาคต
ITU พบว่า แม้หลายประเทศจะมีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตใกล้เคียงกัน แต่สัดส่วนประชาชนที่มีทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐานแตกต่างกันตั้งแต่ 16% ถึง 74% นั่นหมายความว่า "การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต" กับ "ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต" ยังเป็นคนละเรื่อง
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บางประเทศสามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่บางประเทศยังใช้ประโยชน์จากโลกดิจิทัลได้ไม่เต็มศักยภาพ
เมื่อความเหลื่อมล้ำเดิม ถูกซ้ำเติมด้วยเทคโนโลยี
รายงานยังพบว่า ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลยังสัมพันธ์กับรายได้ เพศ และพื้นที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน
• ประชากรในประเทศรายได้สูงใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่าประเทศรายได้ต่ำ (94% เทียบกับ 23%)
• ผู้ชายใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่าผู้หญิง (77% ต่อ 71%)
• ประชากรในเขตเมืองเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากกว่าชนบท (85% เทียบกับ 58%)
เทคโนโลยีจึงไม่ได้สร้างความเหลื่อมล้ำขึ้นใหม่ แต่กำลังทำให้ความเหลื่อมล้ำเดิมส่งผลรุนแรงกว่าเดิม
เมื่อเศรษฐกิจ การศึกษา และตลาดแรงงานย้ายเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น ผู้ที่เข้าถึงเทคโนโลยีคุณภาพสูงและมีทักษะดีกว่า ก็ยิ่งมีโอกาสสร้างรายได้และพัฒนาศักยภาพได้มากกว่า
ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาความเป็นธรรม แต่ยังเป็นปัญหาด้านผลิตภาพ (Productivity) และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะหากประชากรจำนวนมากไม่สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพ เศรษฐกิจก็สูญเสียโอกาสในการเติบโตไปพร้อมกัน
บทสรุป
หากในอดีต ถนนและระบบไฟฟ้าคือโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดโอกาสทางเศรษฐกิจ
วันนี้ อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ต่างกัน
แต่การสร้างโครงข่ายเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากประชาชนยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ จ่ายค่าบริการไม่ไหว หรือขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีสร้างคุณค่าให้กับชีวิต
เพราะสิ่งที่กำหนดโอกาสในเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ใช่การ "ออนไลน์" หรือ "ออฟไลน์" แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนการเชื่อมต่อนั้นให้กลายเป็นความรู้ ผลิตภาพ รายได้ และโอกาสในชีวิต
โลกจึงไม่ได้ต้องการเพียงการเชื่อมต่อที่มากขึ้น แต่ต้องการให้ทุกคนสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างการเรียนรู้ เพิ่มผลิตภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้
และหากการเชื่อมต่อนั้นไม่ได้สร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำก็อาจกลายเป็นราคาที่ต้องจ่ายของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
ข่าวเด่น